สงครามข่าวสารซ้ำเติม สงครามต้านโรคระบาด


เพิ่มเพื่อน    

         เพราะโรคระบาด Covid-19 ทำให้สหรัฐฯ กับจีนเปิดศึกด้านข่าวสารซ้ำเติมสงครามการค้าและสงครามไฮเทคแล้ว

                เมื่อวันพุธที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศจีนประกาศขับไล่นักข่าวของ Wall Street Journal  สามคนออกนอกประเทศ

                ข้อหาใหญ่คือ หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ตีพิมพ์บทความเห็นของนักวิชาการคนหนึ่งที่พาดหัวว่า China is  the Real Sick Man of Asia

                หรือแปลได้ความว่า "จีนคือคนป่วยที่แท้จริงของเอเชีย"

                เขียนโดยศาสตราจารย์แห่ง Bard Collelge ชื่อ Walter Russell Mead วิพากษ์ว่ารัฐบาลจีนไม่มีประสิทธิภาพพอเพียงในการตั้งรับโรคระบาดคราวนี้

                บทวิเคราะห์นี้ย้ำว่าผลกระทบจากโรคระบาดครั้งนี้จะทำให้เศรษฐกิจจีนเผชิญศึกหนัก

                ความจริงบทวิเคราะห์ที่ว่านี้จีนเองคงจะยอมรับได้ในระดับหนึ่ง เพราะตั้งแต่มีเรื่องโรคระบาดก็มีทั้งเสียงชมและวิจารณ์ ปักกิ่งรับรู้ว่าจะต้องเจอแรงกดดันไม่น้อยแน่

                แต่ที่ทางการจีนรับไม่ได้คือพาดหัวที่เรียกจีนว่าเป็น "คนป่วยที่แท้จริงของเอเชีย"

                จีนถือว่านี่เป็นการเหยียดหยาม ซ้ำเติม และเป็นอคติของคนตะวันตกที่มีต่อประเทศจีน

                ตั้งแต่ WSJ ตีพิมพ์บทความเห็นนี้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สื่อทางการจีนก็ออกมาตอบโต้อย่างรุนแรง

                แต่เท่านั้นไม่พอ ปักกิ่งต้องการจะตอกย้ำว่าสื่อสหรัฐฯ ไม่ควรจะ "ชกใต้เข็มขัด" อย่างนั้น จึงต้องแสดงออกด้วยการขับไล่คนของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้

                ขับคนเดียวไม่แรงพอ ต้องเชิญออกนอกประเทศสามคนเลย

                ทั้งๆ ที่ความจริงบทความเห็นในสื่อสหรัฐฯ นั้นไม่ใช่ความเห็นของนักข่าวประจำประเทศจีนแต่อย่างใด

                วิธีปฏิบัติของหนังสือพิมพ์สหรัฐฯ นั้น เขาแบ่งส่วนที่เป็นข่าวที่เขียนโดยคนข่าวของเขา และส่วนที่เป็นความเห็นที่มีทั้งคนในและคนนอกเป็นคนเขียน

                เขาพยายามแยกข่าวจากบทความเห็น ซึ่งบางทีก็อาจจะมีเส้นแบ่งเพียงบางๆ เท่านั้น

                แต่ในกรณีนักข่าว 3 คนที่ถูกขับออกนี้ไม่ได้เกี่ยวกับบทความนั้นหรือพาดหัวที่หวือหวาแต่อย่างใด

                แต่ทางการจีนก็เลือกที่จะตอบโต้ด้วยวิธีการที่สามารถสร้างพาดหัวได้แรงไม่แพ้กัน

                หรืออาจจะเป็นความไม่พอใจที่ก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว รัฐบาลสหรัฐฯ มีคำสั่งปฏิบัติต่อนักข่าวของจีนจากสื่อทางการอย่างน้อย 5 สำนัก ในลักษณะที่สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ปักกิ่งไม่น้อย

                มาตรการใหม่ที่รัฐบาลของทรัมป์ประกาศเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อจีนรอบนี้คือ การกำหนดให้ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวและสถานีโทรทัศน์ของจีนที่ประจำอยู่ในสหรัฐอเมริกามีสถานะเป็น "เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลจีน" ไม่ใช่เป็น "สื่อมวลชน" อีกต่อไป

                นั่นหมายความว่าผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวซินหัว สถานีโทรทัศน์ CGTN (China Global Television  Network) หนังสือพิมพ์ China Daily และ People’s Daily รวมถึงสถานีวิทยุ China Radio ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสหรัฐฯ จะต้องไปขึ้นทะเบียนใหม่ และต้องอยู่ภายใต้ระเบียบและข้อบังคับที่ใช้กับนักการทูต

                วอชิงตันอ้างว่า ในทางปฏิบัตินักข่าวของสื่อมวลชนจีนก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่แฝงตัวมาเพื่อล้วงข้อมูลให้รัฐบาลและพรรคคอมมิวนิสต์จีน

                ด้วยเหตุผลนี้ ทางการสหรัฐฯ จึงบอกว่าจำเป็นต้องขีดวงจำกัดในการทำหน้าที่

                นั่นคือนักข่าวจีนจะต้องลงทะเบียนเป็น "เจ้าหน้าที่รัฐจากจีน" มีสถานภาพเท่ากับนักการทูตที่จะต้องรายงานความเคลื่อนไหว และต้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ รับทราบทุกครั้งที่ทำอะไรนอกจากงานปกติ

                พอเจอกับมาตรการอย่างนี้ก็มีคนวิเคราะห์ทันทีว่าปักกิ่งคงจะอยู่เฉยไม่ได้ ต้องตอบโต้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

                ต่อมาวันเดียวก็มีเรื่องการขับไล่นักข่าวของ Wall Street Journal สามคนออกนอกประเทศ

                จะบอกว่าเป็นความบังเอิญก็คงไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหากไม่มีเรื่องนักข่าวจีนถูกสหรัฐฯ "ตีตราใหม่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ" การตอบโต้จากฝ่ายจีนเรื่องพาดหัวบทความเห็นในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นก็อาจจะไม่แรงอย่างนี้

                ก่อนหน้านี้จีนก็ออกมาแสดงความไม่พอใจอเมริกา ที่ได้ประกาศมาตรการห้ามคนจีนและคนที่ไปจีนมาในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเข้าประเทศ

                จีนออกมาบอกว่าวิธีการของสหรัฐฯ อย่างนี้เป็นการสร้างความตื่นตระหนกเกินเหตุ ทำให้คนทั้งโลกขาดความมั่นใจในรัฐบาลจีนในการต่อสู้กับโรคระบาดครั้งนี้

                ผสมกับเรื่องระหองระแหงอื่นๆ ระหว่างสองยักษ์ใหญ่อยู่แล้ว การฟาดฟันกันรอบใหม่นี้จึงกลายเป็นสงครามข่าวสารในภาวะสงครามต้านโรคระบาดทับซ้อนกันขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่นทีเดียว. 


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก