ประท้วงลามโลก:  อะไรคือปัญหาร่วม?


เพิ่มเพื่อน    

    การประท้วงในหลายๆ ประเทศทั่วโลกขณะนี้ทำให้เกิดคำถามว่า?
    คนที่ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลในแต่ละประเทศนั้น มีความเดือดร้อนในเรื่องที่มีความเหมือนหรือต่างกันเพียงใด
    ไม่ว่าจะเป็นที่เลบานอน, อิหร่าน, สเปน, ชิลี, โบลิเวีย, อินโดนีเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, ฮ่องกง และอื่นๆ
    อย่างที่ได้เขียนไว้เมื่อวานในคอลัมน์นี้ สาเหตุสำคัญน่าจะมาจากการที่ชนชั้นกลางและคนกลุ่มที่เสียเปรียบในสังคมเริ่มจะเห็นแล้วว่า การเมืองแบบ "เสรีประชาธิปไตย" และ "ทุนนิยมผูกขาด" และ  "โลกาภิวัตน์" นั้นเป็นประโยชน์ก็แต่ชนชั้นปกครองและผู้มีอันจะกินเท่านั้น
    แต่คนส่วนใหญ่ในสังคมกลับถูกเบียดตกขอบ นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากนโยบายการเมืองและเศรษฐกิจแบบที่อ้างว่าเป็นเสรีประชาธิปไตยแล้ว ทรัพยากรของชาติยังถูกคนที่ได้เปรียบเอาไปแปลงเป็นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มของตนอีกต่างหาก
    ความไม่พอใจเหล่านี้มาจากการที่เห็นระบบทุนนิยมจับมือกับระบอบการเมืองเสรีประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ จนเกิดปัญหาใหญ่ๆ ที่นักการเมืองรับปากกี่ครั้งกี่รูปแบบก็แก้ไขไม่สำเร็จ เช่น
    ความเหลื่อมล้ำ
    คอร์รัปชัน
    ค่าครองชีพที่สูงขึ้นแต่รายได้ไม่กระเตื้อง
    การถูกจำกัดเสรีภาพทางการเมือง
    วิกฤติโลกร้อน
    ในหลายๆ ประเทศการประท้วงเริ่มต้นจากการขึ้นราคาของบริการพื้นฐานประจำวัน
    ที่อิหร่าน นักศึกษาและประชาชนออกมาเดินขบวนต่อต้านการขึ้นราคาน้ำมัน เป็นการประท้วงที่กระจายไปในหลายๆ เมือง
    รัฐบาลตอบโต้ด้วยการปิดการสื่อสารทางอินเทอร์เน็ต ยิ่งทำให้ผู้คนโกรธแค้นหนักขึ้น
    ผู้นำอิหร่านอ้างว่าสหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการลุกฮือของประชาชน แต่ผู้ประท้วงยืนยันว่าที่ออกมาต่อสู้เป็นเรื่องปากท้องจริงๆ ไม่เกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศแต่อย่างใด
    เช่นในกรณีเอกวาดอร์ ผู้คนออกมากลางถนนเพื่อต่อต้านคำประกาศของรัฐบาลที่จะเลิกอุดหนุนราคาน้ำมัน เพราะกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟกำหนดกติกาไว้เป็นเงื่อนไขหากต้องการรับความช่วยเหลือ
    พอราคาน้ำมันพุ่ง ชาวบ้านก็เดือดร้อน เพราะค่าใช้จ่ายประจำวันเพิ่มขึ้นทันทีโดยที่รายได้ยังเหมือนเดิม นั่นคือปัญหาปากท้องที่เห็นชัดๆ
    การเดินขบวนดำเนินไปได้ไม่กี่วันรัฐบาลก็ต้องถอย ยกเลิกนโยบายขึ้นราคาปลีกของน้ำมัน
    ที่โบลิเวีย ประธานาธิบดีอีโว โมราเลสต้องลาออก หลังจากการออกมาเดินขบวนของประชาชนจำนวนมากเพื่อร้องเรียนปัญหาปากท้องและความยากจน
    ตอนที่เขาขึ้นมารับตำแหน่งเมื่อปี 2006 อัตรา "ความยากจนอย่างยิ่ง" ของประเทศอยู่ที่ 38% เขาอ้างว่าสองปีต่อมารัฐบาลสามารถลดปัญหานี้เหลือ 17% แต่คนที่ต่อต้านเขาบอกว่าคนยากจนข้นแค้นกลับมาเพิ่มมากขึ้นอีกเพราะความล้มเหลวในการบริหารประเทศ
    ที่ชิลี การประท้วงก็เกิดจากราคาพลังงาน ทำให้ต้องขึ้นค่ารถเมล์และรถใต้ดิน โดยที่รัฐบาลอ้างว่าราคาน้ำมันแพงขึ้นและอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลประเทศอ่อนตัวลง
    แต่ประชาชนไม่ฟังคำชี้แจงของรัฐบาล คืนวันหนึ่งผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจ แต่กลับมีภาพของประธานาธิบดีเซบัสเตียน พิเนรานั่งกินอาหารในภัตตาคารอิตาเลียนกลางเมืองหน้าตาเฉย
    นั่นคือสัญลักษณ์แห่งความเหลื่อมล้ำระหว่างชาวบ้านกับผู้นำประเทศที่ยิ่งทำให้เกิดความโกรธแค้นหนักหน่วงขึ้น
    เวเนซุเอลาเป็นตัวอย่างคลาสสิกของประเทศที่เคยร่ำรวยเพราะมีน้ำมันมากมาย แต่ไปๆ มาๆ  เศรษฐกิจของประเทศกลับตกต่ำ ประชาชนยากไร้ การเมืองล้มเหลว
    เหตุเพราะระบอบการเมืองรวบอำนาจ ผู้นำใช้ "ประชานิยม" แจกเงินและสิ่งของให้ประชาชนเพื่อหวังจะได้รับเลือกตั้งกลับมา โดยไม่สนใจแก้ปัญหาของชาติอย่างจริงจังและยั่งยืน
    ที่เลบานอน รัฐบาลถูกต่อต้านทันทีที่จะเก็บภาษีคนใช้ WhatsApp ซึ่งนำไปสู่การประท้วงต่อปัญหาเศรษฐกิจ, ทุจริต ประพฤติมิชอบ และความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน
    ที่อิรัก ผู้ประท้วงก็ต้องการจะให้ผู้นำเปลี่ยนระบอบการเมืองที่พวกเขาเห็นว่ามีแต่จะทำให้ความไม่เท่าเทียมหนักหน่วงขึ้น และนักการเมืองส่วนใหญ่ฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยให้ตนเอง แทนที่จะเสียสละทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างที่รับปากเอาไว้ตอนหาเสียง
    ในบางประเทศ ปัญหาโลกร้อนก็ทำให้เกิดการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม, มลพิษ และความล้มเหลวของโครงการต่างๆ ของรัฐบาล
    ความวุ่นวายที่ฮ่องกงมีส่วนผสมผสานของหลายๆ ปัญหา ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำ, เสรีภาพทางการเมือง, ความไม่ศรัทธาต่อผู้ปกครอง และความสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตตัวเอง
    สังคมไทยควรจะต้องเรียนรู้จากวิกฤติระดับโลก...เพราะปัญหาที่เป็นสาเหตุของการประท้วงในหลายๆ ประเทศนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนไทยไม่คุ้นเคย
    ความจริงหลายๆ ประเด็นเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นทั้งที่ชัดเจนและที่แฝงตัวอยู่ในระดับต่างๆ 
    หากไม่หาทางป้องกันอย่างจริงจัง และสร้างกลไกสังคมที่ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา เราก็อาจจะไม่ได้อยู่ห่างไกลวิกฤตินั้นเท่าใดนัก.


นักข่าวนี่....ก็นะ น่าจะเปลี่ยน "ซิมสมอง" ซะมั่ง ทำเป็นหุ่นยนต์ "โปรแกรมสำเร็จรูป" ไปได้ อภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จปุ๊บ ต้องปรี่ถามนายกฯ ปั๊บ "ปรับ ครม.มั้ยคะ?"

บุญทาน "คุ้มบ้าน-คุ้มเมือง"
'เรื่องนักเรียนกับคนบ้าข่าว'
มหกรรม 'มหา'ลัย' แข่งติด #
ผ่ายุทธการอรุณรุ่งริ่ง
'สิ้นสุดทางคุก' ของ ๓ มะกอก
จบที่ 'ไม่ยอมจบ' ของทอน