ผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2563 (รอบ 7 เดือน)


เพิ่มเพื่อน    

               

                สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีภารกิจหลักในการพิจารณาและจัดทำร่างกฎหมายตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย และพิจารณาเสนอความเห็นให้มีการแก้ไข ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมาย รวมทั้งช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐในการจัดทำร่างกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายที่ออกมาใช้บังคับเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อการบริหารราชการแผ่นดินและต้องไม่เป็นภาระหรือก่อให้เกิดความยุ่งยากต่อประชาชนหรือผู้ที่อยู่ในบังคับแห่งกฎหมาย

                 โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 รอบ 7 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2562 - เมษายน 2563) สำนักงานฯ ได้รับเรื่องจากคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานต่าง ๆ มาดำเนินการ รวมทั้งสิ้น จำนวน 935 เรื่อง และได้ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 970 เรื่อง

                 ในส่วนของการพิจารณา จัดทำร่างกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สำนักงานฯ ได้ดำเนินการตรวจพิจารณาร่างกฎหมายที่สำคัญและช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวไปแล้วกว่า 30 ฉบับและได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว อาทิ

                   1. พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญ คือ กำหนดให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้นำไปใช้จ่ายภายใต้แผนงานหรือโครงการเพื่อวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกำหนดวงเงินรวมไม่เกิน 1,000,000 ล้านบาท

                   2. พระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญ คือ เป็นการช่วยเหลือทางการเงินแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมกันดำเนินการดังกล่าว และให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยในการให้กู้ยืมแก่ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการเฉพาะคราวหรือรับซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินภายในวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 0.01 ต่อปี

                   3. กฎกระทรวงกำหนดจำนวนเงินหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยว พ.ศ. 2563 โดยมีสาระสำคัญในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เป็นการปรับปรุงจำนวนเงินหลักประกันที่ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะต้องวางหลักประกันต่อนายทะเบียนเพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และให้ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวซึ่งวางหลักประกันไว้ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ มีสิทธิได้รับคืนเงินหลักประกันหรือลดภาระหลักประกันตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารที่ได้วางไว้เกินจำนวนเงินหลักประกันที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ โดยการขอรับเงินคืนหลักประกันการประกอบธุรกิจนำเที่ยวจะไม่มีหมดเขต ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวสามารถยื่นคำขอได้ตามเวลาที่สะดวก ณ สำนักงานทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ทั้ง 6 สาขา ซึ่งครอบคลุมธุรกิจนำเที่ยวทุกจังหวัดทั่วประเทศ และผ่านทางไปรษณีย์ลงทะเบียน


เนี่ย.......... ด้วยตำแหน่ง "โฆษกรัฐบาล"! ถ้าจะตำหนิ "นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ก็ต้องตำหนิกันในเรื่องนี้แหละ คือเรื่องการใช้มาตรการควบคุมโควิดกับบุคคลต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศช่วงนี้

'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'