หมอหลี่ เหวินเลี่ยง : วิถีคนจริงที่กลายเป็นเหยื่อของระบบ


เพิ่มเพื่อน    

    นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ ภาพที่คนจีนเขียนขึ้นและเอาขึ้นโซเชียลมีเดีย เพื่อเป็นการไว้อาลัยคุณหมอหลี่ เหวินเลี่ยง ซึ่งวันนี้ได้กลายเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละชีวิตเพื่อเตือนภัยไวรัสอู่ฮั่น
    จักษุแพทย์วัย 34 คนนี้เป็นคนแรกที่ออกมาเตือนว่า ไวรัสที่มีความละม้ายกับ SARS ที่ระบาดเมื่อ 17 ปีก่อนอาจกำลังคุกคามชีวิตคนจีน
    แต่เขาถูกเจ้าหน้าที่ "ความมั่นคงสาธารณะ" และตำรวจอู่ฮั่นเรียกไปเซ็นชื่อสารภาพว่าได้เอา "ข้อความอันเป็นเท็จ" ขึ้นระบบออนไลน์ 
    ตำรวจอ้างว่ากลัวประชาชนจะแตกตื่น โดยไม่สนใจว่าคำเตือนนั้นมาจากคนที่เป็นหมอและมีประสบการณ์จริง 
    ข้อความแรกที่หมอหลี่ส่งขึ้นแชตกรุ๊ปของเพื่อนหมอรุ่นเดียวกันนั้น เป็นการเตือนให้ระวังและหาเครื่องป้องกันตัวไว้ เพราะเขาสงสัยว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่คล้ายซาร์สอาจจะกำลังตั้งเค้า
    แต่แล้วเขาก็ติดเชื้อนั้นเอง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
    วันนี้หมอหลี่ เหวินเลี่ยงกลายเป็นที่กล่าวขวัญในแง่การชื่นชมและนับถือทั่วประเทศจีนว่าเป็น  whistle-blower หรือ "คนเป่านกหวีด" เพื่อเตือนภัยคนจีนกันเอง
    แต่ระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ของจีนยังเป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ครั้งนี้กว้างไกลและรุนแรงกว่าที่คิด
    หากหมอหลี่เป็นนายแพทย์ในสังคมประชาธิปไตยที่เปิดกว้าง เมื่อมีความสงสัยบนพื้นฐานของหลักฐานทางการแพทย์เช่นนี้ ก็ย่อมจะต้องได้รับการตรวจสอบร่วมกันของผู้รู้ในวงการต่างๆ เพื่อประเมินว่าความสงสัยเช่นนั้นมีหลักฐานยืนยันหรือไม่เพียงใด
    บางทีหากคำเตือนของหมอหลี่ได้รับความสนใจจากทางการจีน และไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการที่มีความกลัวและมุ่งแต่จะกำกับและควบคุมประชาชนแล้ว การระบาดของเชื้อไวรัสตัวนี้อาจจะถูกสกัดไว้ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่กลายเป็นปัญหาที่กระจายไปทั่วโลกอย่างที่เห็นอยู่
    วันนี้ทางการจีนต้องออกมาแสดงความนับถือหมอหลี่ และลงโทษเจ้าหน้าที่ของมณฑลหูเป่ย์หลายคนที่บกพร่องในหน้าที่ เพราะไม่ใส่ใจตรวจสอบข้อมูลและไม่ดูแลคนป่วยตอนที่เกิดเรื่องแรกๆ
    แม้แต่สื่อทางการจีนยังต้องออกมายกย่องการเสียสละของหมอหลี่อย่างเป็นทางการ
    นี่เป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับผู้ปกครองประเทศที่พยายามจะควบคุมการสื่อสารของประชาชน และปิดบังกลบเกลื่อนข่าวสารที่อาจจะถูกมองว่าเป็นไปทางลบสำหรับรัฐบาล แต่สำคัญสำหรับ "สิทธิการรับรู้ข่าวสารของประชาชน"
    ก่อนที่หมอหลี่จะเสียชีวิตเมื่อเช้าวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เขาได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Caixin  ของจีน
    ความจริงบทสัมภาษณ์นี้เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม หรือประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่หมอหลี่จะจากไป
    เขาเล่าว่าเมื่อได้สังเกตพบอาการแปลกๆ ของโคโรนาไวรัสครั้งแรกนั้น เขาได้ส่งข้อความเตือนไปถึงเพื่อนหมอในกลุ่มแชต ไม่ได้ต้องการจะสร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนแต่อย่างใด
     "ผมส่งข้อความเข้าไปในกลุ่มแชตที่มีสมาชิกเป็นเพื่อนร่วมรุ่น 150 คน ผมสำทับเพื่อนว่าอย่าได้นำข้อความนี้ออกไปข้างนอก ผมอยากเตือนเพื่อนที่ทำงานในแนวหน้าให้ป้องกันตัวเอง..."
    หมอหลี่บอกว่าเขารู้เรื่องนี้ผ่านการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานและเกิดความกังวลว่าอาจเป็นโรคระบาด แต่ตอนนั้นจำนวนคนไข้ในกรณีนี้ยังน้อยอยู่ ที่ผมห่วงคือเชื้อไวรัสตัวนี้มันคล้ายกับอาการโรคซาร์ส..." 
    นักข่าวถามว่าที่เขาสงสัยอย่างนั้น เป็นเพราะไวรัสใหม่ตัวนี้แพร่จากคนสู่คนเหมือนซาร์สอย่างนั้นหรือ หมอหลี่บอกว่ามันค่อนข้างชัดว่าเป็นการแพร่จากคนสู่คน 
    "ราวๆ วันที่ 8 มกราคม ผมเห็นคนไข้ติดเชื้อไวรัสหลายคน และหนึ่งในคนไข้ของเราที่เข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาต้อกระจก คนไข้มีอาการเบื่ออาหาร มีไข้สูง ตอนนั้นเราก็ยังไม่คิดว่ามีอะไรผิดปกติมากนัก แต่แม้หลังหายดีแล้วเธอก็ยังกินไม่ค่อยได้และมีไข้ต่อเนื่อง ผลการตรวจก็พบปอดติดเชื้อ พูดง่ายๆ คืออาการทุกอย่างตรงกับโคโรนาไวรัสในเวลาต่อมา..."
    ที่หมอหลี่เชื่อว่าเป็นการแพร่จากคนสู่คน เพราะในวันเดียวกับที่คนไข้คนนี้ติดเชื้อ คนในครอบครัวของเธอก็มีไข้เหมือนกัน หมอหลี่จึงรายงานให้โรงพยายาลได้รับรู้
    พอหมออาวุโสไปตรวจที่โรงพยาบาลก็ยืนยันความสงสัยและแนะนำให้กักโรค อีก 3 วันต่อมาทำซีทีสแกนอีกรอบก็พบการติดเชื้อลุกลาม จึงแยกรักษาในหอผู้ป่วยทางเดินหายใจ หมอหลี่บอกว่าหลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่าคนไข้คนนี้เป็นอย่างไรบ้าง 
    หมอหลี่เล่าว่าตัวเองติดเชื้อเพราะตอนแรกไม่ได้ใช้อุปกรณ์ป้องกัน พอเริ่มไอและมีไข้ก็สวมหน้ากาก N95  
    "วันที่ 12 มกราคม ผมตรวจเจอไวรัสในระบบทางเดินหายใจและพอทำซีทีสแกน ผลออกมาน่าสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา...อีกไม่นานต่อมาเพื่อนร่วมงานของผมก็มีอาการคล้ายกัน หลังจากนั้น 3-4  วัน พ่อแม่ของผมก็ป่วย อาการของผมทรุดลง ตอนนี้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัส ฉีดโกลบูลิน และให้ออกซิเจนเพิ่มทุกวัน..." หมอเล่า   
    ต้องจ่ายค่ารักษาไหม 
    นักข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรตอนที่รู้ว่าคำเตือนของหมอหลี่ถูกส่งออกไปสู่สาธารณะ 
    หมอหลี่ตอบว่า
    "คืนนั้นผมได้รับข้อความบน WeChat ถามเรื่องภาพแคปหน้าจอข้อความของผมเองก่อนหน้านั้น  ส่วนใหญ่เป็นข้อความแบบไม่สมบูรณ์ มีข้อความที่ผมเอ่ยถึงผู้ป่วยอาการคล้ายโรคซาร์ส 7 ราย แต่ข้อความส่วนที่ย้ำเป็นไวรัสโคโรนาชนิดที่ต้องได้รับการยืนยัน แต่ประเด็นนั้นไม่ได้รวมอยู่ในภาพหน้าจอที่ถูกแชร์ต่อๆ กันไป..."
    หมอหลี่รู้แล้วว่าคงมีเรื่องแน่ เพราะเสี่ยงกับการถูกเจ้าหน้าที่มองว่าเป็นการปล่อยข้อมูลที่อ่อนไหว จังหวะนั้นอ่อนไหวด้วยเพราะเมืองอู่ฮั่นกำลังมีประชุมสภาประจำปี  
    "ตอนแรกผมค่อนข้างฉุนที่มีคนแพร่ข้อความออกไปโดยไม่ปิดตัวตนผมเลย แต่ก็เข้าใจว่าพวกเขาก็คงจะเป็นห่วงครอบครัวและเพื่อนฝูงเหมือนกัน..."
    แน่นอนว่าหมอหลี่เริ่มจะรู้สึกว่ากำลังจะต้องเผชิญกับปัญหาแล้ว.
    (พรุ่งนี้อ่านคำบอกเล่าของหมอหลี่ เหวินเลี่ยงเองว่าต้องเผชิญกับแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองอย่างไร เขาทำอย่างไรเมื่อเจ้าหน้าที่บังคับให้เขาต้องลงชื่อสารภาพผิดทั้งๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด)


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน