'อรรถพล' หวั่นคกก.อัยการหมดเขี้ยวเล็บ หลังเสียงส่วนมากไม่เห็นชอบตั้งอนุฯสอบ 'เนตร'


เพิ่มเพื่อน    

18 ส.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างหนังสือของนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ที่เสนอตั้งคณะอนุกรรมการสอบดุลยพินิจนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด กรณีสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ซึ่งในการประชุม ก.อ.ครั้งที่ 8/2563 วันนี้ มีมติเสียงส่วนมากไม่เห็นชอบให้ตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวนั้น มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

เรียน ก.อ. ด้วยกรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา โดยนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน และเป็นที่สนใจและวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการทั้งหมดที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ อันอาจมีผลกระทบต่อการดำรงตนและสถานะของพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือต่อประชาชนและสังคมตลอดมาได้ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีนี้ให้ได้ข้อยุติ เพื่อพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลที่เกี่ยวข้องต่อไป

อำนาจหน้าที่ของ ก.อ. เกี่ยวกับกรณีนี้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 248 ที่กำหนดว่า “องค์กรอัยการมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็ว เที่ยงธรรม และปราศจากอคติทั้งปวง และไม่ให้ถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง

การบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่นขององค์กรอัยการให้มีความเป็นอิสระ โดยให้มีระบบเงินเดือนและค่าตอบแทนเป็นการเฉพาะตามความเหมาะสม และการบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยประธานกรรมการ ซึ่งต้องไม่เป็นพนักงานอัยการ และผู้ทรงคุณวุฒิบรรดาที่ได้รับเลือกจากพนักงานอัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบุคคลซึ่งไม่เป็นหรือเคยเป็นพนักงานอัยการมาก่อนสองคน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

กฎหมายตามวรรคสามต้องมีมาตรการป้องกันมิให้พนักงานอัยการกระทำการหรือดำรงตำแหน่งใด อันอาจมีผลให้การสั่งคดีหรือการปฏิบัติหน้าที่ไม่เป็นไปตามวรรคสอง หรืออาจทำให้มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวต้องกำหนดให้ชัดแจ้งและใช้เป็นการทั่วไป โดยจะมอบอำนาจให้มีการพิจารณาเป็นกรณีๆ ไปมิได้”

พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 17 ในกรณีที่พระราชบัญญัตินี้กำหนดให้เป็นไปตามที่ ก.อ.กำหนด ให้ ก.อ. ทำเป็นระเบียบข้อกำหนดหรือประกาศตามที่เห็นสมควร ระเบียบ ข้อกำหนด และประกาศของ ก.อ. ตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา 30 นอกจากอำนาจและหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น ให้ ก.อ. มีอำนาจและหน้าที่ดังต่อไปนี้ (8) พิจารณาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยข้าราชการฝ่ายอัยการ และการสั่งให้ข้าราชการฝ่ายอัยการออกจากราชการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ (10) แต่งตั้งอนุกรรมการบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ ก.อ. มอบหมาย

มาตรา 82 การดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยสำหรับอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของ ก.อ. ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.อ. กำหนด

การที่ อสส. ตั้งคณะทำงานชุดท่าน สมศักดิ์ บุญทอง เป็นประธานเพื่อตรวจสอบความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธฯ ของ ร.อสส. (นายเนตรฯ) เป็นการตั้งตามอำนาจหน้าที่ในส่วนของ อสส. ตามพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 27 แม้ขณะนี้ยังไม่มีการออกและประกาศระเบียบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยสำหรับอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด

แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 248 วรรคสาม กำหนดให้การบริหารงานบุคคลเกี่ยวกับพนักงานอัยการต้องดำเนินการโดยคณะกรรมการอัยการ ดังนั้นการตั้งอนุกรรมการหรือคณะบุคคลเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธฯ ของรอง อสส. (นายเนตรฯ ) แล้วรายงาน ก.อ. ทราบเพื่อพิจารณาต่อไป สามารถตีความได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีทั้งการกำหนดอัตรากำลังการแต่งตั้งโยกย้ายดำเนินการทางวินัยและการสั่งลงโทษ และรวมถึงการพิจารณาและดำรงตนที่เหมาะสมทั้งทางส่วนตัวและหน้าที่การงานของพนักงานอัยการ การปฏิบัติงานที่เหมาะสมถูกต้องของพนักงานอัยการด้วย

เหตุผลอีกประการหนึ่งที่เรื่องนี้ ต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของ ก.อ. โดยตรง คือหากกรณีข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปเป็นอัยการสูงสุดเป็นผู้ถูกกล่าวหา หากตีความว่า ก.อ. ไม่มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบพิจารณาในเบื้องต้นก่อนตัดสินใจว่าควรจะดำเนินไปทางใดทางหนึ่ง ต่อไปภายในองค์กรอัยการเอง เช่น ยุติเรื่องก่อนที่จะเข้าไปสู่กระบวนการดำเนินการทางวินัย หรือมีมูลต้องดำเนินการต่อไป จะทำให้ ก.อ. ไม่มีอำนาจหน้าที่ในเบื้องต้นที่จะพิจารณาก่อนว่าควรดำเนินการทางวินัยกับอัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดหรือไม่ จะทำให้องค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อองค์กรอัยการ

เมื่อมีการแต่งตั้งอนุกรรมการหรือคณะบุคคลดังกล่าวโดย ก.อ. แล้ว ขณะเดียวกันเร่งพิจารณาออกระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุด แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป เพื่อพร้อมสำหรับการใช้หากมีความจำเป็น

ดังนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น กรณีการสั่งไม่ฟ้องคดีนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา โดยนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ก.อ. จึงมีความจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นกรณีนี้ เพื่อให้ได้ข้อยุติแล้วรายงานผลพร้อมความเห็นของอนุกรรมการหรือคณะบุคคลต่อ ก.อ. ว่าควรจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามอำนาจหน้าที่ของ ก.อ. หรือควรยุติเรื่อง 

หาก ก.อ. เห็นว่าไม่ควรตั้งอนุกรรมการหรือคณะบุคคล ต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมอธิบายต่อสาธารณชนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่ออนุกรรมการที่มีการเสนอ ประกอบด้วย 1.นายสหายทรัพย์ สุนทรกุล ประธานอนุกรรมการ  2.นายถาวร พานิชพันธ์ อนุกรรมการ 3.นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล อนุกรรมการ 4.นายภราดร ศรีศุภรางค์กุล อนุกรรมการ 5.นายมนัส สุขสวัสดิ์ อนุกรรมการและเลขานุการ โดยให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจหน้าที่ 1.ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด ในกรณีมีความเห็นและคำสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธฯ ของ รอง อสส. (นายเนตรฯ ) ให้ได้ข้อยุติเบื้องต้น ว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม ด้วยความระมัดระวังมิให้เสียหายแก่ราชการ รวมทั้งถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการแล้วหรือไม่เพียงใด

2.เสนอแนะแนวทางเกี่ยวกับการพัฒนาหรือปรับปรุงการบริหารงานบุคคลของพนักงานอัยการที่มีผลเกี่ยวเนื่องมาจากกรณีตามข้อ 1.

3.เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจเรียกบุคลากรในสำนักงานอัยการสูงสุดมาให้ถ้อยคำและขอเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จากหน่วยงานในสำนักงานอัยการสูงสุด รวมทั้งการเชิญขอความร่วมมือหรือขอเอกสารต่างๆ จากบุคคลภายนอกหรือหน่วยงานอื่นๆ ตามที่เห็นสมควร

4.เสนอรายงานผลการตรวจสอบพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2 ต่อ ก.อ. เพื่อประกอบการพิจารณาโดยเร็วต่อไป

สำหรับรายชื่อ ก.อ.ทั้ง 15 คน ประกอบด้วย นายอรรถพล ใหญ่สว่าง ประธานกรรมการอัยการ, นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด รองประธานกรรมการอัยการ, นายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด, นายสมศักดิ์ ติยะวานิช รองอัยการสูงสุด, นายสาวิตร บุญประสิทธิ์ รองอัยการสูงสุด, นายสุริยะ แบ่งส่วน รองอัยการสูงสุด, ร้อยโท ไชยา เปรมประเสริฐ รองอัยการสูงสุด กับในส่วน ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิ มีนางพิมพร โอวาสิทธิ์, นายไพรัช วรปาณิ, นายประสาน หัตถกรรม, นายกิตติ ไกรสิงห์, นายชาตรี สุวรรณิน, นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม, นายสิงห์ชัย ทนินซ้อน และนายชาติพงษ์ จีระพันธุ  

ในการประชุม ก.อ.วันนี้ ผู้ที่มีความเห็นให้ตั้งอนุกรรมการตรวจสอบมี 5 คน ประกอบด้วย นายอรรถพล ประธาน, นายชาติพงษ์ จีระพันธุ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจฯ, นายไพรัช วรปาณิ, นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาธนบุรี, นายชาตรี สุวรรณิน ในส่วนอีก 10 คนที่เหลือจะเป็นผู้ที่ไม่ออกเสียงและไม่เห็นชอบในการตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าว ซึ่งขณะพิจารณาประเด็นนี้นายเนตรต้องออกจากห้องประชุม


"น้องเทนนิส" เหมือนฝนหยดมาเม็ดกลางใจแล้งพี่น้องไทยในภาวะระงมโควิด! เธอกับคณะ ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือ "โค้ชเช-ชัยศักดิ์" บินมาลงที่สนามบินภูเก็ตเช้าวาน (๒๖ ก.ค.๖๔) ท่ามกลางคณะต้อนรับพองาม

"น้องเทนนิส"ของคนไทย
"กฎหมายกับกองโจร"
จุฬาฯ"เน่าที่หน่อหรือราก?"
'เจาะเวลาหาจุดจบโควิด'
"เชียงใหม่ แซนด์บ็อกซ์"
"สงครามข่าว"ที่มองข้าม