ไป "ศรีลังกา" สักครั้งแล้วจะประทับใจ


เพิ่มเพื่อน    

(บ้านเมืองประเทศศรีลังกา)

    ประเทศศรีลังกา เป็นอีกเมืองหนึ่งที่ในอดีตเคยมีสงครามกลางเมืองยืดเยื้อยาวนานจนไม่มีใครกล้าเดินทางไปเที่ยว แต่ในที่สุดสงครามก็ยุติ ประเทศกลับเข้าสู่ความสงบ ทำให้การท่องเที่ยวเริ่มขยับตัว มีการพัฒนาถนนหนทาง ยานพาหนะสัญจร ที่พัก และจุดท่องเที่ยว

(ต้นพระศรีมหาโพธิ)

    เมื่อปีที่แล้วได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศศรีลังกากับบริษัท บัตรเครดิต เคทีซี เพื่อไปเก็บความทรงจำท่องเที่ยวผจญภัยแบบกรุ๊ปทัวร์ 4 วัน 3 คืน ภาพในหัวที่คิดไว้ว่าศรีลังกาต้องมีความเหมือนประเทศอินเดียมากแน่ๆ เพราะมีพรมแดนทางทะเลติดกับประเทศอินเดียและมัลดีฟส์ ส่วนการเดินทางไปศรีลังกาตอนนี้มียกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าท่องเที่ยวสำหรับพาสปอร์ตชาวไทย ตั้งแต่วันนี้-31 มกราคม 2563 จากเดิมที่ต้องเสียค่าวีซ่าประมาณ 35 USD (ประมาณ 1,200 บาท) และต้องแลกเงินเป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐ หรือเงินยูโร เพราะที่ไทยไม่มีเงินสกุลรูปีศรีลังกาไว้ให้แลกโดยตรง ขอแนะนำว่าถ้าไปถึงก็แลกเงินศรีลังกาพอประมาณว่าต้องใช้เท่านั้น เพราะถ้าเหลืออาจจะเสียส่วนต่างตอนแลกกลับค่อนข้างเยอะ

(ชาวศรีลังกาโดยสารรถไฟจนแน่นขนัด)

    เราเดินทางด้วยสายการบินศรีลังกาแอร์ไลน์ บินตรงสู่ท่าอากาศยานนานาชาติบันดารานายาเก โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา มาถึงในช่วงสายๆ สัมผัสแรกที่ได้รับคือ ใครที่กังวลเรื่องกลิ่นตัวของคนที่นี่ว่าอาจจะมีกลิ่นของเครื่องเทศที่รุนแรง ให้ตัดความคิดนี้ทิ้งไปได้เลย เพราะกลิ่นเป็นมิตรมากๆ เก็บสัมภาระขึ้นรสบัสเรียบร้อยเราก็เคลื่อนตัวออกจากสนามบิน ก็ต้องบอกว่าสมกับคำร่ำลือจริงๆ ที่ว่า โคลัมโบเป็นเมืองหลวงที่รถติดมากๆ อาจจะน้อยกว่ากรุงเทพฯ นิดหนึ่ง ที่นี่เหมือนไทยก็ตรงที่ถนนใช้เลนแบบเดียวกัน พวงมาลัยขวาเหมือนกัน และส่วนใหญ่ประชาชนก็นับถือพุทธศาสนา 
    สิ่งที่ไกด์ให้พวกเราทำความเข้าใจไว้ก็คือ ที่ศรีลังกาสะอาดกว่าที่เราจินตนาการไว้แน่นอน ส่วนการเดินทางต้องทำใจหน่อย เพราะอาจจะใช้เวลานานประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไปเพื่อข้ามไปอีกเมืองหนึ่ง และห้องน้ำที่มีจำกัด ไม่เหมือนเมืองไทยที่มีแทบทุกปั๊ม ส่วนอาหารก็อาจจะขึ้นอยู่ที่รสปากของแต่ละคน
    จุดหมายแรกของเราก็คือร้านอาหาร มื้อแรกเราทานอาหารบุฟเฟต์ของโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านโคลัมโบ เมนูที่สะดุดตาและน่าลิ้มลองคือ เมนูที่เรียกว่า Hoppers มีส่วนผสมหลักก็คือ แป้งหมักกะทิและน้ำมันมะพร้าว ทีเด็ดอยู่ตรงที่ตอนนำแป้งหมักกะทิไปทอดขึ้นรูปในกระทะขนาดเล็กทรงครึ่งวงกลม บางที่อาจจะมีขนาดอื่นๆ และเต๊าะไข่ใส่ลงไป พอสุกกำลังพอดีก็เรียบร้อย หน้าตาน่าทานมาก แต่แอบจืดไปนิด พอทานกับน้ำพริกก็อร่อย ได้อีกรสหนึ่งเลย

(บ้านเรือนสไตล์ยุโรปในเมืองกอลล์)

    อิ่มแล้วเราก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองเมืองกอลล์ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ แต่เรามีเวลาอยู่ที่นี่แค่ 1 ชั่วโมง เพราะเราจะต้องไปพักกันอีกเมืองหนึ่ง จึงชมเมืองด้วยการนั่งแท็กซี่ตุ๊กๆ มีชาวศรีลังเดินเข้าโดยผ่านประตูกำแพงเมือง หญิงสาววัยรุ่นก็ยังคงแต่งกายแบบดั้งเดิมคือการนุ่งส่าหรีคล้ายกับอินเดีย ผู้ชายก็จะแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงขายาวสีดำ ซึ่งถือว่าเรียบร้อยและดูดี

(หอนาฬิกากอลล์)

    เมืองแห่งนี้โดดเด่นด้วยกำแพงป้อมปราการ ทำหน้าที่ปกป้องเมือง ซึ่งเป็นป้อมใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่ในเอเชีย และได้ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกของยูเนสโก เมื่อเข้าไปด้านในตึก อาคารส่วนใหญ่จะมีสไตล์ยุโรป เพราะที่นี่เคยเป็นอาณานิคมของดัตช์ เมืองแห่งนี้ยังล้อมรอบไปด้วยทะเล จุดไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาดคือ ประภาคารกอลล์ ที่มีอายุกว่า 160 ปี ใกล้ๆ กันยังมีสุเหร่ามีราที่มีอายุกว่า 300 ปี นับว่าเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในกอลล์ และหอนาฬิกากอลล์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณ ดร.พี. ดี. แอนโทนิสซ์ แพทย์ที่มีเมตตาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เราเดินรับลมบนกำแพงเมือง ชมวิวทะเล ดื่มด่ำบรรยากาศยามเย็นสุดแสนโรแมนติก

(เรือนักท่องเที่ยวล่องไปดูวาฬกลางมหาสมุทรอินเดีย)

    เช้าอีกวันเราอยู่ที่เมืองมิริสซา ที่อยู่ทางใต้สุดของศรีลังกา เป็นการเปิดประสบการณ์เที่ยวแบบ Sea Safari เริ่มด้วยกิจกรรมที่ต้องห้ามพลาดเลย ก็คือ การล่องเรือชมวาฬและโลมา เพราะเมืองนี้มีชายฝั่งติดทะเล แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว จะได้ล่องเรือออกไปกลางมหาสมุทรอินเดีย โดยเรือที่นั่งเป็นเรือ 2 ชั้น พอแล่นออกมากลางทะเลได้สักพักก็จะเห็นว่ามีชาวประมงศรีลังกายังคงออกเรือหาปลา เสียงจากคนเรือร้องบอกให้เราหันไปดูฝูงโลมา เราหวังจะได้เห็นภาพโลมากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำ แต่น่าเสียดายที่เจอแต่เจ้าวาฬโผล่มาแค่พ่นน้ำให้เห็น เร็วจนถ่ายรูปไม่ทัน การล่องเรือดูโลมานอกจากจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศแล้วยังต้องวัดดวงกันด้วย

(เที่ยวซาฟารีนั่งรถจี๊ป)

    ต่อกันที่การนั่งรถจี๊ปซาฟารี ที่อุทยานแห่งชาติยาลา ควบคุมโดย Ranger ชาวศรีลังกา เราต่างจดจ่อกับการมองหาสัตว์อย่างเสือดาว ที่ดูจะเป็นซูเปอร์สตาร์ของที่นี่ โชคดีที่เห็นมันกำลังนอนหลับอยู่ใต้กิ่งไม้ใหญ่ไกลๆ แต่สิ่งที่จะเห็นได้บ่อยตลอดทางก็คือ นกยูง ช้าง กวาง ควายป่า และเหล่านกกว่า 130 สายพันธุ์ ใครชอบเที่ยวชมสัตว์ต้องไม่พลาด แต่น่าเสียดายที่มีเวลาจำกัด

(การตกปลาบนไม้ค้ำ)

    ขากลับเราเดินทางผ่านไปยังเส้นทางของเมืองค็อกคาลา ที่มีเสน่ห์ด้วยวิถีชีวิตชายฝั่งทะเลยังคงวิธีการหาปลาแบบดั้งเดิม คือ การตกปลาบนไม้ค้ำเพียงอันเดียว (Stilt Fishing) โดยที่คนตกปลาจะนั่งอยู่บนส่วนที่ทำเสริมเป็นที่นั่งและมือก็ถือเบ็ดตกปลาเท่านั้น ความดั้งเดิมนี้เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีทีเดียว

(วัดคงคาราม)

    มุ่งหน้าสู่โคลัมโบ ในเส้นทางใจกลางเมือง เราก็จะเห็นแลนด์มาร์คของที่นี่ซึ่งก็คือ โลตัสทาวเวอร์ หอคอยสูง 365 เมตร ถือว่าสูงเป็นอันดับที่ 11 ของเอเชีย และอันดับที่ 19 ของโลก สร้างเสร็จไปเมื่อเดือนกันยายนปี 2562 นี้เอง ถึงจุดหมายที่วัดคงคาราม หนึ่งในวัดนิกายสยามวงศ์ที่มีชื่อเสียงด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรม และศิลปะที่เป็นแบบผสมผสานระหว่างศรีลังกา อินเดีย ไทยและจีน เมื่อมาถึงสิ่งแรกที่เราทำคือ การรับพระธาตุ โดยจะนำพระธาตุมาเทินบนศีรษะ เพื่อระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในทางความเชื่อที่ว่าหากใครได้ทำพิธีมงคลบูชารับพระธาตุนี้ จะทำให้หมดเคราะห์ ตัดกรรม และโชคดีตลอดไป

(พระพุทธรูปปางมารวิชัย)

    เราเดินชมภายในวัด จุดแรกคือ บุโรพุทโธจำลอง ที่ถือได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญทางพุทธศาสนา ต่อที่ต้นพระศรีมหาโพธิที่มีอายุกว่า 2,500 ปี เราสามารถนำน้ำที่ทางวัดเตรียมไว้ให้มารดต้นโพธิเพื่อความเป็นมงคลได้ บนชั้นสองซึ่งเป็นห้องจัดเก็บพระเก่า วัตถุโบราณที่คาดว่าน่าจะมีอายุไม่น้อยกว่า 100 ปี จากนั้นไปกราบไหว้พระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์เป็นสีเหลือง รอบๆ ผนังเป็นภาพประติมากรรมปูนปั้นสีสันจัดจ้านสดใส ที่นี่ยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ให้ได้สักการะตามความศรัทธามากมาย เรายังได้แวะไปยังสถานที่ยอดฮิตมัสยิดแดง แต่ช่วงที่เราไปยังไม่เปิดทำการ เวลาเปิดคือ 09.00 น. จากนั้นเราก็กลับโรงแรม มานั่งชมวิวรถไฟเลียบชายฝั่งทะเล ชาวศรีลังกาเดินทางโดยรถไฟค่อนข้างเยอะทีเดียว เพราะล้นออกมายืนบนขอบประตูทางขึ้นของตู้โดยสารเลย ได้สัมผัสศรีลังกาในมุมที่ต่างจากคำบอกเล่าว่าตอบโจทย์กลุ่มคนที่ชอบแสวงบุญ เราว่าแหล่งท่องเที่ยวศรีลังกามีมุมมองและประสบการณ์ใหม่รอให้เราไปสัมผัสอีกเยอะเลยล่ะ.


เมื่อวาน.....ผมหยิบข้อความที่ "ธนาธร" ประกาศกลางม็อบล้มเจ้าที่ท้องสนามหลวง เมื่อคืน ๑๙ กันยามาให้อ่านคงจำกันได้ ที่ว่า "วันนี้...เปิดประตูบานแรก" "วันนี้...เดินก้าวแรกไปด้วยกัน" นั่นน่ะ!

ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'