สำหรับสีจิ้นผิง : ศึกไวรัส ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก!


เพิ่มเพื่อน    

                การแพร่ระบาดของ Covid-19 ครั้งนี้น่าจะเป็นเรื่องท้าทายฐานอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่หนักหน่วงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

                เพราะมีมิติทั้งด้านสาธารณสุข, สังคม, การเมืองและความมั่นคงที่สะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ

                ศรัทธาของประชาชนต่อผู้นำจีนแขวนอยู่กับความสามารถของการบริหารวิกฤติครั้งนี้อย่างน่าสนใจยิ่ง

                สี จิ้นผิง ลงพื้นที่หลายเขตในปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนว่าเขาเห็นความสำคัญของการ “สื่อสารในยามวิกฤติ”

                เพราะเพียงการสั่งการอย่างเดียวไม่พอ จำเป็นจะต้องให้ประชาชนและชาวโลกเห็นว่าเขาลงมาสื่อสารกับประชาชนด้วยตนเองอย่างเร่งด่วนและชัดเจนอีกด้วย

                ไม่แต่เพียงให้เห็นว่าเขาลงมาสัมผัสกับความจริงวันต่อวันในช่วงวิกฤติเท่านั้น สี จิ้นผิง ยังต้องย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงกลไกเพื่อการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

                อีกทั้งยังต้องมี “ระบบการบริหารเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขแห่งชาติ” อีกด้วย

                น่าสนใจตรงที่ สี จิ้นผิง ประกาศในที่ประชุมครั้งที่ 12 ของคณะกรรมการกลางเพื่อการปฏิรูปโดยรวมเชิงลึกว่าจะต้องมีมาตรการ “เร่งด่วนและลึก” เพื่อสกัดโรคร้ายและพร้อมจะฟื้นฟูพร้อมกันไปด้วย

                ภาษาทางการของจีนเรียกคณะกรรมการชุดนี้ว่า Committee for Deepening Overall Reform

                อันหมายถึงการปฏิรูปภาพรวมยังไม่พอ จะต้องมี “ด้านลึก” เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอีกด้วย

                เพราะ สี จิ้นผิง เป็นทั้งเลขาธิการใหญ่ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ หรือ CPC

                อีกทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง

                แปลว่าเขาเป็นผู้ควบคุมทั้งพรรค, รัฐบาลและกองทัพพร้อมๆ กันไปด้วย

                เมื่อเจอโรคระบาดครั้งนี้เท่ากับเผชิญกับสงครามทั้งด้านการเมือง, สังคมและความมั่นคงพร้อมๆ กัน พลาดพลั้งด้านใดด้านหนึ่งก็อาจจะแพ้สงครามนี้ได้

                สี จิ้นผิง บอกว่า การปกป้องชีวิตและสุขภาพของผู้คนเป็นภารกิจสำคัญของพรรค

                อีกทั้งเน้นความจำเป็นในการกำจัดจุดอ่อนและปิดช่องโหว่ที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโรคนี้ด้วย

                จุดอ่อนที่สำคัญจะเห็นได้จากที่ฝ่ายบริหารของเมืองอู่ฮั่นและมณฑลหูเป่ยที่พอมีสัญญาณแรกๆ ของการระบาดของ Covid-19 นั้นแทนที่จะตื่นตัวและวางมาตรการตั้งรับ กลับปฏิเสธที่จะตรวจสอบเสียงเตือนจากหมอที่อยู่ในภาคสนาม

                แทนที่จะสั่งการประสานงานเพื่อสกัดโรคระบาด เจ้าหน้าที่ระดับมณฑลและเมืองกลับหาเรื่องลงโทษคุณหมอที่ส่งเสียงเตือนเป็นรายแรกๆ

                พอเกิดจุดอ่อนในระดับท้องถิ่นและโรคร้ายแพร่กระจาย ความรับผิดชอบก็ย่อมตกอยู่กับผู้นำระดับชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

                สี จิ้นผิง ตระหนักทันทีว่า หากไม่แสดงความเป็นผู้นำระดับชาติให้ทันท่วงที ระดับนำของพรรคก็จะตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

                แต่ก่อนข่าวคราวทางลบอาจจะปิดกั้นและเซ็นเซอร์ได้ แต่เมื่อโลกโซเชียลมีเดียมีความรวดเร็วและคึกคักเช่นนี้ พรรคคอมมิวนิสต์และรัฐบาลจีนก็ไม่อาจจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามืออย่างที่เคยทำได้ในอดีต

                แม้รัฐจะมีกลไกควบคุมการเผยแพร่ข่าว แต่ก็ไม่อาจจะหยุดยั้งการแลกเปลี่ยนข่าวสารของประชาชนได้

                สี จิ้นผิง จึงลุกขึ้นมาสั่งการและรับฟังข้อเสนอทั้งหลายด้วยตนเอง

                เขาย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างกฎหมายด้านสาธารณสุข    

                และสั่งการให้รื้อกฎหมายคร่ำครึ ล้าสมัย

                ต่อยอดไปถึงการออกกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่า 

                ขยายแวดวงไปสู่กฎหมายความมั่นคงด้านชีวภาพให้เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติด้วย

                เพราะนิยามของ “ความมั่นคง” วันนี้ย่อมไม่ใช่มีแต่เพียงมิติของทหารและอาวุธเท่านั้น

                หากแต่ยังหมายรวมถึงความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ, สังคม, สาธารณสุข และในโลกไซเบอร์ด้วยอย่างแน่นอน

                ขั้นตอนของการสร้างสมรรถนะของการทำสงครามกับโรคระบาดวันนี้จะต้องครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ความเสี่ยง, ประเมินผลการลงมือทำทุกขั้นตอน, ตัดสินใจ, ป้องกันและควบคุม

                ยังขยายไปถึงการใช้เทคโนโลยีด้าน Big Data, AI และการประมวลผลผ่านระบบ Cloud เพื่อตรวจสอบสถานการณ์แพร่ระบาด, การเจาะหาต้นตอของไวรัส, การป้องกันและรักษา...และการบริหารจัดการทรัพยากรทั้งคน, อุปกรณ์และงบประมาณอย่างชาญฉลาด

                ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย...แต่หากฝ่าข้ามสิ่งท้าทายที่หนักหน่วงไม่ได้ หายนะสำหรับทั้งผู้นำเองและสังคมส่วนรวมก็รออยู่ข้างหน้า!. 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"