เศรษฐกิจต้องมนตร์ : ข่าวร้ายที่เป็นบทเรียนไปสู่ข่าวดี


เพิ่มเพื่อน    

    เมื่อวานได้เขียนถึงคำพยากรณ์ล่าสุดของหลายสำนัก...และมาสะดุดคิดตรงที่มีการประเมินว่าอัตราติดลบของจีดีพีไทยทั้งปีอาจจะเลวร้ายกว่าที่เราได้รับทราบกันมาตลอด
    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี (ไทย) ใส่ข้อมูลชุดล่าสุดเข้าไปในสมการวิเคราะห์แล้ว
    ได้ตัวเลข -8.9% สำหรับทั้งปี 2020
    ดร.อมรเทพบอกผมว่าเห็นตัวเลขนี้แล้วตัวเองยังตกใจด้วยซ้ำไป
    แต่ว่าทุกคนต้องมีความหวัง...เพราะไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ประเทศชาติก็ต้องเดินหน้าต่อไป
    การยอมรับความจริงเป็นจุดเริ่มต้นของการหาทางออกอย่างเป็นระบบ
    ผมเปรียบเทียบให้เห็นว่าตั้งแต่เกิดโรคระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา เราจะเห็นการตัดสินใจระดับประเทศของเราด้วยการฟังและวิเคราะห์ตามข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์จากคณะแพทย์ที่อยู่แถวหน้าของการทำสงครามกับ “ศัตรูที่มองไม่เห็น”
    วิธีการคิดและตัดสินใจนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลที่วิเคราะห์และประเมินด้วยหลักวิชาการ ไม่ให้ผลประโยชน์การเมืองหรือเฉพาะกลุ่มมามีอิทธิพลเหนือรัฐบาลจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
    ผมหวังว่านี่จะเป็นวิธีการกำหนดนโยบายระดับชาติของเราต่อไปในวันข้างหน้า
    นี่อาจจะเป็น “ข้อดี” บางประการท่ามกลาง “ข้อร้าย” ที่โควิดนำมาสู่ประเทศเราก็ได้
    ผมชอบที่ ดร.อมรเทพวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยเหมือนกำลังต้องเวทมนตร์จากไวรัสโควิด-19 


    “เศรษฐกิจไทยเราอาจจะเจอเวทมนตร์มากกว่าหนึ่งคาถา เวทมนตร์แรกคือตัวเจกลับข้าง หรือ Reversed J คือเศรษฐกิจไทยอาจลงลึก ลากยาว ฟื้นต่ำ คล้ายๆ กับตัวยู U แต่ด้วยกระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์ de-globalization ที่แต่ละประเทศหวังดึงเงินให้หมุนในประเทศ ไม่อยากให้ออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่เมื่อปัญหาโควิดคลี่คลายลง แต่ละประเทศโดยเฉพาะจีนจะอยากให้เน้นการท่องเที่ยวในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน ส่วนผู้ประกอบการก็อยากให้มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้า หรือรัฐบาลจะมีการสร้างแรงจูงใจให้ใช้สินค้าและวัตถุดิบในประเทศเพื่อส่งเสริมการสร้างงาน และฟื้นฟูภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ทำให้กำลังการผลิตตกต่ำ ซึ่งการจำกัดการเคลื่อนย้ายของทุนและแรงงาน ตลอดจนการท่องเที่ยวจะมีผลให้การใช้ทรัพยากรในประเทศขาดประสิทธิภาพ และทำให้เศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอาจกลับไปโตได้ต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤติโควิด 
    เวทมนตร์ที่สองคือ Avada Kedavra ซึ่งสำหรับคนที่ชื่นชอบเรื่อง Harry Potter จะรู้ดีว่ามันคือรูปแผลเป็นบนหน้าผากของแฮรี่ เป็นรูปคล้ายๆ สายฟ้าฟาด จะเอียงๆ อยู่ระหว่างตัว N และตัว Z เวทมนตร์นี้ใช้หลอก นักเศรษฐศาสตร์ที่มักมองโลกในแง่ลบ มองเศรษฐกิจกำลังเลวร้าย แต่สำหรับนักลงทุน เขากลับมองโลกในด้านบวก มองว่าเศรษฐกิจกำลังจะถึงจุดต่ำสุดในช่วงนี้ สถานการณ์กำลังคลี่คลายไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ติดเชื้อ และมองสภาพคล่องที่มีล้นประกอบกับราคาสินทรัพย์ที่ย่อลงอยู่ในระดับที่น่าสนใจในการลงทุน เราจึงเห็นราคาหุ้น และราคาสินทรัพย์ต่างๆ ทะยานกลับขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วหลังดิ่งลงมาในช่วงเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน เป็นภาพคล้ายๆ กับสายฟ้าฟาด นั่นเพราะนักลงทุนมองอนาคต ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์มองปัจจัยพื้นฐานภายใน ดร.อมรเทพบอกว่า ปัจจุบันเราจึงเห็นภาพผลกระทบจากโควิดในภาพที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราเห็นร่วมกันคือ 
    อนาคตจะสดใสกว่าปัจจุบัน และเราจะสามารถฝ่าฟันให้พ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ในไม่ช้า
    อย่างน้อยก็มีความหวังครับว่าวิกฤติครั้งนี้ให้บทเรียนเรามากมาย และ “ปลุกให้เราตื่นจากภวังค์” ได้อย่างดีเพื่อปฏิรูปวิถีปฏิบัติของเราอย่างจริงจังเสียที!.


คอยฟังนะครับ! กรณี "สั่งไม่ฟ้อง" วรยุทธ อยู่วิทยา หรือ "บอส เรดบูล" บัดนี้ คณะทำงานที่อัยการสูงสุดตั้งให้ตรวจสอบ "มีคำตอบ" แล้ว

บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?
ยิ่งกว่าสงครามเหลือง-แดง
'ข้อมูลใหม่กับคนเหนือดวง'
'ซื้อเวลาได้-ซื้อศรัทธาไม่ได้'