'สี จิ้นผิง' กับการบริหาร วิกฤติไวรัสอู่ฮั่น


เพิ่มเพื่อน    

    ภาพนี้คือหัวใจของการสื่อสารกับประชาชนคนจีน ว่าผู้นำสูงสุดของเขาออกมาร่วมสู้กับประชาชนเพื่อจำกัดการแพร่กระจายของไวรัสอู่ฮั่นอย่างจริงจัง
    ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงไปเยี่ยมเยียนประชาชนคนจีนในหลายเขตของปักกิ่ง โดยใส่หน้ากากอนามัยแบบธรรมดา เพราะก่อนหน้านั้นวันเดียวรัฐบาลเพิ่งประกาศว่าประชาชนไม่ควรใช้แบบ N95 ซึ่งมีจำนวนจำกัด ควรเก็บไว้ให้บุคลากรทางการแพทย์
    เพราะจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อเนื่องจากทำงานใกล้ชิดกับคนป่วยมีจำนวนกว่า 1,700 คนและเสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่า 6 คน
    ก่อนหน้านี้นายกฯ หลี่ เค่อเฉียงลงพื้นที่อู่ฮั่น มีการเผยแพร่ภาพให้เห็นถึงการนำทัพนักรบทางการแพทย์เพื่อต่อสู้กับ Covid-19 อย่างคึกคัก
    ทั้งหมดนี้เป็นการออกข่าวเพื่อให้ประชาชนคนจีนทั้งประเทศและชาวโลกได้เห็นว่า ผู้นำจีนไม่ได้นั่งบริหารวิกฤติในห้องแอร์
    ภาพนี้สี จิ้นผิงยอมให้วัดอุณหภูมิของตัวเอง ทำตัวให้ธรรมดาสามัญที่ไม่ได้รับการยกเว้น
    เพราะเชื้อร้ายไวรัสสายพันธุ์ใหม่ตัวนี้เล่นงานไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นคนยากดีมีจน ตำแหน่งต่ำต้อยหรือสูงส่งก็มีสิทธิ์ติดเชื้อป่วยไข้เสียชีวิตได้ทั้งสิ้น
    การเปิดเผยคำกล่าวต่อ "วงใน" ของสี จิ้นผิง สะท้อนว่าทางการปักกิ่งต้องการตอกย้ำว่าผู้นำสูงสุดคนนี้ได้รับรู้ถึงการแพร่ระบาดของไวรัสใหม่ตัวนี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนที่จะมีการแสดงความกังวลของผู้นำต่อสาธารณะ
    ปกติคำพูดของสี จิ้นผิงต่อคนวงในจะถูกตีตรา "ลับสุดยอด" ตลอด แต่ครั้งนี้น่าสังเกตว่าเป็นความพยายามที่จะสื่อให้คนจีนและชาวประชาทั่วโลกได้เห็นว่า
    ผู้นำสูงสุดของจีนรับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น และได้สั่งการสู้รบกับ "ไวรัสอู่ฮั่น" ตั้งแต่ยังไม่เป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วโลก
    เท่ากับเป็นการสกัดข้อกล่าวหาใดๆ ที่ว่าระดับนำของรัฐบาลจีนมีความ "เฉื่อยชา" ในการตั้งรับสถานการณ์ที่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องร้ายแรงไปทั่วโลก
    รายงานเกี่ยวกับคำพูดของสี จิ้นผิงต่อเจ้าหน้าที่ในสื่อทางการของจีนบอกว่า ผู้นำสูงสุดของรัฐบาลได้ออกคำสั่งให้ตั้งทีมบริหารวิกฤติตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม ในการประชุมของคณะกรรมการบริหารของพรรคคอมมิวนิสต์
    ปกติมติใดๆ ของการประชุมระดับนำอย่างนี้จะไม่เปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบ
    แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามีความจงใจที่จะสร้าง "ความโปร่งใส" ให้ประชาชนได้รู้ "เบื้องหลังการตัดสินใจ" ในระดับนำ
    ในคำกล่าวสำหรับวงในนั้น สี จิ้นผิงบอกด้วยว่าเขาเป็นคนสั่งให้มีการ "ปิดเมือง" อู่ฮั่นและเมืองรอบข้างอื่นๆ เมื่อวันที่ 23 มกราคมด้วยตนเอง
    สี จิ้นผิงบอกว่า
    "ผมเกาะติดสถานการณ์เรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสอู่ฮั่นด้วยตนเองทุกขั้นตอน และได้ออกคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องจัดการกับปัญหาเป็นระยะๆ" สีกล่าวในคำปราศรัยกับวงในเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ (รายละเอียดเพิ่งเปิดเผยวันที่ 15 กุมภาพันธ์ หลังจากเห็นภาพสี จิ้นผิงออกตรวจงานในหลายๆ เขตของปักกิ่ง)
    เห็นได้ชัดว่าวันเวลาที่พูดถึงนั้นสอดคล้องกับตอนที่คุณหมอหลี่ เหวินเลี่ยงได้เขียนข้อความเตือนเพื่อนๆ ที่เป็นหมอ ว่าเขาสงสัยจะเกิดโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่มีความละม้ายกับ SARS 
    หมอหลี่ถูกเจ้าหน้าที่อู่ฮั่นเรียกไปต่อว่าต่อขาน ให้ลงชื่อในเอกสารทางการสารภาพว่าได้ส่งข้อความอันก่อให้เกิดความไม่สงบ 
    แต่เมื่อต่อมาสิ่งที่หมอหลี่เตือนกลายเป็นความจริง สี จิ้นผิงคงเห็นว่าจะต้องสั่งการให้ทันกับสถานการณ์ที่ผู้คนกำลังตั้งคำถามผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอย่างร้อนแรง
    แน่นอนว่าสี จิ้นผิงไม่ต้องการมีภาพว่าตอนที่เกิดสัญญาณเตือนภัยแรกๆ นั้น เขาไม่ตระหนักในความเร่งด่วนและความร้ายแรงของปัญหา
    ภาพที่ทางการจีนต้องการสื่อคือ ผู้นำของเขารู้เร็วรู้ทันและตัดสินใจแก้ปัญหาได้ทันท่วงที
    จากนี้บทพิสูจน์ของจริงคงอยู่ที่ว่า สี จิ้นผิงจะทำให้การแพร่ระบาดของไวรัสตัวนี้สงบนิ่งและเริ่มกลับสู่ภาวะปกติได้เมื่อไหร่เท่านั้นเอง.


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"