การป้องปรามนิวเคลียร์ (Nuclear Deterrence)


เพิ่มเพื่อน    

ภาพ : สภาพเมืองฮิโรชิมาหลังถูกระเบิดนิวเคลียร์

 

ที่มา : https://www.atomicheritage.org/history/bombings-hiroshima-and-nagasaki-1945

 

      คำว่า “การป้องปราม” (Deterrence) หมายถึงการเตรียมหรือพร้อมลงมือกระทำการบางอย่างตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม การมีกองทัพ การซ้อมรบ สามารถตีความว่าเป็นการป้องปรามการรุกรานจากศัตรู ศัตรูไม่กล้าโจมตี

      ปัจจุบันเมื่อเอ่ยถึง “การป้องปราม” มักหมายถึง “การป้องปรามนิวเคลียร์” ป้องปรามไม่ให้อีกฝ่ายใช้อาวุธนิวเคลียร์โจมตีหรือคุกคาม

        จุดอ่อนของการป้องปราม :

      เป็นที่ถกเถียงว่าการป้องปรามนิวเคลียร์ยังใช้ได้ผลหรือไม่ มีข้อคิดว่าการป้องปรามนิวเคลียร์จะต้องตั้งอยู่บนหลักการต่างฝ่ายต่างตัดสินใจด้วยเหตุผล เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายมีอาวุธนิวเคลียร์จะไม่มีใครกล้าใช้ก่อน เพราะแม้จะสามารถทำลายศัตรู แต่ตัวเองจะถูกโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน แต่หากผู้ครอบครองไม่ใช้เหตุผลหรือไม่ยึดเหตุผลข้างต้นหลักการป้องปรามย่อมไร้ผล เช่น ผู้ก่อการร้ายจุดระเบิดนิวเคลียร์ พวกที่เห็นว่าถึงเวลาทำลายล้างโลกแล้ว

      อีกประเด็นที่ควรเข้าใจคือในทางวิชาการเป็นที่ยอมรับว่าผู้ก่อการร้ายบางกลุ่มมีรัฐสนับสนุน เป็นเรื่องที่มีมานานนับพันปีที่รัฐหรือผู้ปกครองสร้างกลุ่มก่อการร้ายเพื่อเล่นงานศัตรูโดยไม่เปิดเผยตัวเอง (รัฐ) ผู้ก่อการร้ายที่มีรัฐอุปถัมภ์จึงเป็นกลุ่มที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และอาจสามารถจุดระเบิดนิวเคลียร์

      ปัจจุบันมีการตีตราประเทศฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นรัฐอุปถัมภ์ก่อการร้าย เช่น รัฐบาลสหรัฐกับอิหร่านต่างชี้ว่าอีกฝ่ายสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

      แนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปราม :

      คนอีกกลุ่มต่อต้านการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์โดยให้เหตุผลดังนี้

      ประการแรก ผิดศีลธรรม ไม่ชอบธรรม

      ฝ่ายที่คิดเรื่องความถูกต้องตามหลักศาสนาจะตีความว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นการทำลายล้างอย่างกว้างขวาง พลเรือนจำนวนมากได้ผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แม้ผู้ใช้จะพยายามจำกัดพื้นที่

      สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสตรัสอย่างชัดเจนว่าการมีหรือใช้อาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องผิดศีลธรรมและสูญเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ ทำนองเดียวกับอยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Seyyed Ali Khamenei) ผู้นำจิตวิญญาณชีอะห์อิหร่าน กล่าวว่า เป็นเรื่องต้องห้ามทางศาสนา

      อย่างไรก็ตาม ในหมู่นักการศาสนามีความเห็นต่างเรื่องนี้เหมือนกัน บางคนเห็นด้วยกับการใช้นิวเคลียร์ในบางกรณี เช่น โจมตีเป้าหมายทางทหาร

      ประการที่ 2 แข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์

      ในช่วงสงครามเย็นกำลังตึงเครียดทั้งฝ่ายสหรัฐกับสหภาพโซเวียตต่างทุ่มเททรัพยากรพัฒนาและสะสมอาวุธนิวเคลียร์ ต่างฝ่ายต่างไม่ต้องการให้อีกฝ่ายมีกำลังรบที่เหนือกว่า คิดว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าลงมือทำสงครามนิวเคลียร์ และด้วยเหตุผลอื่นๆ เช่น แสดงความเป็นอภิมหาอำนาจ ผลคือทั้งคู่สะสมอาวุธนิวเคลียร์นับหมื่นหัวรบ เพียงพอทำลายโลกได้หลายรอบ

      ประการที่ 3 ยิ่งเสี่ยงเกิดสงคราม หายนะ

      ความคิดที่ว่าเพื่อการป้องปรามนั้นก่อให้เกิดการแข่งขันสะสมอาวุธ เนื่องจากไม่อาจประเมินกำลังอีกฝ่ายอย่างถูกต้อง จึงต้องมีให้มากไว้ก่อน และอาจเป็นเหตุให้อีกฝ่ายต้องชิงลงมือก่อน เช่น เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ  ถึงจุดหนึ่งฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจลงมือก่อนทันที เป็นหายนะที่จะไม่เกิดแน่นอนหากปราศจากอาวุธนิวเคลียร์

      ที่ผ่านมามีการกำหนดเป้าโจมตีล่วงหน้า เป้าหมายหลายจุดคือเมืองหลวง เมืองใหญ่ แม้เป็นวิธีป้องปรามอย่างหนึ่ง แต่หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริงย่อมหมายถึงหายนะของโลก

      ทุกวันนี้ยุทธศาสตร์สหรัฐประกาศชัดว่าจะไม่ปล่อยประเทศใดมีกำลังเข้มแข็งเทียบเท่าอเมริกาเด็ดขาด ไม่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะยอมรับหรือไม่ หลักคิดที่ใช้คือต้อง “ชิงลงมือก่อน” (preemption) และไม่ปล่อยให้ประเทศใดไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรูก้าวขึ้นมามีอำนาจเทียบเท่า ไม่ปล่อยให้ประเทศใดเติบใหญ่เข้มแข็งจนยากจะจัดการ นักยุทธศาสตร์บางคนอ้างประวัติศาสตร์ว่าเพราะปล่อยให้นาซีเติบใหญ่จึงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

      ประการที่ 4 อาจบานปลายเป็นสงครามใหญ่

      นักวิชาการบางท่านเห็นว่าการตั้งใจใช้กับสนามรบหรือเป้าหมายทางทหารน่าจะเป็นเหตุให้สงครามบานปลาย กลายเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (ทำลายทุกอย่างแม้กระทั่งพลเรือน)

      รวมความแล้ว ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะสรุปว่าไม่ควรใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธป้องปราม แค่ใช้กำลังรบทั่วไปก็พอ อาจด้วยเหตุผลเรื่องศีลธรรม เป็นประเทศไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ ฯลฯ

      มีผู้เสนอว่าวิธีป้องปรามที่ดีคือใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ ด้วยการคว่ำบาตร ไม่ติดต่อค้าขายด้วย

        ความสำเร็จและความไม่แน่นอน :

      นับจากโลกมีอาวุธนิวเคลียร์ การป้องปรามเป็นคำที่นำมาใช้เสมอ หลายคนอธิบายว่าเป็นเหตุผลสำคัญกีดกั้นการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่อาจกลายเป็นสงครามล้างโลก

      อย่างไรก็ตาม หากมองอีกมุมโลกยังตกอยู่ในความไม่แน่นอน ชาติอาวุธนิวเคลียร์ยังคงประจำการอาวุธรุ่นใหม่ ฉีกสนธิสัญญานิวเคลียร์หลายฉบับ ล่าสุดคือสนธิสัญญาขีปนาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางและใกล้ (INF) หลายฝ่ายวิตกว่าการแข่งขันสร้างอาวุธนิวเคลียร์กำลังจะเกิดขึ้นอีกรอบ ล่าสุดมีข่าวหลายชิ้นที่ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังหาพันธมิตรใหม่เพื่อประจำการอาวุธนิวเคลียร์ของตนในแถบเอเชียแปซิฟิก เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์จึงไม่ล้าสมัยและใกล้ตัว

      นับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ 2 ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ดีที่ไม่มีใครใช้อีก เพราะหากมีผู้ใช้อีก (แบบลูกเล็กๆ จำกัดขอบเขตการทำลาย) อาจเป็นเหตุกระตุ้นให้ใช้ถี่ยิ่งขึ้น กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่าสามารถใช้ได้ ป้องกันเชิงรับหรือเชิงรุก :

      ทุกประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์หรือคิดจะมีต่างประกาศว่าเพื่อป้องกันประเทศ หากพิจารณาให้ดีคำว่า “ป้องกันประเทศ” ของบางคนหมายถึงการ “ป้องกันเชิงรับ” ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายรุกราน กับอีกความหมายคือ “ป้องกันเชิงรุก” มีความหมายเป็นนัยว่าจะต้องกำราบคู่แข่งให้หมด ทำลายฝ่ายตรงข้ามให้ราบคาบ ทำให้ประเทศต่างๆ อยู่ใต้อิทธิพลของตน ในข้อหลังนี้อาวุธนิวเคลียร์มีส่วนสำคัญใช้ข่มขู่อีกฝ่ายให้ยอมนบนอบอยู่ใต้อิทธิพล

      ประเทศที่ใช้อาวุธนิวเคลียร์เพื่อการป้องกันเชิงรุกจึงใช้นิวเคลียร์ข่มขู่คุกคามประเทศอื่น มักแสดงความเป็นเจ้า เป็นเหตุผลว่าทำไมประเทศเหล่านี้จะยังคงประจำการอาวุธอำนาจทำลายร้ายแรงชนิดนี้อีกนานเท่านาน

      สำหรับพวกเขาแนวคิดของฝ่ายไม่เห็นด้วยกับอาวุธนิวเคลียร์เป็นเรื่องอุดมคติที่ยังห่างไกลจากโลกแห่งความจริง มองว่าโลกไม่ได้ตั้งอยู่บนความดีงาม การทำสงครามเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าผู้หนึ่งเข้มแข็งขึ้นเท่ากับอีกผู้หนึ่งอ่อนแอลง (เชิงเปรียบเทียบ) ดังนั้น ต้องเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดเสมอจึงจะอยู่รอด ส่วนที่เหลือจะค่อยๆ ถูกทำลายหรืออยู่ใต้อำนาจผู้แข็งแกร่งกว่า

      ประเทศที่ยึดแนวทางนี้จะสร้างกองทัพใหญ่โต สะสมอาวุธจำนวนมาก นิวเคลียร์คือหนึ่งในอาวุธที่พวกเขานึกถึงและต้องการ ในด้านนโยบายต่างประเทศจะพยายามชี้ชัดว่าใครเป็นมิตรเป็นศัตรู ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีสัมพันธ์กับการเป็นมิตรหรือศัตรูด้วย

      ในทางวิชาการมีข้อสรุปว่านับจากมีอาวุธนิวเคลียร์ มีบางกรณีที่พูดถึงการใช้อาวุธทำลายล้างนี้ แต่น้อยครั้งที่คิดใช้จริง ส่วนใหญ่เป็นลักษณะมหาอำนาจที่มีนิวเคลียร์ใช้กับประเทศที่ไม่มีนิวเคลียร์ ส่วนกรณีการเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจด้วยกันมีน้อยมาก ที่สุดแล้วไม่มีใครกล้าใช้ ลงเอยด้วยการถอยคนละก้าว นับว่าการป้องปรามบรรลุผล อย่างไรก็ตาม สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการป้องปรามชี้ว่าแม้มีครอบครองก็ผิดแล้ว และการไม่ใช้ในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช้ในอนาคต เป็นอีกประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ขัดกันทางหลักคิด หากจะแก้ไขนโยบายต้องแก้เอาชนะทางหลักคิดก่อน.

 

      นับจากหลายประเทศมีอาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่มีใครใช้อีก นับว่าการป้องปรามได้ผล แต่ความสำเร็จในอดีตไม่เป็นเหตุจะรักษาไว้ได้ตลอดไป โอกาสเกิดสงครามนิวเคลียร์จึงมีอยู่เสมออยู่ตราบเท่าที่โลกมีอาวุธชนิดนี้.


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน