เมื่อนายกฯ สิงคโปร์ต้องยอมรับ ว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก


เพิ่มเพื่อน    

    นายกรัฐมนตรีหลี่เสียนหลงของสิงคโปร์พูดจากับประชาชนครั้งล่าสุดยาว 22 นาที...ถือเป็นคำปราศรัยที่ตรงไปตรงมาและปลุกเร้าคนในประเทศมาร่วมต่อสู้เพื่อฟันฝ่าวิกฤติโควิดได้อย่างน่าสนใจ
    ผมนั่งฟังแกพูดตั้งแต่ต้นจนจบ ยอมรับว่าเขาทำการบ้านมาอย่างดี และเป็นคำปราศรัยที่มีเป้าหมายหลายด้านพร้อมๆ กันคือ
    ๑.รายการสถานการณ์โควิดต่อประชาชน
    ๒.วิเคราะห์สถานการณ์อย่างเปิดเผย ยอมรับนี่เป็นวิกฤติร้ายแรงที่สุดตั้งแต่ก่อตั้งประเทศมา
    ๓.ปลุกเร้าให้คนทั้งประเทศมาร่วมมือเพื่อฟันฝ่าวิกฤติครั้งนี้ด้วยการเรียกร้องให้ “อย่ากลัว, อย่าท้อ...เราต้องชนะพร้อมกัน”
    คำปราศรัยของเขาเป็นจุดเริ่มต้นของซีรีส์การออกอากาศ ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 20 มิถุนายน พูดเองทั้งภาษาอังกฤษ, จีนและบาฮาซา
    เป็นจังหวะที่คณะรัฐมนตรีของสิงคโปร์นำเสนอแผนในรายละเอียดเพื่อนำประเทศออกจากวิกฤติเศรษฐกิจอันหนักหน่วง
    แกเริ่มด้วยการรายงานว่า การต่อสู้กับโควิด-19 มีความคืบหน้าไปมาก ในชุมชนมีผู้ป่วยรายใหม่ลดลง ในหอพักแรงงานต่างชาติสถานการณ์มีเสถียรภาพ ระบบการดูแลสุขภาพของเราสามารถรับมือได้ดี 
    แกเน้นว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย สิงคโปร์ได้รักษาอัตราการเสียชีวิตอยู่ในระดับต่ำ – ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการตายที่ต่ำที่สุดในโลก
    เมื่อก้าวออกจาก Circuit Breaker หรือมาตรการเข้มข้นแล้วเพื่อให้เศรษฐกิจและสังคมเดินหน้าต่ออย่างปลอดภัย 
    แต่หลี่เสียนหลงก็เตือนว่า เมื่อผ่อนผันมาตรการแล้ว จำนวนผู้ป่วยจะเพิ่มขึ้นบ้างเช่นที่เคยเกิดขึ้นในประเทศอื่นๆ 
    นั่นอาจจะหมายถึง “คลื่นระลอกสอง” ที่น่ากลัว
    จึงขอให้ทุกคนรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลและล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน
    แต่นายกฯ สิงคโปร์ก็ยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ
    แกบอกตอนหนึ่งว่า
    “COVID-19 จะยังคงมีปัญหาอีกเป็นเวลานาน อาจใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี อาจนานกว่านั้นก่อนที่วัคซีนจะวางจำหน่ายอย่างกว้างขวาง”
    ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือว่า คนสิงคโปร์จะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับ COVID-19 ในระยะยาวอย่างที่เคยทำในอดีตกับโรคติดเชื้ออันตรายอื่นๆ เช่น วัณโรค 
    ผลกระทบทางเศรษฐกิจคือเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองและต้องพึ่งการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก
    แกบอกว่า “COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก รัฐบาลใช้เงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนธุรกิจเศรษฐกิจและการจ้างงาน แต่เราก็เจอกับการสูญเสียหลายหมื่นล้าน ตำแหน่งงานก็สูญหายไป ครอบครัวกำลังประสบปัญหา เราอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”
    หลี่เสียนหลงบอกว่า จีดีพีของสิงคโปร์มีแนวโน้มจะหดตัวลง 4-7 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ 
    ซึ่งเป็นการหดตัวทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดของประเทศนี้ 
    ผู้นำสิงคโปร์บอกว่ารัฐบาลได้เข้าแทรกแซงด้วยการฉีดเงินเกือบหนึ่งพันล้านเหรียญสิงคโปร์ หรือร้อยละ 20 ของ GDP 
    นั่นเป็นการแทรกแซงทางการคลังครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
    และยังบอกไม่ได้ว่าจะ “เอาอยู่” หรือไม่ 
    ของเขาต่างจากคนอื่นตรงที่ไม่ต้องกู้เงินมาอุ้มสถานการณ์ เพราะมีเงินสำรองที่เก็บออกเอาไว้ของรัฐบาล
    แต่กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าแม้จะอัดเงินก้อนใหญ่เข้าในระบบแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะยืนหยัดอยู่ได้ตลอดหรือไม่
    นี่คือการ “เปิดใจ” ครั้งสำคัญของผู้นำสิงคโปร์ที่รู้ว่าประชาชนไม่ได้เชื่อทุกอย่างที่นายกฯ พูด
    แต่หากพูดความจริง พูดจากใจ และไม่เสแสร้างแกล้งทำว่าสามารถทำสิ่งที่อยู่เหนือความเป็นไปไม่ได้ ก็อาจจะมีความรู้สึกร่วมมากพอที่จะเข้าร่วมกระบวนการแก้ปัญหาร่วมกันได้
    หลี่เสียนหลงสารภาพว่า แม้จะมีมาตรการเข้มข้นหนักหน่วงขนาดนี้แล้วก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่โดนแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอกได้
    เพราะสิงคโปร์ต้องพึ่งพาการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเป็นอย่างสูง 
    และเมื่อ COVID-19 ทำให้เกิดการชะลอตัวอย่างหนักเช่นนี้ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้
    ความจริงที่น่ากลัวสำหรับสิงคโปร์และประเทศอื่นๆ ก็คือจะหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะกลับไปเปิดกว้างและเชื่อมโยงอย่างที่เป็นมาไม่ได้
    อีกทั้งเมื่อการเคลื่อนไหวของผู้คนถูกจำกัดมากขึ้น การเดินทางระหว่างประเทศจะลดน้อยลงอย่างมาก อีกทั้งการตรวจสุขภาพและกักกันจะกลายเป็นเรื่องปกติ 
    “จะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปที่คุณจะบินไปเที่ยวกรุงเทพฯ หรือฮ่องกงในช่วงสุดสัปดาห์อย่างที่เคยทำได้...” หลี่เสียนหลงพูด
    ด้วยประโยคนี้ แกทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าเรื่องอะไรที่เคยทำได้อย่างสบายๆ และคล่องแคล่วจะกลายเป็นเรื่องยากเย็นไปอีกนาน
    พูดง่ายๆ คือทุกอย่างจะเปลี่ยนไป และจะไม่กลับมาเหมือนเดิม...อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ได้.
                (พรุ่งนี้ : ทางออกคืออะไร?)


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!