สรุป"ณัฏฐพล"โบ้ยการตัดสินใจว่าจะ ร่นเปิดเทอมเร็วขึ้นหรือไม่เป็นหน้าที่ ศบค.-สธ.


เพิ่มเพื่อน    

2มิ.ย.63-นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รายงานเรื่องการเตรียมความพร้อมการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้ ครม.รับทราบิว่าศธ.มีแนวทางปฏิบัติอย่างไรบ้าง ซึ่งขณะนี้ ศธ.ได้ดำเนินการระยะที่ 1 เตรียมความพร้อมเสร็จสิ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม  และเริ่มดำเนินการระยะที่ 2 การตรวจสอบความพร้อมการเรียนการสอนผ่านโทรทัศน์ดิจิททัลและระบบออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมถึงวันที่ 30 มิถุนายน โดยจะนำผลที่ได้ไปพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้หากเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคมแล้ว พบว่า การแพร่ระบาดของไวรัสพ้นวิกฤตจะจัดการเรียนการสอนตามปกติที่โรงเรียน โดยเว้นระยะห่างทางสังคม รวมถึงมีแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ซึ่งจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า  นอกจากนี้ตนยังแจ้งให้ที่ประชุม ครม.รับทราบด้วย ว่า หากสถานการณ์ของโรคกลับมาอยู่ในสภาวะไม่ปลอดภัยจนไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ที่โรงเรียน ก็อาจมีความจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนผ่านระบบทีวีและออนไลน์ ซึ่งในประเด็นนี้ศธ.สามารถบริหารจัดการได้ เนื่องจากเตรียมความพร้อมของระบบไว้หมดแล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ สำหรับครูผู้สอนในช่วงวิกฤตนี้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะ ศธ.ได้จัดสรรงบประมาณดูแลไว้แล้วไม่ว่าจะเป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้เพิ่มเติม
 
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอาจจะให้โรงเรียนที่มีความพร้อมได้เปิดภาคเรียนก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมนั้น  นายณัฏฐพล กล่าวว่า เรื่องนี้ ศธ.ไม่ได้เป็นผู้พิจารณาว่าจะร่นเวลาการเปิดโรงเรียนก่อนวันที่ 1 กรกฎาคมหรือไม่  ซึ่ง ศธ.มีหน้าที่นำมาตรการด้านความปลอดภัยจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งให้โรงเรียนทุกแห่งได้รับทราบถึงมาตรการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนว่าโรงเรียนแต่ละแห่งสามารถดำเนินการตามมาตการของ ศบค.และ สธ.ได้หรือไม่ โดยหากมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำตามมาตรการของ สธ.เช่น ไม่สามารถจัดห้องเรียนเว้นระยะห่างทางสังคมได้ 20 คนต่อห้อง เพราะห้องเรียนมีเด็กเกินกว่า 40 คนต่อห้อง เป็นต้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่  ดังนั้นจะต้องคิดแผนแนวทางแก้ปัญหานี้จะทำอย่างไรได้บ้าง


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'