ส่องกล้องยุทธศาสตร์ ปรับตัวของจีนหลังโควิด-19


เพิ่มเพื่อน    

    การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (National People's Congress) ของจีนที่กำลังดำเนินอยู่ที่ปักกิ่งขณะนี้ มีความหมายสำคัญต่อโลกหลายประเด็น
    ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมือง, ความมั่นคง, เศรษฐกิจ และสังคม
    ตัวกระตุ้นที่สร้างผลกระทบหนักหน่วงที่สุดคือโควิด-19 ที่สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย มีผลกระทบไปทุกด้าน
    ทำให้ผู้นำจีนต้องตัดสินใจทำอะไรหลายด้านที่ไม่เคยทำมาก่อน
    เรียกมันว่า New Normal ระดับมหาอำนาจยุคใหม่ก็ไม่ผิดนัก
    ประเด็นหลักๆ ที่ผู้นำจีนรายงานต่อสภาประชาชนแห่งชาติครั้งนี้มีหลากหลายที่ควรแก่การเกาะติดและวิเคราะห์ต่อเนื่อง เช่น
    ด้านอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือ GDP นั้น จีนยกเลิกการกำหนดเป้าหมายการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ประจำปี 2020 
    โดยยืนยันที่จะเพิ่มการใช้จ่ายและการปล่อยกู้เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แม้ตัวเลขของเงินอัดฉีดฉุกเฉินจะมีเพียงประมาณ 2% เศษๆ ของจีดีพี แต่รัฐบาลจีนคงจะค่อยๆ เพิ่มตามความต้องการจริงที่ต้องประเมินกันตลอดเวลา
    รายงานของผู้นำจีนย้ำว่า แม้เศรษฐกิจขยายตัวติดลบในไตรมาสแรก แต่นั่นเป็น "ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่า" เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคระบาด เพราะชีวิตคนจีนมีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด
    มติที่สำคัญคือ การที่รัฐบาลจีนเตรียมออกพันธบัตรรัฐบาลสกุลเงินหยวน วงเงิน 1 ล้านล้านหยวน  (ประมาณ 1.41 แสนล้านดอลลาร์) 
    เป้าหมายคือ การระดมเงินเพื่อจัดการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
    เป้าหมายคือ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็ต้องทำเพราะต้อง "เอาให้อยู่"
    แม้ไม่กำหนดเป้าหมายอัตราโตเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลจีนก็กำหนดเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อหรือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สำหรับปี 2020 ไว้ที่ 3.5%  
    สำหรับสังคมจีนแล้ว เรื่อง "คนว่างงาน" เป็นตัวเลขที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
    โดยตั้งเป้าที่จะสร้างงานใหม่ในเขตเมืองมากกว่า 9 ล้านตำแหน่ง       
    ในขณะเดียวกัน รัฐบาลปักกิ่งก็เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจด้านการค้าระหว่างประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง
    หนึ่งในนโยบายหลักคือ เพิ่มบทบาทของเงินทุนต่างประเทศ
    และที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจปรับลดรายการธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน (negative  list) ลงด้วย
    เป็นการส่งสัญญาณไปทั้งโลกว่าจีนกำลังกลับมาทำธุรกิจกับทุกคนบนโลกใบนี้
    ที่ชาติตะวันตกจับตาอีกเรื่องหนึ่งคือ งบประมาณทางทหารของจีนในรายงานนี้  
    ผู้นำจีนรายงานต่อสภาว่าจะปรับอัตราการขยายตัวของงบประมาณด้านกลาโหมเพิ่มขึ้น 6.6% ในปีนี้
    มีคำอธิบายว่านี่เป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมา
    คือลดลงเมื่อเทียบกับงบทางทหารของปี 2019 ซึ่งอยู่ที่ 7.5%        
    ที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ เช่นกันคือสาธารณสุข
    จีนประกาศจะยกระดับการพัฒนาระบบสาธารณสุข โดยเน้นปรับปรุงระบบการรายงานโดยตรงและ  "การแจ้งเตือนล่วงหน้า" เกี่ยวกับโรคระบาดให้ทันท่วงทีกว่าที่ผ่านมา 
    โดยจะเพิ่มการใช้จ่ายในการพัฒนาวัคซีน เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีการทดสอบที่รวดเร็ว จะเพิ่มห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ และการจัดหาวัสดุฉุกเฉิน     
    ความมั่นคงทางอาหารก็กลายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะวิกฤติครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนภัยประเด็นนี้อย่างชัดเจน
    จีนบอกว่าจะสนับสนุนการผลิตด้านการเกษตร จะเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกมาตรฐานสูงอีก 5.33 ล้านเฮกตาร์ 
    ที่ต้องเพิ่มก็เพื่อให้มั่นใจว่า จีนจะสามารถจัดหาอาหารที่เพียงพอสำหรับประชาชน 1.4 พันล้านคนได้โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างชาติ
    ย้ำว่าต้องพยายามพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด...เพราะโควิด-19 ตอกย้ำให้เห็นว่าพอเกิดโรคระบาดใหญ่ ระบบการขนส่งหรือ logistics จะเป็นอัมพาตเกือบในทันที
    เมื่อจีนประกาศจะทำการเกษตรให้มีผลผลิตพอเพียงสำหรับคนทั้งประเทศ ไทยเราก็ต้องเริ่มประเมินสถานการณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ว่าตลาดสินค้าเกษตรของเราในจีนจะหดหายไปอย่างไรหรือไม่
    หนีไม่พ้นว่าจีนจะต้องเน้นความสำคัญของกองทัพ  
     มีการตอกย้ำว่า "กองทัพปลดแอก" ของจีนจะยึดถือความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC)  เหนือกองทัพ 
    รายงานของรัฐบาลต่อสภาย้ำถึงการปฏิรูปการป้องกันประเทศและกองทัพ และส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการป้องกันประเทศ
    อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือ การเดินหน้าตั้งเขตการค้าเสรี        
    โดยย้ำว่าจะจัดตั้งเขตการค้าเสรีและเขตคลังสินค้าทัณฑ์บนแบบบูรณาการแห่งใหม่ในพื้นที่ตอนกลางและตะวันตกของประเทศ
    อีกด้านหนึ่งคือ การให้ความมั่นใจต่อภาคธุรกิจเอกชน       
    โดยยืนยันเดินหน้าส่งเสริมการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาของภาคเอกชน 
    รายงานทางการย้ำว่า จะสร้างความเชื่อมั่นแก่ธุรกิจเอกชนในการสามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิต และการสนับสนุนด้านนโยบายได้อย่างเท่าเทียม 
    ที่ต้องไม่ลืมคือ เทคโนโลยีและการเดินหน้าสู่การปฏิวัติทางดิจิทัล       
    รายงานของรัฐบาลบอกว่า จีนจะเดินหน้าผลักดันแนวคิดริเริ่ม Internet Plus อย่างเต็มรูปแบบ  และสร้างจุดแข็งสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัล
    นี่คือภาพกว้างของยุทธศาสตร์จีนที่เราควรจะต้องติดตาม ศึกษา และนำมาปรับใช้กับการวางยุทธศาสตร์ของไทยอย่างใกล้ชิดและชาญฉลาด.


ก็น่าตกใจอยู่หรอก... จู่ๆ ทหารอเมริกันนับร้อยมานอนโรงแรมกลางกรุง แถมข่าวสารยังสับสน

'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?
ยิ่งกว่าสงครามเหลือง-แดง
'ข้อมูลใหม่กับคนเหนือดวง'