จีนถามมะกัน : ไวรัสตัวนี้ มาจากคุณหรือเปล่า?


เพิ่มเพื่อน    

             สหรัฐกับจีนทำศึกสงครามกันทุกรูปแบบ...ตั้งแต่เรื่องการเมือง, การค้า, ความมั่นคง และวัฒนธรรม

                ล่าสุดคือสงครามไวรัส!

                กระทรวงต่างประเทศสหรัฐเรียกเอกอัครราชทูตจีนประจำวอชิงตันเข้าพบเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อประท้วงที่ปักกิ่งได้ออกข้อความทำนองว่ากองทัพสหรัฐอาจจะเป็นคนนำเอา “โคโรนาไวรัส” ที่ภายหลังเรียกว่า Covid-19 มาที่อู่ฮั่น

                จนกลายเป็นโรคระบาดไปทั่วโลก

                ฝ่ายสหรัฐคือรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศว่าด้วยกิจการเอเชียตะวันออกชื่อ David Stillwell ที่ยื่นหนังสือที่มีถ้อยคำที่ “หนักแน่น” ต่อเอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐ Cui Tiankai (ชุยเทียนไข่)

                โดยภาษาการทูตแล้วการเชิญทูตของประเทศใดมาที่กระทรวงต่างประเทศเพื่อยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการนั้นคือการประท้วงในชั้นต้น

                หากจะยกระดับก็คือการเชิญให้กลับบ้าน หรือไล่ออกนอกประเทศ

                แค่เรียกมายื่นหนังสือถือเป็นการเตือนอย่างเป็นทางการ

                เดิมทีตอนที่โรคระบาดนี้เกิดที่เมืองอู่ฮั่นนั้น จีนโกรธสหรัฐที่ออกข่าวทำนองว่าฝ่ายทางการจีนปกปิดข้อมูล ไม่โปร่งใส และไม่มีมาตรการที่มีประสิทธิภาพพอที่จะสกัดไม่ให้เชื้อร้ายนี้ลามไปประเทศอื่น

                กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐว่าไปทาง แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ว่าไปอีกทางหนึ่ง

                ขณะที่กระทรวงต่างประเทศยื่นหนังสือประท้วงจีน ทรัมป์กลับแสดงความชื่นชมว่าจีนได้ “แบ่งปันข้อมูล” เกี่ยวกับการระบาดของ Covid-19 อย่างดี

                ทำเนียบขาวกับกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐไม่จำเป็นต้องพูดภาษาเดียวกัน ไม่ว่าเราจะตีความว่าเป็นความจงใจหรือเป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารนโยบายต่างประเทศก็ตาม

                ที่สหรัฐโวยวายว่าจีนสร้าง “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” ว่าอเมริกาอยู่เบื้องหลังของการเกิดโรคระบาดที่จีนนั้นก็มาจากข้อความในทวิตเตอร์ของโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน นายจ้าว ลี่เจียน ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนทั้งหมดถึง 5 ข้อความ

                ข้อความนั้นแสดงความขุ่นข้องหมองใจต่อสหรัฐ โดยระบุว่า นาย Robert Redfield ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ยอมรับในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาว่า

                “...หลังจากชันสูตรศพชาวอเมริกันบางรายที่เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ พบว่ามีผลทดสอบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (Covid-19) เป็นบวก...”

                โฆษกจีนเขียนต่อว่า

                “ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคหลุดเรื่องนี้ออกมาเอง สรุปแล้วผู้ติดเชื้อรายแรกปรากฏในอเมริกาตั้งแต่เมื่อไร มีผู้ป่วยติดเชื้อกี่ราย โรงพยาบาลชื่ออะไร กองทัพอเมริกาอาจเป็นผู้นำเชื้อมายังอู่ฮั่นก็เป็นได้ อเมริกาต้องโปร่งใส! เปิดเผยข้อมูล! อเมริกาติดค้างคำอธิบายต่อเรา!”

                นอกจากนี้ จ้าว ลี่เจียน ยังทวีตข้อความเป็นภาษาอังกฤษตั้งข้อสงสัยต่ออเมริกาว่า

                ในบรรดาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐ 34 ล้านราย เสียชีวิต 20,000 ราย มีกี่คนในจำนวนนี้ที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อโควิด-19?

                ในวันเดียวกัน นายฮั่ว ชุนอิ๋ง โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนทวีตข้อความสำทับว่า

                “Dr Robert Redfield กล่าวว่า ผู้ป่วยบางรายที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ในสหรัฐก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วเป็นโรคติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ การเรียกเชื้อนี้ว่า เชื้อไวรัสจีน จึงเป็นความผิดพลาดและไม่สมควรอย่างยิ่ง”

                ไม่ว่าโฆษกของกระทรวงต่างประเทศจีนทั้ง 2 คนนี้จะเขียนข้อความนี้ในฐานะความเห็นส่วนตัว หรือทำในนามของรัฐบาล ย่อมเป็นการชี้นิ้วไปที่อเมริกาว่าเป็นต้นตอของเชื้อไวรัสตัวนี้

                สอดคล้องกับ “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” อีกสายหนึ่งก่อนหน้านี้ที่อ้างว่าโรคระบาดครั้งนี้เป็นแผนลับของสหรัฐที่ปล่อยไวรัสจากห้องทดลองในอู่ฮั่นเพื่อทำลายล้างจีน เป็นการตัดขาจีน จะได้ไม่มีโอกาสผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคุกคามความเป็นผู้นำโลกของอเมริกา

                จะมีใครเชื่อทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดอย่างนี้อย่างจริงจังสักกี่คนในรัฐบาลจีนเป็นประเด็นน่าสนใจ

                แต่ที่แน่ๆ คือโฆษกกระทรวงต่างประเทศจีนไม่อาจจะส่งข้อความที่ดุดันต่อสหรัฐขึ้นทวิตเตอร์ (ที่คนจีนเข้าไม่ถึง) โดยไม่ได้รับไฟเขียวจากระดับบนแน่นอน

                จีนคงจะถือว่ามะกันโวยก็โวยไป แต่ยังไงๆ ก็ต้องมีการโยนระเบิดใส่ให้รู้เสียบ้างว่าอย่ามาแหย่มังกร

                โดยเฉพาะขณะที่มังกรกำลังไข้ขึ้นอยู่ขณะนี้!

                และถ้าหากเป็นไปตามที่ฝ่ายจีนสงสัยว่าเชื้อนี้มาจากสหรัฐ...แพร่มาที่จีน...วันนี้กลับไปป่วนสหรัฐแล้ว

                ท้ายสุด อยู่ที่ใครจะเชื่อทฤษฎีของใครมากกว่ากันเท่านั้น. 


คนกรุงโปรดทราบ........ กทม.ยกเลิกคำสั่ง "ครึ่งปิด-ครึ่งเปิด" กรุงเทพฯ ๒๒ วัน จาก ๒๑ มี.ค.-๑๒ เม.ย.แล้วนะ แต่ อ๊ะ..อ๊ะ ฟังก่อน อย่าเพิ่งซ่า!

'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'
'ปิดประเทศ' แล้วยังไม่รู้ตัว?