สงครามยังไม่ยุติ จับตาสัญญา พักรบจีน-สหรัฐฯ วันนี้:


เพิ่มเพื่อน    

                 วันนี้ (พุธที่ 15 มกราคม 2020) จับตาไปที่ทำเนียบขาว...สหรัฐฯ กับจีนมีนัดหมายจะลงนามใน  "ข้อตกลงชั่วคราว" เพื่อพักรบสงครามการค้า

                ไม่ใช่เป็นการยุติสงคราม หากแต่เป็นเพียงการ "หยุดยิง" หรือ truce

                เรียกให้เท่ว่าเป็น Phase One ของการหาทางลงจากหลังเสือของยักษ์ใหญ่ทั้งสอง

                เพราะรบกันทางการค้าต่อไปก็เจ็บทั้งคู่ แต่หากใครยอมก่อนก็จะเสียฟอร์ม และเสียฐานผู้สนับสนุนในบ้านของตัวเอง

                ทรัมป์เป็นห่วงเสียงสนับสนุนในปีที่กำลังเร่งหาเสียงเพื่อให้ตัวเองกลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัยหนึ่ง

                สี จิ้นผิงกังวลว่า หากมีภาพว่ายอมถอยให้สหรัฐฯ ในเรื่องการค้าก็จะลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวเอง ในมวลหมู่ประชาชนคนจีนที่ถูกปลุกกระแสความรักชาติขึ้นมาถึงระดับที่จะเป็น "เบอร์หนึ่ง" ของโลกแทนสหรัฐฯ แล้ว

                และก่อนที่รองนายกฯ จีน นายหลิว เฮ่อ คนใกล้ชิดกับสี จิ้นผิงจะบินลงวอชิงตัน ก็มีคำประกาศจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ว่า วอชิงตันได้เอาชื่อของจีนออกจากรายชื่อประเทศ "นักปั่นอัตราแลกเปลี่ยน" หรือ currency manipulator แล้ว

                เท่ากับเป็นการปูทางให้เกิดบรรยากาศแห่งความเป็นมิตรกันหนึ่งก้าว ก่อนจะนำไปสู่การ "สงบศึก"  ด้านการค้าระหว่างสองประเทศ

                รบกันเรื่องขี้นภาษีของสินค้ากันและกันมา 18 เดือน ก็ได้เวลาจะหาทางผ่อนคลายเพื่อต่างฝ่ายจะได้มีช่องทางหายใจเล็กน้อย ก่อนตัดสินใจว่าจะสู้กันต่อหรือจะถอยกันคนละหลายๆ ก้าว

                กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัญชีดำเรื่องนี้กับจีน หลังจากที่กล่าวหาว่าปักกิ่งจงใจลดค่าเงินของตัวเองให้อ่อนกว่าที่เป็นจริงเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า

                รายงานเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่เพิ่งเปิดเผยบอกว่า อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนจีนกับดอลลาร์สหรัฐฯ วิ่งขึ้นไปถึง 7.18 หยวนต่อดอลลาร์ตอนต้นกันยายน และเด้งขึ้นมาที่ 6.93 หยวนต่อเหรียญทุกวันนี้

                จีนปฏิเสธข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ มาตลอด และตอบโต้ว่าการกระทำของอเมริกาเช่นนี้เป็นการละเมิดกติกาสากล

                จีนอ้างว่าเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนนั้นเขา "บริหารจัดการ" แต่ไม่ได้ "ปั่น" อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา

                เขาใช้คำว่า manage ไม่ใช่ manipulate

                คำแรกมีความหมายทางบวก คำหลังเป็นการบอกกล่าวทางลบ

                ที่น่าสนใจคือรายงานนี้ยังระบุชื่อ 8 ประเทศที่สหรัฐฯ บอกว่ากำลัง "จับตาด้วยความเป็นห่วง"  เกี่ยวกับนโยบายเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ที่วอชิงตันอ้างว่าอาจจะมีแนวโน้มของการ "ปั่น" เช่นกัน

                ประเทศที่อยู่ในบัญชีเฝ้ามองของสหรัฐฯ ในเรื่องนี้มี

                เยอรมนี, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, สิงคโปร์, เกาหลีใต้ และเวียดนาม

                ล่าสุดเพิ่งเพิ่มชื่อสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ 9

                แต่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อของกลุ่มประเทศนี้

                แบงก์ชาติไทยเคยเตือนว่า การแทรกแซงให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนลงนั้นอาจจะถูกสหรัฐฯ "จับตา" กล่าวหาว่ากำลัง "ปั่น" อยู่ก็ได้ แต่เราย่อมสามารถจะ "บริหารจัดการ" ให้อยู่ในระดับสมเหตุสมผลโดยไม่เข้าข่าย "ปั่น" มิใช่หรือ?

                เนื้อหาของข้อตกลง "พักรบ" ที่จะออกมาวันนี้จะเป็นอย่างไรยังต้องตีความกันบรรทัดต่อบรรทัด

                หลักๆ คือการที่จีนรับปากจะซื้อสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่จะเป็นปริมาณเท่าไหร่ ราคาอย่างไร และยาวนานแค่ไหนยังไม่มีรายละเอียด

                มีข่าวหลุดออกมาว่า ตัวเลขที่จีนตกลงคือจะซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ เท่ากับ 200,000 ล้านเหรียญในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า

                มีการเอ่ยถึงการที่จีนจะซื้อเนื้อหมูเพิ่มจากสหรัฐฯ ซึ่งก็เป็นที่คาดหมายกันก่อนแล้ว เพราะจีนกำลังเผชิญโรคระบาดในหมู ทำให้เนื้อหมูขาดแคลนอย่างหนัก ราคาพุ่งพรวดพราดขึ้นไปหลายเท่า

                อีกข้อหนึ่งที่น่าจะอยู่ในข้อตกลงคือ การที่จีนยอม "ปฏิรูป" นโยบายเดิมที่บังคับให้ธุรกิจสหรัฐฯ ในจีนต้องถ่ายโอนเทคโนโลยีให้บริษัทจีน

                ความข้อนี้จะต้องวิเคราะห์กันให้ละเอียดว่าในทางปฏิบัติจะทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างไร

                ภาษาที่ใช้ในข้อตกลงเขียนเอาไว้กว้างๆ พอสมควร เช่น "จะมีการขยายการส่งออกของสินค้าอาหาร การเกษตร และอาหารทะเลของสหรัฐฯ ไปสู่จีน"

                แต่ไม่ว่าท้ายสุดข้อตกลงจะมีรายละเอียดที่จับต้องได้อย่างไร ก็ต้องไม่ลืมว่านี่เป็นเพียงการ "พักรบระยะที่หนึ่ง" เท่านั้น

                สงครามยังไม่สงบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร และห้ามเปิดแชมเปญฉลองเป็นอันขาด! 

 


"การดําเนินกิจกรรมของพรรคการเมือง ต้องอาศัยรายได้ของพรรคการเมือง ซึ่งกฎหมายกําหนดแหล่งที่มาไว้ตามมาตรา ๖๒

ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร
'บทบาท กมธ.ที่น่าทบทวน'
เรื่องกฎหมาย 'สไตล์ปิยบุตร'
พงศกร 'สะท้อนภาพ' ธนาธร
จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?
จำเลย 'สารภาพ' แต่ดิ้นโชว์