ปฏิรูปก่อนจะปฏิวัติ???


เพิ่มเพื่อน    

 

              ไม่ได้เห็นจาก ภาพ...แต่อ่านจาก ข่าว ที่บรรดาสำนักข่าวแต่ละสำนักรายงานไปในแนวเดียวกัน สอดคล้องต้องกัน ว่าทันทีที่บรรดา ผู้สื่อข่าว เอ่ยถามท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ถึงเรื่องราวความขัดแย้งภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่าง บิ๊กโจ๊ก กับ บิ๊กแป๊ะ ผู้บังคับบัญชาสูงสุดอย่างนายกรัฐมนตรีถึงกับ ส่ายหน้า หรือแสดง ภาษากาย ออกมาแบบฉับพลัน-ทันที...

                                     ------------------------------------------------

                ส่วน ภาษากาย ที่ว่า...จะมีความหมายว่า เบื่อฉิบหาย หรือ เหนื่อยฉิบหาย หรือ ยุ่งฉิบหาย ฯลฯ อันนั้น คงต้องลองไปแปลความ ตีความ กันเอาเองก็แล้วกัน แต่ต้องถือว่าออกจะ เข้าท่า กว่าการที่ต้องระบายอะไรต่อมิอะไรออกมาเป็นคำพูด เพราะด้วยลักษณะ ลีลา ความหนักหน่วง รุนแรง ของความขัดแย้ง ระหว่าง 2 บิ๊กในแวดวงตำรวจในช่วงนี้ ถ้าหากต้องระบายออกมาเป็น คำพูด มันคงไม่ถึงกับ โมกโข กัลณิยา สาธุ ได้มากมายซักเท่าไหร่ อาจต้องออกไปทาง พ่อขุนรามคำแหงมหาราช อะไรไปโน่น ต้องมึงๆ  กูๆ ต้องฉิบหาย ตายห่า กันไปตามเรื่อง ตามราว...

                                    ----------------------------------------------

                แต่เอาเป็นว่า...ไม่ว่าใครผิด-ใครถูก อะไรผิด-อะไรถูก ความขัดแย้งภายในแวดวงตำรวจช่วงนี้ มันก็พอจะมีอะไรใน แง่บวก อยู่มั่งเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมองกันในมุมไหน แง่ไหน คือถ้ามองกันในแง่รายละเอียด ในเรื่องไบโอเมทถ่ง เมทริกซ์ เรื่องจัดฉาก-ไม่จัดฉาก เรื่องใช้ท่ายาก-ท่าไม่ยาก ในการยิงรถโดยผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม จนวิถีกระสุนไปกองอยู่แถวๆ หัวแม่ตีนของผู้ที่ถูกประสงค์ร้าย ฯลฯ อันนั้น...คงต้องว่าไปตามกระบวนการสืบสวน สอบสวน และกระบวนการยุติธรรม ที่มีรองรับเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ใครลบ-ใครบวก...นั่นคงขึ้นอยู่กับ กรรม หรือ การกระทำ ของใครก็ของมันนั่นแล...

                                     -------------------------------------------------

                แต่สิ่งที่กำลังกลายเป็น ผลพวง หรือ ผลลัพธ์ ของเหตุการณ์ความขัดแย้งครั้งนี้ อย่างมิอาจปฏิเสธได้...ก็คือการที่มันได้ก่อให้เกิดการ จุดประกาย หรือเกิดการเอื้ออำนวยต่อการรื้อฟื้นบรรยากาศ ในการ ปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเคยเหี่ยวปลาย เคยถูกดองแห้ง ดองเค็ม มานานแล้ว ให้เกิดความคึกๆ คักๆ เกิดความสดชื่น รื่นเริง ขึ้นมาได้ใหม่ หรือก่อให้เกิดการทวงถามถึง เราจะทำตามสัญญา...ขอเวลาอีกไม่นาน ฮึ้มฮึม ฮึ้มฮึ่ม หลังจากที่ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ผ่านไปแล้วประมาณ 5 ปี 6 ปี ก็ยังไปไม่ถึงไหน อันนี้นี่แหละ...ที่อาจถือเป็น แง่บวก มิใช่น้อย สำหรับ ส่วนรวม หรือสำหรับบรรดาปวงชนชาวไทย ที่เฝ้าเพ้อ เฝ้าละเมอ ถึงการ ปฏิรูปตำรวจ มานานแล้ว...

                                    --------------------------------------------------

                ยิ่งได้ อดีตตำรวจ อย่าง นวย นิ่ม หรือ นวย ทนได้ พลตำรวจโทอำนวย นิ่มมะโน ท่านออกมาช่วยจุดพลุ จุดประกาย หยิบเอาเรื่องราวความขัดแย้งครั้งนี้ มาแปรสภาพให้กลายเป็นแรงกระตุ้น ในการขับเคลื่อนแผนการปฏิรูปตำรวจ ที่เคย ดอง เอาไว้ในไหของ อาจารย์มีชัย หลังจากที่เคยผ่านการ หมัก ไว้ในไหของ พระอาจารย์บุญสร้าง มาจนปลาร้าจ๊กสะเออะ หรือจนหนอนที่ไต่อยู่ริมขอบไห กลายเป็นแมลงโน่น แมลงนี่ กันไปนานแล้ว และถ้าหากผู้บังคับบัญชาสูงสุด อย่างนายกรัฐมนตรี หรือประธาน ก.ตร. เกิดเอาด้วย หรือเห็นควรด้วย ไม่ใช่แค่ ส่ายหน้า เฉยๆ แต่พร้อมที่จะหันมาผงกหน้า ผงกหัว กันแทนที่ โอกาสที่การ ปฏิรูปตำรวจ ที่เคยคาดๆ กันเอาไว้ว่า น่าจะแล้วเสร็จในช่วง ชาติหน้า...ตอนบ่ายๆ ก็อาจพอได้เป็นรูป เป็นร่าง ขึ้นมาชาตินี้ เอาเลยก็ไม่แน่!!!

                                    ------------------------------------------------

                นี่...ถ้าจะมองใน แง่บวก มันก็พอมองได้ อย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละ แต่ปัญหาก็ขึ้นอยู่กับว่า การแสดงออกถึง ภาษากาย ด้วยการ ส่ายหน้า ของท่านนายกฯ บิ๊กตู่ นั้น มันจะกินความหมายไปในแบบใด แนวใด กว้างขวางและครอบคลุมไปถึงขั้นไหน ถ้าเป็นแค่ เบื่อฉิบหาย, เหนื่อยฉิบหาย หรือ ยุ่งฉิบหาย แต่ก็ดันไม่คิดทำอะไรขึ้นมาบ้างเลย ออกไปทางเบื่อๆ-อยากๆ หรือเหนื่อย แต่ก็มันซ์ซ์ซ์ดี สนุกสนาน รื่นเริง บันเทิงต่อไปได้เรื่อยๆ อันนี้...อาจถึงขั้นไม่มีโอกาสได้ส่ายหน้าต่อไปอีกเลย มีแต่ต้องหลบลี้ หนีหน้า กันในขั้นตอนสุดท้าย หรือไม่ อย่างไร ก็ยากที่จะสรุปได้...

                                      ------------------------------------------------

                แต่เอาเป็นว่า...อย่างที่ว่าไว้แล้วเมื่อวานนี้นั่นแหละทั่น ว่า ปัญหา และ อุปสรรค ของประเทศไทยและสังคมไทยนั้น มันออกจะทั้งกว้าง ทั้งลึก เป็นปัญหาในระดับ ระบบ หรือในระดับ โครงสร้าง เอาเลยถึงขั้นนั้น สิ่งที่เรียกว่าการ ปฏิรูป ใดๆ ก็แล้วแต่มันเลยเป็นสิ่งที่ออกจะมีความสำคัญเอามากๆ ไม่ใช่เป็นแค่ แฟชั่น ที่พูดแล้ว พูดเลย หรือพูดแล้วจะหลงๆ ลืมๆ กันไปได้ง่ายๆ เพราะด้วยตัวปัญหาและอุปสรรคนั่นเอง ที่มันเป็นเครื่องตอกย้ำให้เห็นถึงที่มา-ที่ไปของ ความเสื่อม หรือ ความเบื่อ ที่อุบัติขึ้นมาต่อรัฐบาลต่างๆ ไม่ว่าเผด็จการหรือประชาธิปไตยก็แล้วแต่ และถ้าหากไม่คิดจะ ปฏิรูป ให้มันเป็นจริง-เป็นจังขึ้นมาได้จริงๆ โอกาสที่มันจะลุกลาม บานปลาย ไปสู่การ ปฏิวัติ ย่อมเป็นไปได้เสมอๆ...

                                   --------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก V.I. Lenin... “It is impossible to predict the time and progress of revolution. It is governed by its own more or less mysterious laws. But when it comes it moves irresistibly. – เป็นไปไม่ได้ที่จะทำนายถึงเวลา และความคืบหน้าในการปฏิวัติ การปฏิวัติถูกครอบงำด้วยกฎอันลี้ลับภายในตัวของมันเองไม่มากก็น้อย แต่เมื่อถึงเวลาที่มันอุบัติขึ้นมา มันก็จะเดินหน้าไปโดยไร้การทัดทาน...”

                                   -------------------------------------------------

 


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"