ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังคือหายนะ


เพิ่มเพื่อน    

 

       ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย การชนะเลือกตั้ง ชนะในรัฐสภาจำต้องมีเสียงข้างมาก ฝ่ายการเมืองหรือผู้ถืออำนาจการเมืองจะต้องหาเสียงสนับสนุนจากประชาชน เป็นหลักพื้นฐานประชาธิปไตย แต่นับวันประชาชนจะเบื่อหน่ายระบอบ ไม่เห็นว่าพวกถืออำนาจการเมืองแก้ปัญหาของพวกเขาได้จริง หรือใส่ใจพวกเขาจริง ผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนใหญ่ตกอยู่กับคนกลุ่มน้อย

                คนหันหลังให้การเมืองกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ถืออำนาจต้องแก้ ทำอย่างไรจึงจะผลักดันให้คนออกไปลงคะแนนเลือกตั้ง สนับสนุนพวกตน หนึ่งในวิธีการที่ใช้ได้ผลคือทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกความเป็นพวกมากกว่าคำนึงเหตุผล ผลที่ตามมาคือการแบ่งเป็นฝักฝ่ายชัดเจน เกิดการเผชิญหน้า ขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงอยู่เสมอ

                ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่ฟังดูดี ต่างมีแฟนคลับสมาชิกที่สนับสนุนแบบไม่ลืมหูลืมตา ขอเพียงฝ่ายตนชนะก็เป็นพอ มีการสร้างสถานการณ์ว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ หรือแพ้ไม่ได้

                ตามหน้าสื่อจะปรากฏข่าวการแบ่งขั้ว ความขัดแข้งระหว่างขั้วทุกวี่วัน เพราะฝ่ายค้านต้องบั่นทอนคะแนนนิยมรัฐบาลไปเรื่อยๆ พร้อมกับสร้างพลพรรค กล่อมเกลาให้เกลียดชังฝ่ายตรงข้าม สะสมกำลังพลให้มากพอจนแน่ใจว่าจะเป็นฝ่ายได้คะแนนเสียงข้างมาก ด้านฝ่ายรัฐบาลต่อต้านสุดฤทธิ์รักษาฐานเสียงของตน ความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อใกล้วันเลือกตั้ง (หรือพยายามให้เกิดล้มล้าง ถอดถอนผู้นำประเทศ ให้จัดตั้งรัฐบาลใหม่)

ย้อนหลังเลือกตั้งสหรัฐปี 2016 :

                โดนัลด์ ทรัมป์ แม้จะสังกัดพรรครีพับลิกัน แต่ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองอิสระ ไม่ใช่พวกชนชั้นปกครองของเดโมแครต หรือรีพับลิกัน คนอเมริกันตระหนักว่าทรัมป์มีข้อเสียมากมาย แต่ลงคะแนนให้เพราะคิดว่าท่านจะเป็นประธานาธิบดีที่รักคนอเมริกัน สามารถปฏิรูปประเทศได้จริง ไม่ใช่คำมั่นสัญญาที่ลอยมาและหายไปเหมือนประธานาธิบดีคนก่อนๆ

                หากเลือกฮิลลารี คลินตัน (สมัยเลือกตั้ง 2016) การเมืองจะเป็นเหมือนเดิม เพราะคิดว่าคลินตันคือตัวแทนของชนชั้นปกครองดั้งเดิม เมื่อการเมืองไม่เปลี่ยนก็ไม่ต้องคิดจะปฏิรูปด้านอื่นใดอีก

จอมเผด็จการทรัมป์ :

                ไม่นานหลังเริ่มบริหารประเทศ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามาแทบทุกวัน พวกเดโมแครตเรียกประธานาธิบดีทรัมป์ว่าเป็น “จอมเผด็จการ” (dictator) “กษัตริย์” (king) หรือไม่ก็ “ฟาสซิสต์” (fascist) ความหมายคำเหล่านี้ไม่แตกต่างกันในแง่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” มีหลักฐานมากมายชี้ไปที่คำเหล่านี้ ไม่ว่าจากนโยบายในประเทศหรือนโยบายต่างประเทศของทรัมป์

                แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) แกนนำพรรคเดโมแครต กล่าวว่า ถ้าเรายอมให้มีประธานาธิบดีแบบนี้เท่ากับปล่อยให้ระบบสาธารณรัฐล่มสลาย ยอมรับประธานาธิบดีที่เหมือนกษัตริย์ (president king) ผู้นำประเทศที่อยู่เหนือกฎหมาย ทำได้ก็ได้ตามใจชอบ การถอดถอนทรัมป์เป็นเรื่องการปกป้องประชาธิปไตย เพื่อประชาชน ทรัมป์คือภัยคุกคามประเทศ

                สังเกตว่าในขณะที่คนหนึ่งโจมตีนักการเมืองเดโมแครตว่าเป็นตัวแทนชนชั้นปกครอง พวกเดโมแครตจะตราหน้าทรัมป์ว่าพวกเผด็จการ ทำลายประชาธิปไตย

ต้องการรัฐบาลที่บริหารได้ดีมากกว่าเป็นประชาธิปไตย :        คนอเมริกันส่วนใหญ่ยอมรับว่าประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เป็นประชาธิปไตย ผลโพลเมื่อพฤศจิกายน 2019 ของ AP-NORC ระบุว่า คนอเมริกันร้อยละ 61 คิดว่าทรัมป์ไม่เคารพหลักประชาธิปไตย ในจำนวนนี้ร้อยละ 26 เป็นพวกรีพับลิกัน

                ผลโพลเดียวกันนี้ยังระบุอีกว่า ร้อยละ 85 ของพวกรีพับลิกันสนับสนุนให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีต่ออีกสมัย แม้หลายคนยอมรับว่าทรัมป์มีปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์ มักพูดเรื่องที่ผิดจากข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม คนที่สนับสนุนทรัมป์ยังชี้ว่าการ  “สู้เพื่อทรัมป์คือการสู้เพื่อประชาธิปไตย”

                สังเกตว่าพวกเดโมแครตบอกว่าทรัมป์ไม่เป็นประชาธิปไตย แต่พวกรีพับลิกันกลับชี้ว่าแบบทรัมป์นี่แหละประชาธิปไตย ... เป็นอีกความขัดแย้งใครกันแน่ที่เป็นประชาธิปไตย

                นักวิเคราะห์ Robert Boxwell มีความเห็นว่าแท้จริงแล้ว พวกที่เลือกทรัมป์จะดูว่าท่านดูแลเศรษฐกิจได้ดีเพียงใด ซึ่งหมายถึงเรื่องปากท้อง พวกเขายังสามารถใช้ชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ รัฐบาลจะเผด็จการหรือไม่ ไม่น่ากลัวเท่ากับความอดอยาก

                คนอเมริกันไม่แตกต่างจากทั่วไป คือสนใจเรื่องปากท้องเป็นหลัก เรื่องเศรษฐกิจคือเรื่องที่คนอเมริกันส่วนใหญ่ให้ความสำคัญอันดับ 1 ไม่แปลกใจที่ 2 พรรคใหญ่จะต้องออกนโยบายที่ “โดนใจ” มากที่สุด เสรีภาพประชาธิปไตยเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งแต่ไม่ใช่ทุกสิ่ง ความเป็นทรัมป์เป็นหลักฐานเรื่องนี้อีกครั้ง ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ระหว่างไบเดนกับทรัมป์ใครมีข้อเสียน้อยกว่า พูดให้ชัดคือ จะเลือกนักอำนาจนิยมทรัมป์หรือพรรคอำนาจนิยมเดโมแครต หรือกษัตริย์ทรัมป์กับราชวงศ์เดโมแครต

                ดีที่ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันยังมีการเลือกตั้ง แต่ตัวเลือกที่มีนั้นดีพอหรือไม่

                การเมืองอเมริกาในขณะนี้เหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมา เป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ขั้ว สู้กันอยู่เช่นนี้ไปเรื่อยๆ  ประชาชนต้องเลือกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพราะระบบการต่อสู้ทางการเมืองชักนำให้อยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงมีคนที่รักทรัมป์แบบหัวปักหัวปำกับฝ่ายที่ต่อต้าน หรืออธิบายอีกอย่างว่านี่คือต่อสู้ตามระบอบประชาธิปไตยตราบเท่าที่ยังอยู่ภายใต้กฎหมาย

                มองในกรอบกว้างขึ้น ส.ส. ส.ว. ของ 2 พรรคใหญ่ พวกผู้มีอำนาจบารมีในระบบได้ประโยชน์และเป็นเช่นนี้มาเนิ่นนาน เลือกตั้งอีกกี่รอบก็จะเป็นเช่นนี้ ... นี่คือประเด็นที่ต้องสนใจไม่น้อยกว่าตัวผู้นำประเทศเพียงคนเดียว

ประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังคือหายนะ :

                ระบอบประชาธิปไตยให้คนที่คิดต่างชอบต่างอยู่ด้วยกันได้ แต่หากใช้เสรีภาพโดยไม่เคารพเสรีภาพคนอื่น ไม่ตั้งอยู่บนกฎกติกา ระบอบจะค่อยๆ ทำลายตัวเอง 2 คนที่ไม่อยากอยู่ด้วยกันอีกมักลงเอยด้วยการแยกย้ายกันไปในที่สุด  ประชาธิปไตยไม่ประกันว่าชาติจะรวมเป็นหนึ่งเดียวตลอดไป

                หลักสำคัญคือหากจะอยู่ดีมีสุขอย่างถาวรคนในชาติต้องมีใจปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกัน แบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรมที่สุด มีผู้นำ คณะผู้ปกครองที่ทำงานเพื่อปวงชนจริงๆ

            นักเมืองทุกคนรู้ดีว่าประเทศจะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าคนในประเทศต้องเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่บางคนเพียงเพราะต้องการเอาชนะ ใช้ทุกวิถีทางแม้กระทั่งหว่านความเกลียดชัง สร้างความแตกแยก หลอกล่อด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น เพื่อดึงคนไปเป็นพวก การเมืองจึงวนเวียนอยู่ในวังวนเดิม สร้างสถานการณ์ผลักดันให้คนไปเลือกตั้ง แต่สังคมยังคงเหลื่อมล้ำและปัญหาหมักหมม ประชาชนคนส่วนใหญ่คือเหยื่อของระบอบการเมืองเช่นนี้ ไม่ว่าจะเรียกมันด้วยชื่อใด

                หากไม่ยับยั้งไว้ พัฒนาขั้นสุดท้ายคือสงครามกลางเมือง แบ่งแยกดินแดน และอย่าคิดว่าจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ เพราะอาจเป็นโอกาสให้ต่างชาติเข้าแทรกตักตวงผลประโยชน์ ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย เช่น อดีตเวียดนามหรือกับใต้ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ประชาชนล้มตายในสงครามนับสิบล้าน และอีกหลายล้านที่กลายเป็นผู้อพยพลี้ภัย หรืออิรัก ซีเรีย ลิเบียในปัจจุบัน

                หลักฐานข้อมูลมีมากมาย เปิดใจให้กว้างแล้วจะค้นพบความจริง

                ทุกรัฐบาลที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจะพูดว่าประเทศเป็นประชาธิปไตย มีเสรีภาพภายใต้กฎหมาย แต่หากเป็นเสรีภาพเทียมผลที่ตามมาคือประชาชนจะรู้สึกแปลกแยก ไม่คิดว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่เพื่อตนเองมากพอ ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเมืองผ่านสถาบันการเมืองที่มีอยู่ คนจะหันไปหาทางอื่นเพื่อแสดงออก มีส่วนร่วมทางการเมืองในช่องทางอื่นๆ ที่ระบอบไม่มีให้ หรือไม่เอื้ออำนวยมากพอ

                ในขณะเดียวกันเป็นไปได้ว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งไม่สามารถชนะภายใต้วิถีที่กำหนด จึงหันไปใช้วิธีอื่นๆ เพื่อหวังเอาชนะให้จงได้

                ความคิดเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ การแข่งขันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ ประชาธิปไตยที่ทำลายตัวเองย่อมไม่อาจเรียกว่าประชาธิปไตยแท้ เพราะระบอบการปกครองนี้มีเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขยั่งยืน ระบอบหรือสังคมที่บั่นทอนทำลายตัวเองย่อมต้องมลายตายจากไปในที่สุด มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วมากมาย.

----------------------------

ภาพ : โจ ไบเดน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโคแครต

ที่มา : https://www.facebook.com/joebiden/photos/a.10150618068541104/10155901047381104

----------------------------

 


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน