กลุ่ม24ปชป.รวมตัวแสดงพลังร่วมรัฐบาล 'ชินวรณ์' ปัดตอบพายเรือให้โจรนั่งแค่วาทกรรม


เพิ่มเพื่อน    

12 มี.ค.63 - ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุมของส.ส.พรรคที่ลงมติเห็นด้วยไว้วางใจ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ และมีจุดยืนเห็นด้วยให้พรรคร่วมรัฐบาลต่อไป จำนวน 24 คน โดยมีนายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช และประธานวิปพรรค เป็นประธาน โดยมี ส.ส.จำนวนหนึ่งเข้าร่วม อาทิ นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ นายนริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ ส.ส.สงขลา น.ส.จิตภัสร์ กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช น.ส.แนน บุญย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี นายภาณุ ศรีบุณยกาญจน์ ส.ส.สุราษฎร์ธานี เป็นต้น ซึ่งส.ส.ที่ไม่เห็นด้วยกับจุดยืนนี้ไม่ได้เข้าร่วมแม้แต่คนเดียว

จากนั้นเวลา 11.00 น. นายชินวรณ์ แถลงว่า สาเหตุที่รวมตัวกันเพราะพวกเราเห็นว่ามีเรื่องที่ควรจะปรึกษาหารือ จึงได้นัดหมายส.ส.บางส่วนมาพูดคุยกันในช่วงปิดสมัยประชุมสภา ทั้งในเรื่องสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด-19 พิษเศรษฐกิจ และภัยแล้ง ประกอบกับเพื่อนส.ส.กลุ่มหนึ่งเห็นว่าควรปรึกษาหารือในประเด็นทางการเมือง ซึ่งเสมือนหนึ่งทำให้พรรคขาดเอกภาพ ในฐานะที่ตนเป็นประธานวิปของพรรคจึงได้ให้ทุกคนหารือกันอย่างกว้างขวาง และมีความคิดเห็นร่วมกันว่าควรเสนอให้ผู้บริหารพรรคต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นของการร่วมรัฐบาล เป็นประเด็นที่เป็นมติของพรรค พวกเราทุกคนจึงเห็นว่าขอให้เพื่อนสมาชิกแสดงความคิดเห็นภายใต้กรอบมติของพรรค เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาในการประสานงานกับพรรครัฐบาลได้ ส่วนข้อเสนอกรณีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)และการเมืองต่างๆ แม้พรรคจะมีประชาธิปไตยสูง ถ้ามีส่วนเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน ขอให้สมาชิกระมัดระวังการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ใช่จำกัดสิทธิ์แสดงความคิดเห็น เพราะทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในฐานะส.ส.อยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะทำความเข้าใจกับกลุ่มที่ต้องการให้พรรคถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอย่างไร นายชินวรณ์ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจกับสมาชิกทั้งหมดในการแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่จะกระทบกับพรรค  แต่เราเชื่อมั่นว่าทุกคนมีวินัยในการอยู่ร่วมกัน จึงอยากให้ทุกคนร่วมมือ ตลอดระยะเวลาที่พรรคผ่านร้อนผ่านหนาว ทุกคนก็มีความรับผิดชอบและยึดอุดมการณ์พรรค

ถามต่อว่าสามารถทบทวนมติเดิมของพรรคได้หรือไม่ เพราะส.ส.อีกกลุ่มคิดว่าการบริหารราชการของรัฐบาลติดเงื่อนไข 3 ข้อของพรรคในการร่วมรัฐบาลแล้ว นายชินวรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคยังไม่มีการประชุมจึงยังทบทวนมติพรรคไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องการทุจริตนั้น เราต้องรอให้ผลการตรวจสอบและผลการปฏิบัติงานออกมาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ ตนในฐานะที่เป็นรองประธานกมธ.วิสามัญศึกษาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอยืนยันว่าพรรคได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่และเสนอประเด็นที่เป็นปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งขณะนี้ทางคณะกมธ.อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น

ถามย้ำว่ารัฐบาลยังสุจริตอยู่ใช่หรือไม่ นายชินวรณ์ กล่าวว่า พรรคได้มีมติไปแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติ จะไปตัดสินใจเอาแต่ความรู้สึกและข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนก็ไม่ได้ ทุกคนก็ต้องเคารพมติพรรค และกรณีที่ผู้ติดตามร.อ.ธรรมนัส เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนหน้ากากอนามัย  ก็ต้องขอให้ตรวจสอบ ซึ่งร.อ.ธรรมนัสประกาศชัดเจนแล้วว่าต้องตรวจสอบ และเราถือว่าการกักตุนเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก ซึ่งขณะนี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นรมว.พาณิชย์ที่รับผิดชอบกรมการค้าภายในก็ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ไปแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่อยู่กระบวนการแล้ว

เมื่อถามว่าคิดอย่างไรกับคำว่า “พายเรือให้โจรนั่ง” นายชินวรณ์ กล่าวว่า ไม่อยากตอบคำถามนี้ เพราะเป็นเพียงแค่วาทกรรม

ถามถึงขอบเขตคำว่าทุจริตของพรรค นายชินวรณ์ ชี้แจงว่า ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่มีใบเสร็จก็ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลาออกออกไป แม้ตอนหลังจะไม่ผิด เราเชื่อมั่นว่านายกมีหน้าที่หลักในการพิจารณาคุณสมบัติรัฐมนตรี ท่านก็ต้องรับผิดชอบ และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่มีความชัดเจนออกมา เราพร้อมให้พรรคพิจารณาทบทวนมติร่วมรัฐบาล

ถามต่อว่าการพูดเช่นนี้ต้องการฝากสารไปถึงนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาหรือไม่ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ไม่ต้องการฝากใคร เพราะทุกคนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว

เมื่อถามว่านายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ในฐานะรองเลขาธิการพรรค ออกมาระบุว่าจะมีกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) ลาออกอีก นายชินวรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ และที่ประชุมวันนี้ก็ไม่ได้พูดคุยในประเด็นดังกล่าว  อีกทั้งไม่ควรมีใครมาคาดการณ์กก.บห.พรรคจะลาออก


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'