
“ตอนนี้ระบบการคมนาคมแบบใหม่ยังไม่มี ต้องมาดูว่ารัฐและท้องถิ่นจะทำอย่างไร โดยในฐานะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เองก็มองว่าหากมีบริการระบบขนส่งเสริม (Feeder System) จะทำให้พื้นที่การคมนาคมผ่าน คนสามารถอยู่อาศัยและพัฒนาพื้นที่รอบๆ ได้มากขึ้น ที่ดินจะมีศักยภาพมากขึ้น และการผลักดันให้เกิดสมาร์ทซิตี้ ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องการเดินทางสะดวกและใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ”
รอฟีดเดอร์เชื่อมคมนาคมอีอีซี
การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) นับเป็นอีกหนึ่งส่วนที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และมุ่งมั่นเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อให้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเมืองอย่างชาญฉลาด กระจายความเจริญไปยังทุกภูมิภาค สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน โดยพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งประกอบด้วย 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรานั้น กำลังจะกลายเป็นพื้นที่นำร่องในเฟสแรกที่รัฐบาลเดินหน้าสร้างต้นแบบสมาร์ทซิตี้อย่างจริงจัง โดยมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมผลักดันให้เกิดขึ้นจริง อาทิ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ตลอดจนสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทย ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงาน

สำหรับโรดแมปของสมาร์ทซิตี้ ภาครัฐมุ่งมั่นผลักดันให้เกิดสมาร์ทซิตี้ทั่วประเทศจำนวน 100 แห่ง ภายในปี 2565 โดยปีนี้ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถยื่นขอให้โครงการเดิมและโครงการที่กำลังจะพัฒนา ได้รับตราสัญลักษณ์เมืองอัจฉริยะต้นแบบกับคณะกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วย โดยหนึ่งในนั้นคือ “ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ผู้ประกอบการจากภาคอสังหาริมทรัพย์ของไทย โดยเตรียมเม็ดเงินลงทุนและพร้อมจะพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นโครงการออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง หรือเมืองอัจฉริยะต้นแบบแห่งแรกในจังหวัดระยอง ถือว่าเป็นภาคเอกชนที่เข้ามาตอบสนองนโยบายของรัฐบาลให้เป็นจริง พร้อมทั้งสร้างแลนด์มาร์คใหม่อีกแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอีอีซี
โครงการอีอีซีเริ่มเห็นภาพ

(อรุช ช่างทอง)
นายอรุช ช่างทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น อีอีซี จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายของภาครัฐที่กำลังผลักดันเมกะโปรเจ็กต์ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพของอีอีซีเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในปีนี้ อย่างในส่วนของโครงการรถไฟความเร็วสูงก็มีภาพชัดขึ้น คาดการณ์กันว่าจะแล้วเสร็จประมาณช่วงปี 2566-2567 รวมถึงโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ซึ่งจะกลายเป็นท่าเรือโลจิสติกส์ด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แน่นอนว่าจะช่วยสนับสนุนด้านการนำเข้าและส่งออกในภูมิภาคได้เป็นอย่างดี ขณะที่โครงการสนามบินก็จะมีการขยายอาคารผู้โดยสารมากขึ้น เพื่อรองรับประชาชนที่ต้องการเดินทางเข้ามายังเขตภาคตะวันออก โดยในมุมมองของผู้ประกอบการนั้นเชื่อว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะเป็นตัวหลักที่กระตุ้นให้ภาคส่วนอื่นๆ มีภาพที่ชัดเจนกว่าเดิม

ระบบขนส่งเสริมต้องชัดเจน
การมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี จะทำให้มีผู้คนเดินทางเข้ามายังจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าการกระจายตัวของระบบขนส่ง ที่จะอำนวยความสะดวกประชาชนที่อยู่ในพื้นที่รอบนอก ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก หรือการเดินทางมายังสถานีรถไฟความเร็วสูง มองว่าต้องมีการพัฒนาระบบการคมนาคมสายรองที่เอื้อต่อการเดินทาง เนื่องจากปัจจุบันการกระจายคนเข้าไปยังบริเวณรถไฟความเร็วสูงนั้น ยังเป็นถนนทั่วไป ภาครัฐยังไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าถนนแต่ละเส้นจะเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไร โดยอาจจะมีระบบรางอย่างรถไฟรางเบามารองรับไหม หรือว่าจะเป็นบัสเพื่อกระจายคนเข้ามาในเมืองหรือสถานีและสนามบิน แต่การลงทุนในส่วนนี้จะค่อนข้างสูง

“ตอนนี้ระบบการคมนาคมแบบใหม่ยังไม่มี ต้องมาดูว่ารัฐและท้องถิ่นจะทำอย่างไร โดยในฐานะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เองก็มองว่าหากมีบริการระบบขนส่งเสริม (Feeder System) จะทำให้พื้นที่การคมนาคมผ่าน คนสามารถอยู่อาศัยและพัฒนาพื้นที่รอบๆ ได้มากขึ้น ที่ดินจะมีศักยภาพมากขึ้น และการผลักดันให้เกิดสมาร์ทซิตี้ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องการเดินทางสะดวกและใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญ” นายอรุชกล่าว

คมนาคมสะดวกหนุนที่พักอาศัยโต
ในอีก 5-10 ปีข้างหน้าในย่านนี้จะเป็นที่พักอาศัยมากขึ้น ซึ่งก็คงต้องมีระบบการคมนาคมที่ช่วยกระจายคนที่อาศัยอยู่ในรัศมี 20 กิโลเมตรเพื่อให้เดินทางเข้ามาได้ หากรถไฟความเร็วสูงจะแล้วเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้า แล้วการคมนาคมที่รองรับหรือเชื่อมต่อจะเสร็จตอนไหน ใครจะเป็นผู้ลงทุน ที่อยากได้ก็คือต้องการพัฒนาที่ดินรอบๆ หากมีโมโนเรลสักเส้น หรือสมาร์ทบัส หรือว่าจะเป็นสถานีไมโครบัสบนเส้นทางที่เชื่อมไปยังไฮสปีดเทรน เมื่อมีสถานีแล้วก็ควรมีการขยับมาสเตอร์แปลนเพิ่มขึ้นไหม
นายอรุช กล่าวต่อว่า บริษัทเองมีชัตเทิลแวนรับส่งมหาวิทยาลัยในเมือง เพราะหากมีระบบขนส่งไม่เอื้อ และทำให้คนต้องขับรถมาอยู่ดี ไม่เกิดประโยชน์ การทำโครงการแบบนี้มาสเตอร์แปลนควรจะเกิดแล้ว เพื่อให้คนที่อยู่รอบๆ ใช้เวลาเดินทางไม่นานและสะดวกขึ้น แต่ในแง่อสังหาริมทรัพย์เอง ที่ดินที่กระจายตัวอยู่ก็สามารถพัฒนาได้ ถ้าชัดเจนเรื่องฟีดเดอร์ สามารถพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ดีๆ อาจจะเป็นที่พักอาศัยและพาณิชย์หรือโรงแรม
ทุ่มหมื่นล้านปั้นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ
อย่างไรก็ตาม ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ นำอนาคตมาอยู่ในยุคปัจจุบัน สร้าง ‘สมาร์ทแพลทฟอร์ม’ การอยู่อาศัย ทรานฟอร์มการใช้ชีวิตสู่สังคมแห่งเทคโนโลยีอนาคต สร้างเมืองใหม่ตอบสนองการพัฒนาของภาครัฐด้วยโครงการเมกะโปรเจ็กต์กว่า 24 ไร่ มูลค่าโครงการกว่าหมื่นล้านบาท "ออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง" เมืองอัจฉริยะใจกลาง EEC ระยอง แพลตฟอร์มการอยู่อาศัยที่ทำให้สามารถจัดการชีวิตได้อย่างอัจฉริยะ ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาเป็นตัวช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น

นายอรุช กล่าวถึงโครงการออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง บนที่ดินกว่า 24 ไร่ บริเวณสี่แยกเนินสำลี ถ.สุขุมวิท จ.ระยอง ว่า จะให้เป็นเมืองอัจฉริยะต้นแบบ เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของระยองว่าเป็นจังหวัดที่จะสามารถเติบโตถึงขั้นเป็นนิวซีบีดี (New CBD) จึงได้ร่วมกับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำหลายรายที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาช่วยเติมเต็มให้ทั้งโครงการกลายเป็นสมาร์ท ซิตี้ และสมาร์ทแพลตฟอร์มไปพร้อมกัน ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย (KBank) คอตโต้ และคลาส คาเฟ่ (CLASS CAFÉ) มาร่วมเนรมิตโครงการมิกซ์ยูส มูลค่าโครงการรวมกว่าหมื่นล้านบาทแห่งนี้ ให้สามารถทรานส์ฟอร์มการใช้ชีวิตสู่สังคมแห่งอนาคต ภายใต้คอนเซ็ปต์ บียอนด์ อะ ลิฟวิ่ง แพลตฟอร์ม (Beyond A Living Platform)
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะให้ความร่วมมือด้านสมาร์ทอีโค (Smart Eco) ทำให้โครงการมีการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมมือด้านสมาร์ทเทค (Smart Tech) วางโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานของโครงการให้พร้อมรองรับ 5G ส่วนคลาสคาเฟ่ จะมาช่วยส่งเสริมด้านสมาร์ทคอมมูนิตี้ (Smart Community) ที่มาพร้อมร้านกาแฟ และโคเวิร์กกิ้งสเปซ 24 ชั่วโมง
“เราต้องการสร้างไลฟ์สไตล์ฮับแห่งใหม่ของระยอง โดยบริษัทและพันธมิตรจะร่วมกันทำให้ที่นี่เป็นเมืองต้นแบบอัจฉริยะ ตอบโจทย์ทุกการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิต เติมเต็มศักยภาพจังหวัดระยองให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นับเป็นการสร้างเมืองใหม่เพื่อตอบสนองการพัฒนาของภาครัฐ ในขณะเดียวกันยังเป็นเมืองต้นแบบด้านการบริหารจัดการพลังงานอย่างคุ้มค่าด้วยเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน ทั้งพลังงานไฟฟ้า และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมสู่การเป็นย่านใจกลางธุรกิจแห่งใหม่ใจกลางเมืองระยอง” นายอรุชกล่าว
แพลตฟอร์มที่พักอาศัยสุดสมาร์ท
การทรานฟอร์มชีวิตสู่เทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยยุคอนาคต ด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ชีวิต และเชื่อมต่อระบบการสื่อสารไร้สายบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า Internet Of thing (IOT) เพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตยุคอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโฮมออโตเมชั่นที่ให้คุณควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในห้องพักด้วยแอปพลิเคชัน และสิ่งอำนวยความสะดวกอัจฉริยะ เป็นเทคโนโลยีในพื้นที่ส่วนกลางที่ทันสมัย ที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในยุคดิจิตอลอีกด้วย
ส่วนแผนการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ออริจิ้น สมาร์ท ซิตี้ ระยอง มูลค่าโครงการรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมที่สูงที่สุดในระยอง, คอมมูนิตี้ มอลล์, ซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม, ร้านกาแฟชั้นนำอย่าคลาสคาเฟ่, โคเวิร์กกิ้งสเปซ, โรงแรม Holiday Inn Express ในเครือ Intercontinental Hotels Group (IHG) เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ทันสมัย เป็นสังคมไร้เงินสด (Cashless Society)
ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 ได้มีการเริ่มต้นด้วยการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่มาพร้อมกับโฮมออโตเมชั่น (Home Automation) และสิ่งอำนวยความสะดวกอัจฉริยะจำนวนรวมถึง 1,234 ยูนิต มูลค่าโครงการรวมกว่า 2,300 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการคอนโดมิเนียม เคนซิงตัน ระยอง (Kensington Rayong) เป็นอาคารโลวไลท์ 8 ชั้น 4 อาคาร 697 ยูนิต มีห้องพักแบบ 1 ห้องนอน และ 1 ห้องนอนพลัส ขนาด 23.20-36.90 ตร.ม. เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4/2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 4/2563
ขณะที่โครงการ 2.คอนโดมิเนียม นอตติ้ง ฮิลล์ ระยอง (Notting Hill Rayong) เป็นอาคาร High-rise 33 ชั้น 1 อาคาร 537 ยูนิต และเป็นอาคารที่สูงที่สุดใน จ.ระยอง ให้ผู้พักอาศัยได้เต็มอิ่มกับวิวสวยที่สุด 360 องศา ทั้งวิวทะเลและวิวเมืองระยอง พร้อมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายระดับพรีเมียมที่เตรียมไว้ให้ภายในโครงการ มีห้องพักแบบ 1 ห้องนอนและ 1 ห้องนอนพลัส ขนาด 22.50-34.80 ตร.ม. เริ่มก่อสร้างไตรมาส 4/2562 คาดว่าจะแล้วเสร็จไตรมาส 4/2564 ทั้ง 2 ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท* นอกจากสิ่งอำนวความสะดวกในอาคารที่อยู่อาศัยของตัวเองแล้ว ผู้พักอาศัยจะได้รับประโยชน์จากพื้นที่ส่วนกลางของมิกซ์ยูส ที่ประกอบไปด้วยสมาร์ทเทค, สมาร์ทอีโค และสมาร์ทคอมมูนิตี้ ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุค 5.0 อาทิ Smart Shelter สเตชั่นอัจฉริยะ ผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ ผ่านโซลาเซลล์ ติดตั้งจออัจฉริยะ ที่สามารถเช็กสภาพจราจร เช็กอุณหภูมิ สภาพอากาศ และค่าฝุ่น PM 2.5 พร้อมจุดบริการรถจักรยานและสกูตเตอร์ เชื่อมั่นว่าโครงการจะตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตจากการเติบโตของอีอีซี จากนั้นบริษัทจะทยอยพัฒนาส่วนอื่นๆ ของโครงการแห่งนี้ต่อไป
“บริษัทเล็งเห็นศักยภาพทำเลระยอง พัฒนาโครงการในโซนอีอีซีกับกลยุทธ์บลูโอเชียน ที่เน้นความต้องการในพื้นที่เป็หลัก ด้วยการเข้าไปเป็นผู้นำตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพก่อนใคร ซึ่งเคยประสบความสำเร็จมาก่อนหน้านี้ กับการสร้างอาณาจักรแลนด์มาร์คใหม่ โครงการออริจิ้น ดิสทริค แหลมฉบัง-ศรีราชา ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี” นายอรุชกล่าว.
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |