หากอาเซียนต้องเลือกข้าง


เพิ่มเพื่อน    

                ถ้าอาเซียนทั้ง 10 ประเทศต้องเลือกระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ใครจะเลือกอยู่ข้างมหาอำนาจใด?

                นี่เป็นหนึ่งในคำถามของการสำรวจออนไลน์ของสถาบันศึกษาเอเชียอาคเนย์ หรือ ISEAS-Yusof Ishak Institute ของสิงคโปร์ประจำปีนี้ที่น่าสนใจมาก

                เหตุที่ตั้งคำถามชุดนี้ น่าจะเป็นเพราะนักวิชาการอาเซียนจำนวนไม่น้อยกำลังอยากรู้จริงๆ ว่าการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ในมิติต่างๆ นั้น จะทำให้อาเซียนเองต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อยังคงไว้ซึ่งศักยภาพขององค์กรนี้

                ความกลัวว่าอาเซียนจะแตกเพราะตกอยู่ใต้อิทธิพลของสองยักษ์ใหญ่ที่ต่อสู้กัน

                หากไม่ระวังอาจจะกลายเป็น "สงครามตัวแทน" หรือ proxy war ในภูมิภาคนี้ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็ได้

                เขาสำรวจความเห็นของคน 1,300 คนในอาเซียน ในช่วงวัยต่างกันไม่ว่าจะเป็น Gen Y, X, Z และ  baby boomers (วัยตั้งแต่ 46-64)

                หนึ่งในคำถามคือ กลุ่มเศรษฐกิจใดมีอิทธิพลสูงสุดในเอเชียอาคเนย์

                ร้อยละ 79.2 บอกว่าจีน อีก 8.3% บอกว่าอาเซียนเอง และ 7.9% มีความเห็นว่าคือสหรัฐฯ

                เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลทางเศรษฐกิจต่ออาเซียนในความเห็นของคนกลุ่มนี้คือจีนอย่างปฏิเสธไม่ได้

                แต่ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามว่าจีนมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจต่ออาเซียนมากอย่างนี้ "ยินดี" หรือ "กังวล"

                คำตอบคือ 71.9% บอกว่า "กังวล" มีเพียง 28.1% เท่านั้นที่ตอบว่า "ยินดี"

                ต่อคำถามที่ว่าประเทศใดมี "พลังด้านยุทธศาสตร์และการเมือง" สูงสุดในเอเชียอาคเนย์ 52.2%  บอกว่าคือจีน และ 26.7% ชี้ไปที่สหรัฐฯ ส่วน 18.1% ตอบว่าอาเซียนเอง

                เมื่อจีนมีอิทธิพลด้านยุทธศาสตร์มากขนาดนี้ เป็นห่วงหรือยินดี?

                ร้อยละ 85.4 บอกว่า "เป็นห่วง" และ 14.6% ยืนยันว่าเป็นเรื่องที่ดีไม่กังวลแต่อย่างใด

                ที่ผมเห็นว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจที่สุดคือที่ถามว่า "หากอาเซียนถูกบังคับให้ต้องเลือกเข้าข้างสหรัฐฯ หรือจีน ท่านจะเลือกใคร?"

                แน่นอน นี่เป็นคำถามสมมติ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว คงไม่มีใครมาบังคับให้เราต้องเลือกข้างอย่างโจ๋งครึ่มอย่างนี้

                แต่ในภาวะการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นทุกวันนั้น การวางจุดยืนของประเทศในอาเซียนย่อมมีความสำคัญอย่างยิ่ง

                คำตอบที่ได้มาก็น่าสนใจมาก

                เกือบจะสรุปได้ว่าอาเซียน 10 ประเทศเกือบจะแบ่งกันยืนอยู่คนละข้างในเรื่องนี้อย่างชัดเจน

                ดูจากตารางนี้จะเห็นว่าเวียดนาม, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์มีแนวโน้มจะใกล้ชิดกับอเมริกามากกว่าจีนอย่างชัดเจน

                เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเข้าใจไม่ยาก เพราะเวียดนามมีความระแวงสงสัยจีนมายาวนานในประวัติศาสตร์จนถึงวันนี้

                อีกทั้งในช่วงหลัง อเมริกากลับเข้ามาในเวียดนามอย่างคึกคัก จากที่เคยเป็นคู่รบกันในสงครามเวียดนาม วันนี้ความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับฮานอยมีความสนิทสนมกันอย่างแนบแน่น

                ส่วนฟิลิปปินส์นั้น แม้ประธานาธิบดีดูเตร์เตจะวิพากษ์อเมริกาอย่างรุนแรง และแสดงตนยืนเคียงข้างจีนในหลายประเด็น แต่ประชาชนคนฟิลิปปินส์มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับวิถีชีวิตของอเมริกันมากกว่าแนวทางของจีนแน่นอน

                ผลสำรวจนี้บอกว่าสิงคโปร์เอนเอียงไปทางสหรัฐฯ มากกว่าจีนในสัดส่วน 60-40 อาจจะเป็นเพราะสิงคโปร์ยังมีความร่วมมือกับสหรัฐฯ ทางด้านการค้าและความมั่นคงไม่น้อย

                อีกทั้งคนรุ่นต่างๆ ของสิงคโปร์ก็มีความโน้มเอียงไปทางค่านิยมตะวันตกไม่น้อย

                จนมีการเรียกขานสิงคโปร์กันว่าเป็นเหมือนกล้วยหอม...นั่นคือผิวข้างนอกเป็นสีเหลืองแต่เนื้อในเป็นสีขาว

                ผลสำรวจบอกว่าอินโดนีเซียเอียงไปข้างจีนมากกว่าสหรัฐฯ

                แต่กัมพูชา, มาเลเซีย, เมียนมา, บรูไน และ สปป.ลาวนั้นอยู่ข้างจีนมากกว่าอเมริกาอย่างชัดเจนตั้งแต่ 55% ถึง 70% ทีเดียว

                เหตุผลก็น่าจะเป็นเพราะช่วงหลังรัฐบาลปักกิ่งได้ทุ่มทรัพยากรทั้งด้านเงินและการทูตมาตีสนิทกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบ

                เป็นจังหวะเดียวกับที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ตีตัวออกห่างจากอาเซียนและเอเชียด้วยนโยบาย America First จึงเกิดช่องว่างให้จีนเข้ามาถมอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว

                คำถามใหญ่คือไทยเรายืนอยู่ตรงไหน

                ผลการสำรวจนี้บอกว่าไทยเราอยู่ "ตรงกลางพอดี" นั่นคือเลือกสหรัฐฯ และจีนประเทศละ 50%!

                นี่คือการตอบแบบไทยๆ หรือเป็นการตอบ "โดยมารยาททางการทูต"?

 


ก็ "จบแบบเจ็บๆ" ของฝ่ายค้าน...... สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่เริ่มมาแต่ ๒๔ ก.พ. แล้วใครชนะ?

'เรื่องนักเรียนกับคนบ้าข่าว'
มหกรรม 'มหา'ลัย' แข่งติด #
ผ่ายุทธการอรุณรุ่งริ่ง
'สิ้นสุดทางคุก' ของ ๓ มะกอก
จบที่ 'ไม่ยอมจบ' ของทอน
ภาวะโลก "Covid-19" เซตซีโร