‘อรชร เชิญยิ้ม’เผยเคยคิดสั้น ไม่โกรธโดนล้อเป็นตุ๊ดตอนแก่!


เพิ่มเพื่อน    

 

          ชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร สำหรับตลกหนุ่ม อรชร เชิญยิ้ม ที่มาเปลือยชีวิตผ่านรายการ คุยแซ่บShow ถึงเรื่องราวในวันวานที่เคยคิดสั้นเพราะผู้หญิง เผยเคยมีเมียมาแล้ว 2 คน มีลูกด้วยกันหนึ่งคน ก่อนเปิดตัวว่าเป็นสาวประเภทสอง

          “สมัยก่อนเข้าวงการพี่ชรลำบากมาก ลำบากแบบต้องรับจ้างแบกปุ๋ย แล้วหาบข้าวบ้าง ได้เงินวันละ 100 ไปนั่งกรอกน้ำยาย้อมผมอินทรีย์มือพองหมด ก็ทำจนไม่ไหวแล้ว ก็มีสมัครลิเก เขาให้เป็นพระเอก 2-3 ปี แล้วมาเจอน้านง เชิญยิ้ม เขาเป็นหัวหน้าคณะโชเล่ย์ ดาวร้าย เขาก็เอาไปเล่นในคณะเขา ได้เข้าสู่วงการบันเทิงเล่นละคร ก็น้ากล้วยเป็นคนนำทาง ชี้ทาง ตัดผม จากเมื่อก่อนชรผมยาว แล้วชื่อน้ากล้วยเป็นคนเปลี่ยนให้ เมื่อก่อนชื่อทับทิมทอง แล้วน้ากล้วยถามมึงเป็นหรือเปล่า เราก็บอกเขาว่าก้ำกึ่ง เขาบอกถ้างั้นมึงชื่ออรชร ดีกว่า

          อยู่ๆไปก็หลังให้วงการคือไปแต่งงานกับผู้หญิง เจอกันที่งาน ก็ชอบกัน คนเราพอใจเผลอความใกล้ชิด เขาดีกับเรา ตอนนั้นเจอปุ๊บก็แต่งงานเลย มีลูก 1 คน ลูกสาวตอนนี้เรียนอยู่สารพัดช่าง ปี2 แล้ว ลูกอยู่กับย่า เราก็เทียวไปเทียวมาวันไหนไม่มีงานก็จะไปอยู่บ้าน อยู่กับครอบครัว

          ก่อนจะเข้าวงการเคยชอบผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง โดยที่พ่ออยากให้มีครอบครัวอยากให้มีเมีย เราก็อยากทำให้พ่อสมหวัง แต่ใจเราตอนนั้น คิด 60/40 จะมีดีไหม แต่หันมาทางแม่ พอพ่อบอกว่าไปขอทางผู้หญิง แต่แม่พูดว่ามึงอยากให้ลูกมึงแต่งเหรอ อยากให้ลูกมีเมียเหรอ ถ้าอยากให้มีเมีย มึงหาเลี้ยงกูได้ไหม พ่อ กับ แม่ทะเลาะกัน งั้นไม่แต่งแล้ว พอบอกไม่แต่งปุ๊บ อีกวันนึงก็เลยกินยาฆ่าตัวตาย ตอนนั้นเสียใจกับความรัก เสียใจที่ไม่ได้แต่ง เพราะเราชอบเขา ทุกเทศกาลเราจะไปยืนอยู่หลังบ้านเขา ส่งของขวัญให้ วันวาเลนไทน์ก็ส่งดอกกุหลาบให้ บ้านเขาจะทำเครื่องเสียง เราก็ไปแบกตู้ลำโพง ยกของ แต่ตอนนี้เขามีครอบครัวแล้ว

 

 

          กินยาตายเลย ก็ล้างท้องทัน แต่ถ้าใครคิดจะฆ่าตัวตาย จะกินยาตาย อย่านะ ขนาดจมูกใหญ่ๆ สายยัดเข้าไปจนเจ็บ อย่าทำเลย แล้วความรู้สึกของเราคิดว่าไม่ควรตายแล้ว ทำยังไงก็ได้ช่วยเหลือทางบ้านดีกว่า ก็ตั้งแต่นั้นมาก็หนีออกจากบ้านเลย เพื่อมาหางานทำในกรุงเทพฯ ก็มีกระเป๋าใบหนึ่ง ชุดลิเกเล็กๆน้อยๆ ก็มาเล่นลิเกในกรุงเทพฯ ดีเราไม่ตาย ได้มาเจอน้ากล้วย ได้มาเจอพี่หม่ำ ได้เล่นหนังพี่หม่ำด้วย เราก็ดีขึ้นทุกวันนี้ ตอนนั้นเรื่องที่แจ้งเกิดคือ วงคำเหลา เล่นเป็นกะเทย

          รู้ตัว 100% ว่าไม่ได้ชอบผู้หญิงตั้งแต่มาอยู่กับน้ากล้วยนี่แหละ มาอยู่ปุ๊บแล้วได้ออกงาน ยิ่งได้ออกสื่อมากๆ แล้วมีผู้ชายมาชมว่าน่ารัก ผมชอบคุณ ความรู้สึกเราแบบฉันสวยขึ้น แล้วไม่ควรมองผู้หญิงแล้ว มองได้เหมือนกันคือเพื่อนสาว แต่ผู้ชายคือแฟนเลย ปล่อยตัวเป็นอย่างนี้เลย แล้วคำพูดของพ่อคำนึงที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ตรงนี้ได้ คือคำว่าเฮ้ย...อย่าว่าลูกกูเป็นตุ๊ดนะ เพราะทุกบาททุกสตางค์ที่กูมีกิน มีใช้เพราะตุ๊ดนะ

          มีคนมาบูลลี่เราก็เยอะนะ ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ บางทีเข้ามาคอมเมนต์ บางคำก็แรง เราก็ส่งรูปหัวใจไป คือไม่สนใจ ถ้าสนใจเราก็เครียด ถือว่าเอาคำที่เขาว่าเราเป็นสะพาน เป็นบันได แล้วเดินไปเรื่อยๆ แล้วทุกคนที่ว่าเรากลับมาคุยกับเราว่าเป็นกันเองเยอะ ดีจังเลย ไม่หยิ่ง

          เราอธิบายกับลูกว่ายังไงเหรอ ตอนแรกก็ยังไม่กล้าคุย เขามีอะไรเขาจะไม่ค่อยคุยกับเรา เขาจะสื่อสารทางย่า ทางอา จนเขาเรียนสูงขึ้น เพื่อนเขาก็จะถาม วันแม่เขาไม่มีแม่ แล้วพี่สาวก็ไม่ว่าง เราไปเองดีกว่า แต่งตัวผู้หญิงเลย คนก็จำเราได้ คือมันโดดเด่น เพราะว่ามนุษย์จริงๆก็ไม่กล้าแต่งแบบนี้หรอกค่ะ ไปปุ๊บเขาก็ยิ้มแบบดีใจ จนทุกคนถาม เราก็บอกว่าเนี่ยลูกสาว จนลูกขึ้นปี1 ไปเรียนสารพัดช่าง จนอาจารย์เขาให้ผู้ปกครองมีไลน์คุยกัน แล้วอาจารย์บอกกับลูกสาวจะให้เรียกพ่อหรือเรียกแม่ดี แล้วลูกสาวก็มาเล่าให้ฟัง เขาก็บอกว่าดีจังมีทั้งพ่อ ทั้งแม่”

 


ป๊อบแป๊บ "ไทยโพสต์" ๒๕ ปี ไม่ถือว่านาน แต่การที่ต้องอีโหลกโขลกเขลกกว่าจะผ่านในแต่ละปี นั่นแหละ ทำให้รู้สึกว่า ๒๕ ปี โอ้โห...นานเหลือเกิน!

'เจรจา'...จะ 'เจรจากับใคร'?
เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ