โคโรนาไวรัส อู่ฮั่น “2019-nCoV” ความเข้าใจที่ถูกต้อง


เพิ่มเพื่อน    

(ภาพ : รับมือโคโรนาไวรัส 2019-nCoV)

        การต่อสู้โคโรนาไวรัส อู่ฮั่น “2019-nCoV” ไม่ต่างจากกรณีโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ด้วยการ “ควบคุมเชื้อโรค” ไม่ใช่ด้วยการฉีดวัคซีนหรือกินยา เพราะเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ และอยู่ในภาวะแพร่ระบาด

 

        ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมายอดผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัส อู่ฮั่น “2019-nCoV” ยังคงเพิ่มสูงขึ้นและขยายวงกว้างออกไปไม่เฉพาะที่จีนเท่านั้น ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกมากล่าวอีกครั้งว่าจีนกำลังเผชิญสถานการณ์อันตรายร้ายแรง (grave situation) รัฐบาลจีนขยายวันหยุดตรุษจีนออกไปจนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์

        เมื่อวันพฤหัสบดีองค์การอนามัยโลกประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” (Public Health Emergency of International Concern : PHEIC) การแพร่ระบาดเป็นวิกฤติระดับโลกแล้ว

        เป้าหมายยุทธศาสตร์ในขณะนั้นคือป้องกันและลดการติดเชื้อ การประกาศ “ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ” เพื่อสนับสนุนความพยายามของจีน ณ ขณะนี้นานาประเทศต้องร่วมมือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าไวรัส :

        ไวรัสคือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า  ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ด้วยตนเอง ต้องอาศัยอยู่ในร่างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่น ในตัวสัตว์ มนุษย์ พืช ไวรัสแต่ละชนิดมีความสามารถในการอยู่กับพืชสัตว์แตกต่างกัน เช่น ไวรัสบางชนิดอยู่กับพืชแต่ไม่อยู่กับสัตว์ ขณะอยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่นมันจะเติบโต ขยายพันธุ์ แพร่เชื้อออกไปและอาจก่อโทษต่อพืช สัตว์ มนุษย์ แต่หากไม่อยู่ในสิ่งมีชีวิตอื่นมันจะตายในที่สุด

        คำว่า “โคโรนาไวรัส” (Coronaviruses) หมายถึงชื่อไวรัสกลุ่มหนึ่ง ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่าอยู่ใน “genus” ภายใต้ genus โคโรนามีไวรัสมากมายหลายสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ สายพันธุ์ที่ก่อโรคกับมนุษย์ส่วนใหญ่ทำให้เป็นโรคหวัดที่หายเองได้ แต่มีบางสายพันธุ์ที่น่ากังวล เช่น เชื้อโรคซาร์ส (SARS)

        เชื้อไวรัส “2019-nCoV” คือไวรัส genus โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบจากการแพร่ระบาดที่เมืองอู่ฮั่น

ติดเชื้อกี่คน แพร่ระบาดผ่านสัตว์หรือไม่ :

        มีผู้พยายามชี้ว่ายอดติดเชื้อเป็นแสนหรือเป็นล้านคนแล้ว ต้องเข้าใจว่าตัวเลขที่ทางการรายงาน คือผู้รับการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการ ใช้เครื่องมือตรวจสอบยืนยันว่า “ได้รับเชื้อจริง” แน่นอนว่าตัวเลขนี้จะต่ำกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อ แต่ไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่าจำนวนผู้ติดเชื้อคือเท่าไหร่กันแน่ เพราะแม้กระทั่งผู้ติดเชื้อหลายรายยังไม่รู้ตัวเองว่าติดเชื้อแล้ว

        สาเหตุที่คิดว่าต้นตอของโรคมาจากสัตว์เนื่องจากไวรัสโคโรนาบางสายพันธุ์ที่พบในสัตว์เลี้ยง (สุนัข แมว) หนู (สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ) และค้างคาว มีโครงสร้าง antigen คล้ายกับที่พบในโรคซาร์ส (SARS) ทำให้เชื่อว่าต้นตอเชื้อโรคซาร์สมาจากค้างคาวที่คนจีนบางคนชอบรับประทาน หรือเป็นส่วนหนึ่งของยาแผนโบราณ

        สื่อ CCTV ของจีนรายงานผลการสุ่มตรวจตลาดอาหารทะเลที่เมืองอู่ฮั่น พบว่ามีเชื้อโคโรนาไวรัสอู่ฮั่นจำนวน 33 ตัวอย่าง จากทั้งหมด 585 ตัวอย่าง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคจีนจึงคิดว่าเชื้อเริ่มต้นแพร่มาจากสัตว์ (ในข่าวไม่ระบุว่ามาจากสัตว์ชนิดใด) ก่อนหน้านั้นทางการจีนสั่งห้ามกิน ห้ามเคลื่อนย้าย ซื้อขายสัตว์ป่าทุกชนิด ต้องสันนิษฐานว่าสัตว์อีกหลายตัวกำลังแพร่เชื้ออยู่

        ข้อมูลที่ตรงข้าม งานวิจัยของทีมนักวิจัยจีนที่ตีพิมพ์ลงในวารสารทางการแพทย์ The Lancet ชี้ว่า ผู้ป่วย 13 ใน 41 รายแรก (ราว 1 ใน 3) ที่เข้าโรงพยาบาลและพบว่าติดเชื้อนั้น ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับตลาดอาหารทะเล จึงไม่สมเหตุผลถ้าจะสรุปว่าต้นตอมาจากสัตว์ป่าหรืออาหารทะเลที่ซื้อขายที่ตลาด แนวคิดนี้อธิบายว่าผู้ติดเชื้อรายต้นๆ ติดเชื้อเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่ยังไม่แสดงอาการเริ่มแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ แล้ว ส่วนการปิดตลาดเริ่มปลายเดือนธันวาคม หมายความว่าเชื้อกระจายเข้าไปในหมู่คนเดินตลาดก่อนมีคำสั่งปิดตลาด

        อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ไม่ได้สรุปว่าแท้จริงแล้วต้นตอไวรัสมาจากที่ใด ณ ขณะนี้จึงมีทั้งแนวคิดว่ามาจากสัตว์ป่ากับที่ไม่เห็นด้วย

แพร่ระบาดก่อนมีผู้ป่วยมีอาการและการรักษา :

        มีหลักฐานจากหลายประเทศที่บ่งชี้ว่าสามารถติดต่อระหว่างคนสู่คน ได้แก่ เยอรมนี เวียดนาม ญี่ปุ่น ไทย และสหรัฐ 

        กระทรวงสาธารณสุขจีนเผยว่า เชื้อไวรัสอู่ฮั่นแพร่ระบาด “ก่อนผู้ป่วยมีอาการ” ผู้ติดเชื้อเป็นพาหะนำโรค แพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น ก่อนที่ผู้ป่วยจะรู้ตัวมีการบ่งบอกว่าติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเห็นว่าในช่วงยังไม่แสดงอาการความสามารถในการแพร่เชื้อต่ำ

        ต้องเข้าใจว่ายาที่รักษาไวรัสมีน้อยมาก และเนื่องจากเป็นสายพันธุ์ใหม่จึงไม่มียารักษาโดยตรง ที่พยายามอยู่ขณะนี้คือทดลองใช้ยาบางตัวที่มีอยู่แล้ว ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อดังกล่าวโดยตรงด้วย ต่างจากที่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่  แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ติดเชื้อจะต้องเสียชีวิต เชื้อโรคซาร์สที่มีลักษณะใกล้เคียงกับเชื้อตัวใหม่นี้มีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 9.6 (ส่วนใหญ่เป็นคนสูงวัย) นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่หายได้

        อาการจะรุนแรงหรือไม่ขึ้นกับแต่ละคนว่ามีภูมิต้านทานมากเพียงไร ถ้าภูมิต้านทานสูงโอกาสหายเองมีมาก ถ้าร่างกายแข็งแรงจะหายเร็วกว่าคนที่ร่างกายอ่อนแอ หรือไม่เจ็บป่วยแต่แรก (แม้ได้รับเชื้อ) เพราะร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานดี จึงมีคำแนะนำให้ดูแลรักษาร่างกายให้แข็งแรง ภูมิต้านทานที่อยู่ในตัวเราคือเกราะป้องกันเชื้อด่านสุดท้าย

        กรณีที่เสียชีวิตมักเกิดกับคนที่ร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานต่ำ ไม่ได้รับการรักษาที่ดีพอเมื่อเกิดอาการแทรกซ้อน  

ร่วมมือกักเชื้อโรค :

      พร้อมกับข่าวแพร่ระบาดที่ทวีความรุนแรง หลายประเทศเพิ่มมาตรการควบคุมเข้มข้นมากขึ้น สนามบินหลักทั่วโลกเพิ่มมาตรการตรวจสอบ ใช้เครื่องตรวจจับอุณหภูมิ ตรวจสอบอาการ เช่น ไอ หายใจลำบาก บางประเทศปิดพรมแดน เช่น มองโกเลีย เกาหลีเหนือ และรัสเซียปิดพรมแดนที่ติดกับจีน บางประเทศห้ามคนจีนเดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะจากพื้นที่แพร่ระบาด ไม่ออกวีซ่าแก่คนจีนโดยไม่มีกำหนด เพื่อช่วยควบคุมการแพร่เชื้อ

        หลายประเทศเปิดแผนรับคนกลับจากจีนพร้อมมาตรการกักโรค เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ควบคุม การกักตัวเป็นมาตรการจำเป็น เพราะผู้ที่ได้รับเชื้อแล้วบางคนยังไม่แสดงอาการใดๆ เช่น  ไม่ไอ ไม่มีไข้ คนเหล่านี้จะผ่านด่านการตรวจคัดครองที่สนามบิน แต่ควรได้รับการติดตามหรือกักตัวก่อน (ขึ้นกับมาตรการ การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ เช่น เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ฯลฯ)

        การติดตาม กักตัวคนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้เป็นมาตรการจำเป็นสำคัญมาก เป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมโรคที่ตอนนี้ต้องใช้วิธีนี้สู้กับไวรัสอู่ฮั่น

ขึ้นกับความร่วมมือจากประชาชน :   

      การต่อสู้โคโรนาไวรัส อู่ฮั่น “2019-nCoV” ไม่ต่างจากกรณีโรคซาร์ส ไข้หวัดนก ด้วยการ “ควบคุมเชื้อโรค” ไม่ใช่ด้วยการฉีดวัคซีนหรือกินยา เพราะเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่และอยู่ในภาวะแพร่ระบาด

        ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวขอให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว การจะปราบโคโรนาไวรัสอู่ฮั่นได้หรือไม่ขึ้นกับความร่วมมือจากประชาชน แนวทางหลักคือป้องกันและควบคุม และขอให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับทำงานเต็มที่โดยยึดหลักวิทยาศาสตร์และรอบคอบ

        ไม่มีใครควรนิ่งนอนใจ ทางดีที่สุดคือไม่เจ็บป่วย.


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์