WHOชื่นชมไทยมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้นแบบระดับโลก


เพิ่มเพื่อน    

 

สสส.ร่วมถกบนเวทีนานาชาติ 51th APACPH จาก 29 ประเทศ ชี้มาตรการสร้างเสริมสุขภาพช่วยแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผู้แทน WHO ประจำประเทศไทยแสดงความชื่นชมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมืองไทยเป็นต้นแบบระดับโลก มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ดึงภาคส่วนอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม สภาพัฒน์ตั้งความหวังรอเติมเต็มช่องว่างด้านสุขภาพ หนุนสร้างแผนจัดการความเสี่ยง ประเมินผลจริงจังต่อเนื่อง

             

บนหนทางแห่งการพัฒนาภายใต้ข้อตกลงร่วมกันของประชาคมโลก ตามที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้กำหนดให้มี “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เริ่มประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2558-2573 กระบวนทัศน์ดังกล่าวสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยในหลายโอกาสนับตั้งแต่ปี 2517 และหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ.2540 ที่พสกนิกรได้สืบสานพระราชปณิธานต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

             

ด้วยแนวทางการดำรงชีวิตและการบริหารจัดการ ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางสายกลางและความไม่ประมาท มุ่งประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน โดยใช้ความรู้และคุณธรรมเป็นฐานในการกลั่นกรองกระบวนการทางความคิดและการจัดการ ภายใต้หลักของความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน นำไปสู่การตัดสินใจที่รอบคอบ ระมัดระวัง สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทและสถานการณ์แวดล้อมต่างๆ อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืนต่อชีวิตตนเองและประเทศชาติ

 

             

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย บรรยายในเวทีหลักหัวข้อ “SDGs and Public Healt h: At Present” เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการสาธารณสุข : ณ ปัจจุบัน ภายในการประชุมวิชาการสาธารณสุขนานาชาติ 51st APACPH conference : SDGs in Reality” จัดโดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ

             

ดร.สุปรีดากล่าวว่า ในช่วงศตวรรษที่ 21 เป้าหมายการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีถูกจัดเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายโลกว่าด้วยการพัฒนาที่ยั่งยืน SDGs (ข้อ 3) ในขณะที่ภาพใหญ่ของ 17 เป้าหมาย SDGs เน้นพัฒนาความสมดุลระหว่างปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมล้วน แต่เป็นปัจจัยกำหนดสุขภาพประชาชนซึ่งการสร้างเสริมสุขภาพร่วมสมัยได้มุ่งที่จะทำงานกับปัจจัยเหล่านี้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายขจัดความยากจน ขจัดความหิวโหย การศึกษาเท่าเทียม ความเท่าเทียมทางเพศ การจัดการน้ำและสุขาภิบาล การจ้างงานที่มีคุณค่า การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน หมอดูแลเรื่องสุขภาพได้ดี คนมีอายุยืนขึ้น แต่คนทั้งโลกเสียชิวิตด้วยโรค NCDs ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์กับวิถีชีวิต จึงหนีไม่พ้นในด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมวิถีชีวิตเพื่อการมีสุขภาพที่ดี

             

ดร.สุปรีดากล่าวว่า มีการพิสูจน์แล้วว่ามาตรการสร้างเสริมสุขภาพที่มุ่งแก้ไขปัจจัยกำหนดสุขภาพ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสุขภาวะของประชาชนในวงกว้าง แล้วยังนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สมดุลทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมผ่านยุทธศาสตร์สำคัญของการสร้างเสริมสุขภาพ อาทิ แนวคิดทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ (health in all policies) สสส.ในฐานะองค์กรหลักที่สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรืออีกนัยหนึ่งนับได้ว่าได้ปฏิบัติภารกิจประสานภาคีที่มุ่งขับเคลื่อนเพื่อเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง

               

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยการจัดเก็บภาษี 2% จากยาสูบและแอลกอฮอล์เพื่อที่จะได้นำมาสร้างงานเป็น Model win-win ในการสร้างนวัตกรรม การสร้างความพอเพียงในการสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ขณะนี้ สสส.มีภาคีเครือข่าย 2 หมื่นองค์กร มีผู้ได้รับประโยชน์ส่วนรวมหลายล้านคน ทั้งนี้ สสส.สนับสนุน 5,000 โครงการเพื่อให้คนไทยดื่มเหล้าและสูบบุหรี่น้อยลงเพื่อรักษาสุขภาพ

 

             

ดร.ปัทมา เธียรวิศิษฏ์สกุล รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวถึงช่องว่างในการบรรลุเป้าหมาย SDGs ว่า ประเทศไทยยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะมิติทางด้านสุขภาพ ความท้าทายของคุณภาพ ความเท่าเทียมในระบบบริการสุขภาพ ปัญหาความยากจนของผู้สูงวัยที่กำลังเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับประชากรวัยอื่นๆ รวมทั้งปัญหาผู้สูงวัยป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้มีการเสนอให้รัฐจัดทำแผนจัดการความเสี่ยง สร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงนโยบายใหม่ๆ พร้อมกับมีระบบประเมินผลติดตามนโยบายนั้นๆ ว่ายังตอบสนองถูกกลุ่มเป้าหมาย และที่สำคัญคือความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่นระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายที่ 3 ของ SDGs “การมีสุขาภาพและความเป็นอยู่ที่ดี”

 

             

ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย กล่าวเกี่ยวกับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีว่า ประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปสู่การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในหลายๆ ส่วนเทียบกับประเทศที่มีรายได้ปานกลางอื่นๆ โดยยังคงมีบางประเด็นที่ประเทศที่มีรายได้ปานกลางควรจะเร่งพัฒนาให้เกิดขึ้น อาทิ การมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งประเทศไทยเป็นต้นแบบระดับโลก การมีระบบจัดการข้อมูลที่ดีเพื่อใช้กำกับติดตามผลอย่างมีประสิทธิภาพ และการดึงภาคส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากภาคสุขภาพให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งนี้ มีผลพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าการลงทุนในด้านสุขภาพให้ผลตอบแทนกลับสู่สังคมเป็นอย่างมาก สามารถนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย SDG ข้อ 3 ตลอดจนเป้าหมายข้ออื่นๆ อีกด้วย

             

ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทน World Health Organization (WHO) ประจำประเทศไทย เริ่มต้นทำงาน WHO ตั้งแต่ปี 2540 ประจำมาแล้วหลายประเทศในทวีปแอฟริกา แคนาดา ฯลฯ ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแผนกเกี่ยวกับโรคทางเดินหายใจประจำอยู่ประเทศแคนาดา เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอายุรศาสตร์และโรคติดเชื้อ ทั้งนี้ จบการศึกษาวิทยาการระบาดเป็นการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชากร ทำให้สนใจงานด้านสาธารณสุขและเวชศาสตร์ป้องกัน จากราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งลอนดอน London School of Hygiene and Tropical Medicine อีกทั้งยังจบการศึกษาด้านศัลยแพทย์ที่ประเทศแคนาดา

             

การประชุม APACPH เป็นการประชุมวิชาการนานาชาติประจำปี ริเริ่มโดยสมาพันธ์เครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ Asia-Pacific Academic Consortuum for Public Health (APACPH) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของประชาชน สร้างสรรค์และแบ่งปันนวัตกรรมที่จะส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืน และความรู้ด้านสาธารณสุขที่ทันสมัยในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

             

การประชุมวิชาการนานาชาติด้านสาธารณสุขประจำปี 2562 จัดขึ้นเป็นปีที่ 51 ภายใต้แนวคิด “เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในความเป็นจริง (SDGs in Reality)” มุ่งสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์การทำวิจัยในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง สุขภาพหนึ่งเดียว การส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค โภชนาการ อนามัยสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัย และระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข

 

             

นับว่าเป็นเวทีระดับโลกในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ ต่อยอด และประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านสาธารณสุขในการขับเคลื่อนทุกภาคส่วนในสังคม ให้เกิดการพัฒนาและเสริมสร้างสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์และการสาธารณสุขไทย อีกทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

             

และการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุขในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก และความร่วมมือของสถาบันการศึกษาด้านสาธารณสุข 5 แห่ง ได้แก่ University of Hawaii มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ Peking Medical University National University of Singapore เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี วันพระราชทานนามมหาวิทยาลัยมหิดล และครบรอบ 72 ปีแห่งการสถาปนาคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีทางการศึกษาด้านสาธารณสุข งานประชุมวิชาการนานาชาติด้านสาธารณสุขประจำปี 2562 ระหว่างวันที่ 20-22 พ.ย. ณ โรงแรมอมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ

             

การประชุมนานาชาติครั้งนี้มีผู้ลงทะเบียนจาก 29 ประเทศกว่า 800 คน อาทิ ประเทศไทย, จีน, ไต้หวัน, ฮ่องกง, ออสเตรเลีย, ศรีลังกา, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ มีการนำเสนอด้วยวาจาและการนำเสนอด้วยโปสเตอร์กว่า 300 เรื่อง ทั้งอาจารย์ นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักศึกษา ผู้แทนจากองค์กรของรัฐและเอกชน

             

การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนแนวคิด เครื่องมือ อุปกรณ์ การจัดประชุมแบบ Healthy and Green Meeting และยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีนโยบายการสร้างสุขภาพและพัฒนาสุขภาพอย่างยั่งยืน ตามนโยบายองค์การอนามัยโลกที่เรียกว่า “ทุกระบบเพื่อสุขภาพ” AIA เอสแอนด์พี เบทาโกร ธนาคารออมสิน บริษัท Sensorium บริษัทเครื่องมือทางการแพทย์ Nitto มหาวิทยาลัยต่างๆ ของสมาพันธ์เครือข่าย

             

อนึ่ง ในงานนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลผู้นำทางด้านสาธารณสุข (APACPH Award) จำนวน 3 รางวัล The APACPH Public Health Recognition Award คือ Professor Myong-Sei Sohn, APACPH President Emeritus ส่วนรางวัล The APACPH Excellence in Leadership Medallion มีผู้ที่ได้รับรางวัล 2 ท่านคือ รศ.ดร.ยุพา อุดมศักดิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข


บอกก่อน.....ผมไม่รู้จริงๆ ว่า "พรรคพลังประชารัฐ" เขาเล่นอะไรกัน?รัฐบาลกำลังไปได้ดีจู่ๆ ก็เล่นเกมชิงเก้าอี้ "หัวหน้าพรรค" โดย กก.บห. "เกินกึ่งหนึ่ง" รวมหัวกัน ยื่นหนังสือลาออก เมื่อวาน (๑ มิ.ย.๖๓)เป็นผลให้คณะกรรมการบริหารพรรค "พ้นตำแหน่ง" ทั้งคณะ ต้องเลือกตั้ง กก.บห.กันใหม่ทั้งหมด ภายใน ๔๕ วัน!

"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'