Covid-19 สร้างรอยปริแยก จีนกับตะวันตกรอบใหม่?


เพิ่มเพื่อน    

 

    รัฐมนตรีต่างประเทศ ไมค์ ปอมเปโอ ชกหมัดตรงถึงพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วยการประกาศว่า

                “พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่พูดและทำอะไรตรงไปตรงมา”

                น่ากังวลว่า หลังโควิด-19 สงบลง อาจจะเกิดความขัดแย้งระหว่างจีนกับโลกตะวันตกรอบใหม่ที่กระจายตัวกว้างขวางขึ้นกว่าเดิมที่เป็นเรื่องการเมือง, ความมั่นคงและการค้า

                เพราะ Covid-19 กลายเป็นไวรัสการเมืองที่กำลังจะสร้างความร้าวฉานระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และยุโรป

                เมื่อวานนี้ผมเขียนถึงความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะวาดภาพจีนเป็น “แพะ” เพื่อโยนบาปของตัวเองให้กับคนอื่น

                ขณะเดียวกันยุโรปหลายชาติก็ต้องการจะกดดันจีนให้ “สารภาพ” ว่าตัวเองเป็นต้นตอของไวรัสตัวนี้

                แต่จีนยันกลับอย่างหนักหน่วง กลายเป็นสงครามน้ำลายที่ดุเดือดรุนแรงไม่ต่างกับช่วงสงครามเย็นเท่าใดนัก

                หลังจากทรัมป์อ้างว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงได้ว่าไวรัสตัวนี้หลุดออกมาจากห้องทดลองในเมืองอู่ฮั่น (แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยหลักฐานที่ว่านี้ได้) ผู้นำยุโรปหลายประเทศก็เรียงหน้ากันออกมาซัดจีนเต็มกำลัง

                ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการทางภาษีในการลงโทษจีน

                รัฐมิสซูรีเป็นรัฐแรกของสหรัฐและในโลกที่ยื่นฟ้องรัฐบาลจีนต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ

                ตั้งข้อหาว่าจีน “ปล่อยปละละเลย ประมาทเลินเล่อ และโกหกเกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโคโรนาไวรัสจนเกิดการแพร่ระบาดไปทั่วโลก”

                ในจังหวะใกล้ๆ กันนั้นหนังสือพิมพ์ยักษ์ Bild ของเยอรมนี เรียกร้องให้ทางการจีนจ่ายเงินชดเชยแก่เยอรมนี 165,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 5 ล้านล้านบาท

                ด้วยข้อหาว่าไวรัสที่มาจากอู่ฮั่นได้สร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจเยอรมนีอย่างหนัก จีนต้องเยียวยาชดใช้

                ต่อมาสมาคมเฮนรี แจ็กสัน ของอังกฤษ ที่จะยื่นฟ้องจีนต่อศาลโลกในข้อหาเดียวกัน

                หลังจากทรัมป์ออกมาอาละวาด ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส และ รัฐมนตรีต่างประเทศ โดมินิก ราบบ์ ของอังกฤษ ก็ตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของข้อมูลของจีน

                ทั้งสองกล่าวหาว่าจีนได้ปกปิดข้อมูลในการรับมือการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ส่วนอื่นๆ ของโรคพลอยได้รับความเสียหายอย่างแรงด้วย

                เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่จีนปรับเปลี่ยนเกณฑ์การนับจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตกลับไปมาหลายรอบ

                จีนยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการนับผู้ป่วยและปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตในเมืองอู่ฮั่นเพิ่มขึ้น 50%

                นั่นย่อมทำให้เกิดความสงสัยคลางแคลงมากขึ้น

                แต่ปักกิ่งยืนยันนั่งยันว่าได้ทำทุกอย่างอย่างโปร่งใส และได้แบ่งปันข้อมูลกับองค์การอนามัยโลกมาตั้งแต่ต้น

                แต่ภาพเก่าตอนโรคซาร์สระบาดเมื่อ 17 ปีก่อนก็ยังหลอกหลอนคนในโลกไม่น้อย

                หลายคนยังจำได้ว่าในครั้งนั้นจีนปกปิดข้อมูลจนนาทีสุดท้าย

                มีเหตุเชื่อได้ว่าจีนขณะนั้นตั้งรับช้าจนซาร์สระบาดวงกว้าง คนตายมากกว่า 800 ราย และคนติดเชื้อทั่วโลกมีมากกว่า 8,000 ราย

                ผลพวงของโรคระบาดครั้งนี้นอกจากจะทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ระหว่างจีนกับตะวันตกแล้ว ที่น่ากังวลคือการเพิ่มขึ้นของกระแสชาตินิยม

                เห็นได้ชัดว่าแต่ละประเทศต่างเอาตัวรอดเฉพาะประเทศตัวเอง ทำนอง “ตัวใครตัวมัน” ไม่สนใจความเดือดร้อนของประเทศอื่น

                ถึงขั้นในช่วงหนึ่งยุโรปกันเองก็เริ่มตั้งคำถามว่าการคงอยู่ของสหภาพยุโรปมีประโยชน์อันใดหรือไม่หากเมื่อเกิดวิกฤติแล้วต่างคนต่างก็คิดแต่จะแก้ปัญหาของตัวเอง

                อีกทั้งยังดึงเอาอุปกรณ์ทางการแพทย์เอาไว้ใช้เอง ห้ามการส่งออกไปประเทศอื่นอีกด้วย

                อิตาลีเป็นตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนที่สุด

                เมื่อเผชิญกับการระบาดรุนแรงที่สุดในยุโรป อิตาลีขอความช่วยเหลือจากชาติตะวันตก รวมถึงกลุ่มอียูด้วยกัน แต่กลับถูกบอกปัด

                มิหนำซ้ำแต่ละประเทศต่างก็ปิดพรมแดน กักตุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ใช้เอง

                ที่น่าแปลกคือยุโรปไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จีนต่างหากที่ยื่นมือเข้าไปช่วยอิตาลีแทน

                แต่หากผู้นำยุโรปและสหรัฐ รวมหัวกันกดดันให้จีนรับผิดชอบและจ่ายค่าชดเชย จะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งที่หนักหน่วงมากขึ้น

                นอกจากสิ่งที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” หรือ globalization จะถูกฝังกลบลงแล้ว ยังอาจจะเกิดสงครามขยายตัวไปสู่การค้า, การลงทุน, ไซเบอร์และวัฒนธรรมอีกด้วย

                ไวรัสตัวนี้นอกจากจะคร่าชีวิตคนแล้ว อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งโลกให้กลายเป็นค่ายอีกรอบหนึ่งก็ได้.

 


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'