วิกฤติทดสอบคุณภาพของผู้นำ


เพิ่มเพื่อน    


    นายกรัฐมนตรีหลี่เสียนหลงของสิงคโปร์ไม่เพียงแต่จะ “รายงานประชาชน” ว่าสถานการณ์ Covid-19 ไปถึงไหน
    แต่ยัง “วิเคราะห์” และ “นำเสนอทางออก” พร้อมๆ กันไปด้วย
    ในคำปราศรัย 22 นาที เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เสร็จจากการรายงานสถานการณ์แล้ว ผู้นำสิงคโปร์ก็วิเคราะห์ให้คนทั้งเกาะได้รับรู้ว่า
    อะไรๆ จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
    ที่เคยคิดว่าประเทศนี้จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงินนั้น อย่านึกว่าจะกลับมาเหมือนเดิมโดยไม่ต้องทำอะไร
    ตรงกันข้ามทุกคนจะต้องร่วมมือกันสร้างประเทศกลับมาใหม่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากขึ้นกว่าเดิม
    “แต่เราต้องไม่กลัว ต้องไม่ท้อ” คือคำประกาศของหลี่เสียนหลง
    ผู้นำสิงคโปร์ประเมิน “จุดแข็ง” ของตัวเองว่า
    อันดับแรกคือจุดแข็งทางเศรษฐกิจและชื่อเสียงระดับนานาชาติที่สร้างขึ้นมานานหลายทศวรรษ 
    เป็นประเทศที่เชื่อมโยงอย่างมากกับกระแสการค้า การลงทุน เงินทุนและผู้คนทั่วโลก การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ อาจหดตัวลง แต่จะไม่หายไปทั้งหมด กระแสบางอย่างจะถูกเบี่ยงเบน หรือทำให้หดหาย 
    แต่ช่องทางใหม่อื่นๆ จะเปิดขึ้น 
    สิงคโปร์อยู่ในตำแหน่งที่เชื่อมโยงกับช่องทางและกระแสใหม่ๆ และสร้างธุรกิจและงานใหม่ๆ เพื่อทดแทนสิ่งที่สูญหาย 
    แต่ทุกคนต้องทำงานให้หนักขึ้นและฉลาดขึ้น
    ข้อสองคือ ได้เริ่มต้นเตรียมความพร้อมสำหรับความไม่แน่นอนข้างหน้า 
    สิงคโปร์ได้ลงทุนอย่างหนักเพื่อยกระดับพนักงานผ่าน SkillsFuture ทำให้เป็นดิจิตอลทั้งภาครัฐและเอกชน การสร้างนวัตกรรมและความสามารถในการวิจัยและพัฒนา 
    ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่าโลกจะเป็นอย่างไรหลังจากผ่าน COVID-19 
    จำเป็นต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจังยิ่งขึ้น
    ตัวอย่างเช่น เป็นที่รู้กันว่าธุรกิจจำนวนมากจะไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป 
    “เราจะสนับสนุนธุรกิจเหล่านี้ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจของพวกเขา หรือย้ายไปยังสาขาที่แตกต่างและมีแนวโน้มที่ดี เราจะทำการ reboot ระบบเศรษฐกิจของเราอย่างเป็นระบบ เรากำลังสร้างลิงก์การขนส่งและการค้าขึ้นใหม่...”
    เช่น Changi ได้กลับสู่เที่ยวบินขนส่งต่อไปแล้ว 
    และกำลังวางแผนการเดินทาง Green Reciprocal เพื่อการเดินทางที่ปลอดภัยไปยังประเทศจีนและประเทศอื่นๆ 
    กำลังทำให้โซ่อุปทานยืดหยุ่นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น กำลังกระจาย 
    หลี่เสียนหลงบอกว่าจุดแข็งประการที่สามคือ การมีโปรแกรมและแผนรับมือกับความท้าทาย
    ผมสนใจที่ผู้นำสิงคโปร์ระบุชัดเจนว่า คนกลุ่มไหนที่ต้องการความช่วยเหลือและแรงสนับสนุนจากรัฐบาล
     “เรามีความกังวลเป็นพิเศษเกี่ยวกับผู้ที่อยู่ในวัย 40 ปี และ 50 ปี ซึ่งมักให้การสนับสนุนเด็กและผู้ปกครองในเวลาเดียวกัน และมีภาระผูกพันทางการเงินที่จะพบกัน นอกจากนี้เรายังมีความกังวลเกี่ยวกับคนงานที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งอยู่ใกล้กับวัยเกษียณ ซึ่งต้องการทำงานเพิ่มอีกไม่กี่ปี เพื่อสร้างไข่ทำรังสำหรับผู้สูงอายุ คนงานที่มีรายได้น้อยซึ่งไม่ได้ออมมากนักจะถอยกลับ ผู้ประกอบอาชีพอิสระและอิสระที่มีความมั่นคงในการทำงานและรายได้น้อยลงในเศรษฐกิจ และผู้สำเร็จการศึกษาใหม่ ที่กำลังเข้าสู่ตลาดงานในปีที่ยากลำบากมาก”
    แผนช่วยเหลือคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มาในรูปการจ่ายเงินพิเศษของ Workfare โครงการช่วยเหลือรายได้ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ (SIRS), COVID-19 ให้การสนับสนุนและชุดงานและทักษะของ SGUnited แผนการเหล่านี้ทำให้ผู้คนสามารถทำงานต่อได้ และให้การสนับสนุนรายได้สำหรับชาวสิงคโปร์และครอบครัวนับล้าน
    นอกเหนือจาก COVID-19 และความท้าทายทางเศรษฐกิจ หลี่เสียนหลงบอกว่าสิงคโปร์ต้องบริหารจัดการปัญหาภายนอกและภายในประเทศที่สำคัญอื่นๆ  
    เช่น COVID-19 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนแย่ลง ซึ่งจะกลายเป็นเรื่องอันตรายสำหรับประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ 
    สิงคโปร์ต้องทำงานร่วมกับประเทศที่มีความคิดแนวเดียวกันเพื่อสนับสนุนการค้าเสรีและระบบพหุภาคี 
    หลี่เสียนหลงตอกย้ำว่าชาวสิงคโปร์ทุกคนจะมีโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะมีจุดเริ่มต้นในชีวิตอย่างไร จะได้รับการศึกษาที่ดี การดูแลสุขภาพและที่พักอาศัย
    “หากคุณล้มลง เราจะช่วยให้คุณลุกขึ้น จะช่วยให้คุณแข็งแกร่งขึ้น คุณมั่นใจได้ว่าคุณจะได้รับการดูแลในสิงคโปร์” ผู้นำสิงคโปร์บอก
    หลี่เสียนหลงย้อนความว่าสิงคโปร์ก่อเกิดท่ามกลางวิกฤติ 
    หลายประเทศไม่แน่ใจว่าเกาะเล็กๆ แห่งนี้จะอยู่รอดปลอดภัยได้อย่างไร
    ต่อมาอีกสองปี อังกฤษก็ประกาศถอนกำลังออกจากสิงคโปร์ 
    หลายประเทศก็เชื่อว่านั่นคือจุดจบของสิงคโปร์
    “เราพิสูจน์ทุกครั้งว่าคนที่ดูแคลนเรานั้นผิดทุกครั้ง คราวนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราต้องพิสูจน์ว่าเราจะฝ่าฟันวิกฤติตอนหนักหนานี้ได้อีกครั้งหนึ่ง” หลี่เสียนหลงยืนยัน
    ผมฟังคำปราศรัยวันนั้นของนายกฯ สิงคโปร์แล้วเห็นชัดเจนว่าความสามารถในการสื่อสารของผู้นำมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการมีวิสัยทัศน์ว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้คนทั้งประเทศพร้อมใจกันเดินไปข้างหน้าพร้อมๆ กันด้วยความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายด้วยกัน.


"เพนกวิน-รุ้ง-ไมค์-อานนท์" วันนี้คึกเขาน่าจะรู้...คึกวันนี้ แต่คุกพรุ่งนี้!เพราะเขาไม่ใช่เด็กแล้ว เป็นทนาย เป็นนักศึกษาปริญญาตรี-โท ยกเว้นนายไมค์ ศึกษาขยะศาสตร์ ในมหา'ลัยชีวิตจริง 

ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!