นักการเมืองขั้นเทพ หรือนักฉวยโอกาสตัวยง?


เพิ่มเพื่อน    

          จะเรียกเขาว่าเป็นนักการเมือง "ขั้นเทพ"

                หรือ "นักฉวยโอกาสตัวยง" ก็ตามแต่

                นายกรัฐมนตรีฮุน เซนของกัมพูชากลายเป็น "ฮีโร่" ของสถานการณ์โรคระบาด Covid-19 ท่ามกลางความหวั่นไหวของคนทั้งหลาย

                สัปดาห์ก่อนไทยประกาศว่าจะไม่ยอมให้เรือสำราญ Westerdam เทียบท่าแหลมฉบัง เพราะกลัวว่าจะมีผู้โดยสารติดเชื้อไวรัสอู่ฮั่น หลังจากที่กวม, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่นบอกปัดมาก่อนหน้าแล้ว

                แต่เรือลำนี้หันหัวจากทิศที่จะมาแหลมฉบังมุ่งสู่ "ท่าเรือสีหนุวิลล์" ของกัมพูชาหน้าตาเฉย

                ฮุน เซนบอกว่าที่ตัดสินใจสวนกระแสประเทศอื่นเพราะตนมีสำนึกใน "มนุษยธรรม"

                ก่อนหน้านี้เขาก็เป็นคนออกมาประกาศว่าไม่มีอะไรที่จะต้องตกตื่นกับไวรัสตัวนี้

                เขาเองก็ไม่ได้ใส่หน้ากากอนามัย และบอกให้คนเขมรไม่ต้องตื่นตระหนก ไม่จำเป็นต้องใส่หน้ากากเช่นกัน

                ว่าแล้วเขาก็บินไปปักกิ่งเพื่อจับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเพื่อแสดงตนเป็น "มิตรแท้ในยามยาก"

                ผู้นำจีนแสดงความชื่นชมและซาบซึ้งในการแสดงความเป็นเพื่อนแท้ของกัมพูชา ขณะเดียวกันปักกิ่งก็ประณามประเทศที่ห้ามคนจีนเข้าประเทศ

                การทำอย่างนั้นถือว่าเป็นการเหยียบย่ำซ้ำเติมจีน

                ไม่เพียงแต่สี จิ้นผิงเท่านั้นที่ออกมาแสดงความยินดีกับฮุน เซน

                ต่อมาอีกไม่กี่วัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ก็เขียนข้อความขึ้นทวิตเตอร์ แสดงความขอบคุณนายกฯ กัมพูชาคนนี้ว่าได้แสดงความเมตตาต่อเรือสำราญสัญชาติสหรัฐฯ ลำนี้อีกด้วย

                ฮุน เซนได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

                ย้อนไปดูข่าววัน "วาเลนไทน์" ที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ว่าผู้โดยสารบนเรือสำราญเวสเตอร์ดัมที่มีผู้โดยสาร 2,257 คน ที่รัฐบาลกัมพูชาอนุญาตให้เทียบท่าเรือในเมืองสีหนุวิลล์ เริ่มทยอยขึ้นฝั่งหลังติดค้างบนเรือกลางทะเล 2 สัปดาห์

                ฮุน เซนให้การต้อนรับผู้โดยสารอย่างอบอุ่น และยังแสดงความรักในวันวาเลนไทน์ด้วยการมอบดอกไม้และผ้าพันคอเขมรดั้งเดิมให้ 100 คนแรกที่ก้าวขึ้นฝั่ง ผู้โดยสารที่เหลือบนเรือต่างโบกมือแสดงความปีติและส่งเสียงเชียร์ดังก้อง

                นายกรัฐมนตรีเขมรประกาศก้องว่าผู้โดยสารทั้งหมดจะได้รับอนุญาตขึ้นฝั่ง กระทรวงสาธารณสุขกัมพูชาระบุว่าไม่พบผู้ติดไวรัสโควิด-19 บนเรือสำราญเวสเตอร์ดัม

                "กัมพูชาทำแบบนี้เพราะให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น...เราเคารพสิทธิของคนบนเรือมากกว่า 2,000 คน เราไม่มีความมั่งคั่งเหมือนประเทศร่ำรวย แต่เรามีความเห็นใจผู้โดยสารที่ติดค้างบนเรือ" ฮุน เซนพูดหาเสียงเต็มที่

                สำหรับนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศแล้ว นี่ย่อมมิใช่เรื่องของ "มนุษยธรรม" แต่อย่างใด

                หากแต่เป็นวิเทโศบายทางการทูตของฮุน เซน ที่ต้องการแสดงการเอาอกเอาใจ แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับรัฐบาลจีนอย่างจะแจ้ง

                เพราะปักกิ่งได้กลายเป็นพันธมิตรสำคัญของฮุน เซน

                จีนได้ตอบแทนท่าทีเป็นมิตรของฮุน เซน ด้วยการให้เงินกู้จำนวนมหาศาลแก่ประเทศนั้น แลกกับการที่จีนสามารถมาลงทุนในกัมพูชาขนานใหญ่

                อีกด้านหนึ่ง ฮุน เซนก็คงจะพยายามให้ปฏิบัติการการทูตครั้งนี้กลบข่าวเชิงลบที่สหภาพยุโรป (อียู)  เพิ่งประกาศตัดสิทธิพิเศษทางการค้าต่อกัมพูชา

                เหตุผลสำคัญคือ อียูต้องการจะตอบโต้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงในประเทศ

                จังหวะเดียวกันนั้น นายฟิลล์ โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการฝ่ายภูมิภาคเอเชียของฮิวแมนไรต์วอตช์ ชี้ให้เห็นว่าการยอมรับเรือสำราญที่ไม่มีชาติไหนรับ เป็นจังหวะปะเหมาะกับช่วงเวลาที่สหภาพยุโรปกำลังลงโทษกัมพูชาด้วยการตัดสิทธิเศษทางการค้า

                ย่อมตีความได้อีกทางหนึ่งว่า ฮุน เซนสามารถพลิกสถานการณ์เหมือนกับจะส่งสัญญาณไปถึงอเมริกาและสหภาพยุโรป ว่าบางครั้งเขาก็ยังเป็นมิตรที่เป็นประโยชน์ได้เหมือนกัน

                ประเด็นที่ว่านี้คือ มติของสหภาพยุโรปที่ให้ตัดสิทธิพิเศษทางการค้ากับกัมพูชา 20% ภายใต้โครงการ "Everything But Arms" (EBA) หรือการให้สิทธิพิเศษด้วยการยกเว้นภาษีนำเข้าและยกเลิกการกำหนดโควตานำเข้าสินค้าทุกประเภท ยกเว้นอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งอียูมอบให้ 48 ประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

                มตินี้มีผลกระทบต่อสินค้าส่งออกของกัมพูชาไปยังตลาดอียู มูลค่าประมาณ 3.4 ล้านล้านบาททีเดียว

                ข้อหาต่อกัมพูชาในเรื่องนี้คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

                แต่ฮุน เซนก็ใช้คำว่า "มนุษยธรรม" นี้กับเรือสำราญ Westerdam เพื่อพลิกสถานการณ์แก้ภาพลักษณ์ทางลบของตนทันทีเช่นกัน

                ถึงขั้นที่ให้สี จิ้นผิงกับโดนัลด์ ทรัมป์แสดงความยินดีอย่างเปิดเผยได้

                อย่างนี้ไม่เรียกว่า "ฝีมือขั้นเทพ" จะเรียกอะไร? 


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก