เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นร่วมกัน สร้าง ‘แนวกันไฟ’ ลดการเผาป่า


เพิ่มเพื่อน    

              “เราเป็นจำเลยสังคมเรื่องหมอกควันมาช้านาน ต่อไปนี้เราจะทำให้ข้อกล่าวหานี้หายไป...”

                นี่คือคำประกาศของคุณ “แอน” แกนนำชาวบ้านที่บ้านมูลทราย, ต.สะเมิงใต้, อ.สะเมิง, จ.เชียงใหม่ วันที่ผมไปตั้งวงสนทนาเมื่อเร็วๆ นี้

                ผมตั้งใจไปฟังและสังเกตการณ์ด้วยตนเอง เพราะรายการ “ฟังเสียงประเทศไทย คำตอบอยู่ในหมู่บ้าน” ทาง ThaiPBS ต้องการจะให้ชาวบ้านในชนบทมีโอกาสได้พูดและนำเสนอปัญหาและทางออกของตนให้คนทั้งประเทศและผู้วางนโยบายได้ฟังให้ชัดเจน ไม่ต้องผ่านช่องทางอื่นใด

                ชุมชนแห่งนี้กำลังพิสูจน์ว่าพลังของการรวมตัวกันเองอย่างจริงจัง พร้อมกับจับมือกับทางราชการและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และแม่โจ้กำลังจะสร้างมิติใหม่แห่งการแก้ปัญหาระดับท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

                ผมมีโอกาสไปสัมผัสกับผู้นำชุมชนแห่งนี้ และที่ดอยช้างป่าแป๋ของจังหวัดลำพูน (ภาพล่าง) แล้วก็ยืนยันได้ว่าทั้งสองแห่งนี้เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ในการป้องกันการเผาป่าได้อย่างเป็นระบบ

                หากสามารถเชื่อมโยงชุมชนอื่นๆ ทางภาคเหนือให้มีการรวมตัวกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้ เราอาจจะเห็นการแก้ไขปัญหาการเผาป่าและมลพิษหมอกควันได้อย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ

                ที่บ้านทรายมูล มีการร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสาทำ “แนวกันไฟ” เพื่อป้องกันไฟป่าร่วมกัน

                เมื่อชาวบ้านลุกขึ้นประกาศว่าจะไม่มีการเผาป่า และร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ไฟป่าและผู้ใหญ่บ้าน เราก็เริ่มเห็นความหวังที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

                ชาวบ้านบอกผมว่าที่ผ่านมา จุดที่เกิดไฟป่ามักจะเกิดใกล้ที่ตั้งบ้านเรือนของชาวบ้าน บางจุดห่างกันเพียง 2-3 กิโลเมตร มีผลให้ชาวบ้านต้องเดิมพันด้วยชีวิต, ที่อยู่อาศัยและทรัพย์สินเงินทอง

                ที่น่าสนใจคือ การที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้มาร่วมวิจัยเพื่อลบล้างความเชื่อเก่าๆ ที่เป็นมายาคติว่าช่วงฤดูแล้งต้องเผาป่าเพื่อให้เกิดดอกเห็ดเพิ่มขึ้น

                “เราใช้หลักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ให้ชาวบ้านเห็นว่า ความเชื่อว่าต้องเผาป่าเห็ดจึงจะขึ้นนั้นไม่เป็นความจริงเลย ตรงกันข้าม หากช่วยกันรักษาป่าและเราใช้วิธีการเพาะเห็ด จะมีเห็ดประเภทต่างๆ สมบูรณ์ขึ้น ชาวบ้านช่วยกันรักษาป่าด้วย ได้เก็บเห็ดขายตลอดทั้งปีด้วย...” ดร.สุมิตร อธิพรหม อาจารย์ผู้ดูแลโครงการนี้บอกผม อันเป็นที่มาของแนวคิดใหม่ว่า

                “เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน”

                ไม่แต่เท่านั้น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มาช่วยสร้างระบบเตือนภัยไฟป่าด้วยการสร้าง apps (ผ่านกล่องเล็กๆ ที่ใช้พลังแสงอาทิตย์) ตรวจจับควันและความร้อนแขวนไว้ตามจุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อส่งสัญญาณไปยังชุมชนต่างๆ เมื่อเกิดไฟป่าขึ้น

                ห่างไปเพียงวิ่งรถสองชั่วโมง ผมตั้งวงคุยกับผู้นำชุมชนปกาเกอะญอที่ “หมู่บ้านดอยช้างป่าแป๋” ของจังหวัดลำพูนที่ได้ริเริ่มโครงการ “เขื่อนกันไฟ” เช่นกัน

                ป่าที่นี่มีสภาพสมบูรณ์กว่า 2 หมื่นไร่ เป็นป่าต้นน้ำของจังหวัดลำพูนและเชียงใหม่

                ที่นี่มีแนวคิดสร้าง “แนวกันไฟ” ที่ทำหน้าที่เสมือน “เขื่อนธรรมชาติ” ที่สร้างจากความร่วมใจของชาวบ้านและอาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

                แนวกันไฟที่ว่านี้มีความกว้าง 5-10 เมตร ยาวเป็นระยะทางในป่าถึง 30 กิโลเมตร

                ที่น่าสังเกตคือ ที่นี่ไม่มี “เขาหัวโล้น” เลย เพราะชาวบ้าน 270 คน จาก 70 ครัวเรือนที่มีประวัติความเป็นมากว่า 200 ปี และอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 1,300 เมตร เพราะคนที่นี่ทำ “ไร่หมุนเวียน” (มิใช่ “ไร่เลื่อนลอย”) ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

                อีกทั้งเยาวชนก็มีส่วนร่วมด้วยการเอาถังน้ำมันเก่ามาทำเป็น “ถังน้ำดับไฟ” ประจำหมู่บ้านในหลายๆ จุด

                เยาวชนเหล่านี้เล่าเรื่องราวของตนเองผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์จนได้เงินบริจาคเป็นทุนเริ่มต้นของกิจกรรมนี้อย่างน่าทึ่ง

                อีกทั้งบนดอยช้างป่าแป๋แห่งนี้มีการปลูกกาแฟธรรมชาติที่มีรสชาติเฉพาะตัวที่หาจากแหล่งอื่นไม่ได้ กลายเป็นพืชเศรษฐกิจเสริมรายได้ของชาวบ้านอีกทางหนึ่ง

                ทั้งสองหมู่บ้าน “ต้นแบบ” มีปัญหาละม้ายกันตรงเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน เพราะกฎหมายป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติเกิดทีหลัง มาทับซ้อนที่อยู่อาศัยในป่าของชุมชนดั้งเดิม

                ทุกวันนี้อาศัยข้อยกเว้นผ่อนปรนเฉพาะกาล กำลังรอให้มีการแก้ไขที่ยั่งยืนเพื่อให้ “คนอยู่กับป่า” ให้ได้อย่างถาวรต่อไป

                (หมายเหตุ : ภาพถ่ายปลายปีที่ผ่านมา โควิด-19 ยังไม่ปรากฏตัว จึงยังไม่มีการใส่หน้ากากอนามัยในช่วงนั้น) 


จบ..... นับจากวันนี้เป็นต้นไป จะเหลือแค่ยาสีฟัน "เทพไท" เท่านั้น ปรากฏชื่อในท้องตลาด ส่วนคนชื่อ "เทพไท เสนพงศ์" จะไม่ปรากฏชื่อทั้งในท้องตลาดการเมืองและการเลือกตั้ง ตลอดไป (กาลนาน...เทอญ)

'สามสัส' ในภาวะ 'ระส่ำสัส'
ภาษาไทยวันนี้ 'ภาษีกู'
กล้วยดิบ 'วัคซีน' พื้นบ้าน
"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ