กมธ.กฎหมาย ไล่บี้ 'เนตร นาคสุข' แจงสั่งไม่ฟ้องคดีบอส ยินดีให้สอบเส้นทางการเงิน


เพิ่มเพื่อน    

13 ส.ค.63 - เมื่อเวลา 9.30 น. ที่ห้องประชุม 414 รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน ร่วมกับ กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรมหาชน และกองทุน ที่มีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ร่วมกันเป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องในการสั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือบอส มาชี้แจงต่อกมธ.เป็นครั้งที่ 3 หลังจาก 2ครั้งแรก ผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้โดยตรงไม่ได้มาชี้แจงด้วยตัวเอง ทำให้มีการเรียกเป็นครั้งที่ 3 หากไม่มา ทางกมธ.จะใช้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก

ในการประชุมครั้งนี้นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด คนที่สั่งไม่ฟ้องคดี นายวรยุทธ มาชี้แจงเป็นครั้งแรก ถือเป็นการปรากฏตัวครั้งแรกของนายเนตร ต่อสาธารณะชน นอกจากนี้ยังมีฝ่ายตำรวจที่ไม่เห็นแย้งคำสั่งอัยการ คือ พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร. มาชี้แจงคดีนี้ด้วยตัวเอง รวมทั้ง พนักงานสอบสวนในคดีนี้ และนายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความของ นายวรยุทธ พ.ต.อ.ธนสิทธิ์ แตงจั่น นักวิทยาศาสตร์ สบ. 4 กลุ่มงานตรวจเคมีฟิสิกส์ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน1 สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจก็มาชี้แจงด้วย

นายเนตร ชี้แจงว่า การพิจารณาสั่งไม่ฟ้องในคดีนี้ สั่งตามที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาทั้งหมด ไม่มีข้อเท็จจริงนอกสำนวน ดุลพินิจที่ไม่สั่งฟ้อง ไม่ได้สั่งนอกสำนวนอะไรเลย มีเอกสารหลักฐานระบุความเห็นในการสั่งไม่ฟ้องคดีไว้ชัดเจน เหตุผลที่สั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ เพราะได้พิจารณาทั้งสำนวนเดิมที่มีการสั่งคดีไว้อย่างไร ครั้งแรกอัยการมีการสั่งฟ้อง ตามความเห็นของ พ.ต.ท.ธนสิทธิ แตงจั่น (ยศในขณะนั้น)ที่บันทึกความเร็วไว้ที่ 177 กม./ชม. แต่เมื่อมีการสอบพยานใหม่หลังมีการร้องขอความเป็นธรรม พบว่าผู้ให้ความเห็นความเร็วรถคนเดิม คือ พ.ต.ท.ธนสิทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ  มาเปลี่ยนคำให้การ ว่าไม่ใช่ 177 กม./ชม. เพราะวิธีคิดไม่ตรงกัน เมื่อคำนวณจากวิธีใหม่ ทำให้ความเร็วเหลือแค่ 79 กม./ ชม. ถือว่าไม่เกินกฎหมายกำหนด ประกอบกับพยานอื่นมาสนับสนุน ทั้งผู้เชี่ยวชาญ เช่น นายสายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ยืนยันว่าความเร็วที่คำนวณจากภาพวิดีโอ  เร็วแค่เพียง 76 กม./ชม. ไม่ถึง 80 กม./ ชม.รวมทั้งมีพยาน 2 ปากที่ได้จากการสอบสวน ได้แก่ พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร และ นายจารุชาติ มาดทอง ให้การว่าความเร็วของนายวรยุทธ ไม่ถึง 80 กม./ชม. และพบว่าผู้ตาย เปลี่ยนเลนกะทันหัน จากเลนซ้ายสุด มาขวาสุด

นายเนตร กล่าวว่า เมื่อพยานให้การอย่างนี้ ความเร็วของรถนายวรยุทธ ไม่เกิน 80 กม./ชม. ถือเป็นเหตุสุดวิสัย เพราะฉะนั้นถือว่าหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนไม่พอฟ้อง นายวรยุทธ ในข้อหาความผิดฐานขับรถชนโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย จึงสั่งไม่ฟ้อง และเสนอไปยัง ผบ.ตร เพื่อให้ความเห็นชอบ ส่วนประเด็นที่นายวรยุทธ ร้องขอความเป็นธรรมมาหลายครั้ง ทำให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมใหม่จนต้องสั่งไม่ฟ้องนั้น ยืนยันว่าตามระเบียบอัยการไม่มีกำหนดว่าจะร้องได้กี่ครั้ง เพราะเป็นสิทธิของผู้ร้องทั้งฝ่ายผู้ต้องหา และผู้เสียหาย และการพิจารณาให้ความเป็นธรรมนายวรยุทธนั้น ก็มีการพิจารณามาเป็นลำดับชั้น กรณีนี้ ทางสำนักงานกฤษฎีกาของสำนักงานอัยการ เสนอมาว่าเห็นควรพิจารณาให้ความเป็นธรรม

นายเนตรยังกล่าวอีกว่า ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งรองอัยการสูงสุดจริงเมื่อวันที่ 11 ส.ค. ในฐานะเป็นคนสั่งคดีนี้ และสังคมก็กดดันสถาบันอัยการ ดังนั้นเพื่อความสบายใจของทุกคน จึงขอลาออกเพื่อรักษาภาพลักษณ์ขององค์กร ที่ทำหน้าที่รับราชการเป็นอัยการอยู่ในองค์กรนี้มาแล้ว 40 ปี

หลังจากนายเนตรชี้แจง กรรมาธิการ ได้รุมซักถามอย่างมากว่าคดีนี้มีการปั้นพยานขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งนายเนตร ชี้แจง ว่าพยานที่ปรากฎเป็นไปตามสำนวนการสอบสวน ของพนักงานสอบสวนทั้งสิ้น ไม่มีส่วนอื่นเกี่ยวข้อง

กมธ.ยังได้พยายามซักถาม เหตุผลที่รายงานของกมธ.กฎหมายฯสนช.เข้าไปอยู่ในสำนวนการสอบสวน นายเนตร ชี้แจงว่า กระบวนการร้องขอความเป็นธรรม เป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนนานแล้ว ตนมาในช่วงท้าย ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้มีการดำเนินการสอบสวนพยาน ไม่ทราบรายละเอียด ไม่สามารถไปให้ความเห็นหรือก้าวล่วงได้ ความเห็นของตน สนช.ก็เป็นผู้แทนประชาชนชน เมื่อผู้แทนประชาชนส่งเรื่องมาก็ต้องมีการพิจารณาและมีการสอบสวน ไม่ใช่เอาข้อมูลจากสนช.ยุคนั้นมาพิจารณาได้เลย กรณีนี้ก็มีการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนตามปกติ และตามกระบวนการสามารถร้องใหม่ได้

นายสมัคร เชาวภานันท์ ทนายความของนายวรยุทธ ชี้แจงเสริมว่า การขอความเป็นธรรมของนายวรยุทธ ที่มีต่อ สนช. ยืนยันว่า รายงานของกมธ.กฎหมายฯสนช. สอบสวน ที่ส่งให้อัยการ ปกติแล้วไม่ต้องนำเข้าสำนวนก็ได้ แต่ที่มีการนำรายงานของกมธ.กฎหมายฯสนช. เข้าไปในสำนวนนั้น เป็นเพราะหลังจากนั้น เห็นว่า ในการฟ้องคดีอาญาต้องนำสำนวนที่อยู่ในสำนวนของพนักงานสอบสวนเท่านั้นมาพิจารณา จึงได้ร้องขอความเป็นธรรมให้นำรายงานการสอบสวนของกมธ.กฎหมายฯสนช. เข้ามาเพื่อเป็นหลักฐานในสำนวน

ต่อมา นายสิระ ซักถามว่า สำหรับคดีนี้ประชาชนเกิดความสงสัยว่าพยานใหม่ เป็นพยานที่ช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือไม่ รวมทั้งคดีนี้มีการวิ่งเต้นหรือมีผลประโยชน์อยู่ที่ใครหรือไม่ นายเนตร ชี้แจงว่า นายจารุชาติ เป็นพยานตั้งแต่ต้น พล.อ.ท.จักรกฤช มาช่วงกลาง ซึ่งเป็นพยานที่เกิดจากการสอบสวนโดยชอบ ส่วนการพิจารณายืนยันว่าพิจารณาตามกระบวนการ  พิจารณาจากการสอบสวนทั้งสิ้น ไม่มีส่วนอื่นเกี่ยวข้อง

กมธ.ได้ซักถามว่า นายเนตรยินดีให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินหรือไม่ ซึ่งนายเนตร ยืนยันว่า ยินดีให้ตรวจสอบ เนื่องจากการพิจารณาคดี เป็นการสั่งคดีตามสำนวน ไม่มีเรื่องอื่นทั้งสิ้นเป็นคดีที่มาตามระบบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายเนตรชี้แจงเสร็จสิ้น ทางกรรมาธิการได้มีมติทำหนังสือเชิญ นายธานี อ่อนละเอียด ส.ว. ประธานกมธ.กฎหมาย สนช. และนายวรยุทธ โดยเฉพาะนายวรยุทธ ส่งเป็นหนังสือลงทะเบียน หากไม่มาชี้แจงอีกก็จะให้ พ.ร.บ.คำสั่งเรียก

ทั้งนี้ นายสมัคร ทนายความนายวรยุทธ ได้แจงว่า ผู้อำนวยการกองหนังสือเดินทางได้ยกเลิกหนังสือเดินทางของนายวรยุทธ ทำให้นายวรยุทธเดินทางมาชี้แจงไม่ได้ เนื่องจากหนังสือเดินทางหมดอายุ และอยู่ต่างประเทศ ไม่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย แต่ทาง กมธ.ยืนยันให้ส่งหนังสือเชิญไปตามภูมิลำเนา ถือว่าได้รับทราบแล้ว

ภายหลังชี้แจงเสร็จสิ้น นายเนตร ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ในทุกประเด็น กล่าวเพียงว่าภาพรวมได้ชี้แจงต่อ กมธ.ไปหมดแล้ว เมื่อถามว่า จะไปชี้แจงต่อคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกฎหมายที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน หรือไม่ นายเนตร กล่าวว่า ไปชี้แจงวันที่ 14 ส.ค. แต่ยังไม่ทราบเวลา และไม่ทราบรายละเอียดว่าเชิญไปชี้แจงอะไร


วิบากกรรม...."หมอเหวง" เพิ่งฝ่าสายฝนออกจากคุก ได้ ๒ วัน วานนี้กระเตง "ป้าธิดา" ไปเป็นเพื่อน ขึ้นศาลสืบพยานคดีชุมนุมปี ๒๕๕๒ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๑ ปีแล้วซินะ ยังวนเวียนอยู่กับคุก 

ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!
'ธนาธร-ปิยบุตร' ออกศึก