ระเบิดการเมืองลูกใหม่หล่นใส่ทรัมป์


เพิ่มเพื่อน    

      หนังสือเล่มนี้วางแผงเมื่อวานที่อเมริกา...เป็นระเบิดทางการเมืองลูกล่าสุดสำหรับโดนัลด์ ทรัมป์...เพียงไม่ถึง 7 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

                เหตุที่เป็นระเบิด เพราะทรัมป์โดนนักข่าวรุ่น Watergate จับผิดได้คาหนังคาเขา!

                เป็นการเปิดโปงโดยฝีมือของนักข่าวคนดัง Bob Woodward

                เทปเสียงสัมภาษณ์ทรัมป์ระบุชัดว่า เขาบอกว่าโคโรนาไวรัสตัวนี้ “น่ากลัว” และ “ร้ายแรงกว่าหวัดธรรมดามาก”

                ย้อนกลับไปในเวลาเดียวกันนั้น (วันสัมภาษณ์คือ 7 กุมภาพันธ์ปีนี้) ทรัมป์บอกกับประชาชนคนอเมริกันว่า “ไม่มีอะไร โควิดตัวนี้เป็นแค่หวัดธรรมดา เดี๋ยวมันก็หายไปเอง...อย่าไปเชื่อคนที่มาทำให้เรากลัวเกินเหตุ”

                เห็นได้ชัดว่าทรัมป์รู้ว่ามันร้ายแรง แต่ปิดบังอำพรางความจริงจากประชาชน จงใจมดเท็จอย่างปฏิเสธไม่ได้

                ทรัมป์ยอมรับกับ Woodward ว่าเขาพยายามจะพูดให้เรื่องนี้เบากว่าความเป็นจริง (play it down)

                เพราะประโยคที่ทรัมป์บอกนักข่าวคือ

                “This is deadly stuff. You just breathe the air and that’s how it’s passed.”

                แปลว่าทรัมป์รู้ว่ามันเป็นเชื้อไวรัสที่ร้ายแรงและน่ากลัว และแพร่ผ่านทางอากาศได้ “แค่หายใจเข้าก็แพร่เชื้อได้แล้ว”

                ข้อความที่สะท้อนความเป็นนักการเมืองเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว โกหกสาธารณชนได้หน้าตาเฉยอย่างนี้จะมีผลต่อการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน มากน้อยแค่ไหนจะได้รู้กัน

                ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ Woodward (นักข่าวชื่อดังจากผลงานสืบสวนสอบสวนคดี Watergate) จนประธานาธิบดีนิกสันต้องลาออก สำหรับหนังสือเล่มใหม่ของเขาทั้งหมด 18 ครั้ง

                หนังสือเล่มใหม่นี้ชื่อ Rage (ดุดันร้อนแรง)

                อีกประโยคหนึ่งในการให้สัมภาษณ์นั้น ทรัมป์บอกว่า

                And so that’s very tricky one. That’s a very delicate one. It’s also more deadly than even your strenuous flus.”

                แปลว่าทรัมป์ยอมรับว่าไวรัสตัวนี้เป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” และน่ากลัวกว่าหวัดที่รุนแรงก่อนหน้านี้

                แต่หากย้อนกลับไปตรวจสิ่งที่ทรัมป์พูดในที่สาธารณะในช่วงนั้น จะเห็นว่าเขาบอกประชาชนไปอีกทางหนึ่งโดยสิ้นเชิง

                สามวันหลังจากที่ให้สัมภาษณ์ Woodward วันนั้น ทรัมป์ให้สัมภาษณ์พิธีกรชื่อ Trish Regan ของFox Business ว่า

                “We’re in very good shape. We have 11 cases. And most of them are getting better very rapidly. I think they will all be better.”

                แปลว่า ทุกอย่างอยู่ในสภาพดีขึ้น มีเพียง 11 รายเท่านั้น และทุกคนกำลังฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็ว

                และอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์หลังจากนั้น ทรัมป์บอกนักข่าวที่ทำเนียบขาวว่า

                “We have it very much under control in this country.”

                “เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้อย่างดีมาก...”

                นี่ละ...ทรัมป์ตัวจริง!

                พอข่าวนี้ออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ก็ออกมาอาละวาดใส่ Woodward ทันที

                เขียนในทวิตเตอร์ว่านักข่าวคนนี้หมดยุคหมดสมัยแล้ว!

                แต่คงปฏิเสธเนื้อหาไม่ได้ เพราะนักข่าวคนนี้รู้นิสัยของทรัมป์ดี...ไม่อัดเสียงไว้ เขาก็ปฏิเสธหน้าตาเฉยได้ทุกที...แต่ครั้งนี้จับได้คาหนังคาเขา เพราะ Woodward ขออนุญาตล่วงหน้าว่าเขาจะอัดเสียงเอาไว้ในการสัมภาษณ์ทั้งหมด 18 ครั้ง!

                แต่ไม่ได้แปลว่านักข่าวคนนี้ไม่ถูกวิพากษ์ด้วยเช่นกัน

                เพราะมีคนตั้งคำถามเขาว่า ทำไมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ แต่เพิ่งมาเปิดเผยตอนนี้ ผ่านมาแล้วหลายเดือน

                หากเป็นนักข่าวที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมก็ควรจะต้องเปิดเผยว่าทรัมป์พูดกับเขาอย่างหนึ่ง แต่พูดกับประชาชนอีกอย่างหนึ่ง

                แต่ที่เปิดโปงช้าเพื่อรอจังหวะเพื่อขายหนังสือใช่หรือไม่

                Woodward อ้างว่าที่เขาต้องรอหลายเดือนจึงเอาข้อมูลนี้มาบอกกล่าวกับประชาชน เพราะเขาต้องตรวจสอบความแม่นยำของคำพูดของทรัมป์ก่อน

                ส่วนทรัมป์ก็ยืนยันว่า ที่พูดกับประชาชนแตกต่างไปจากที่บอกนักข่าวตอนสัมภาษณ์สองต่อสองก็เพราะ “ไม่ต้องการทำให้ประชาชนตกใจเกินเหตุ”

                ทั้งสองคนต้องตอบคำถามของประชาชน

                แต่เพราะทรัมป์เป็นผู้นำประเทศย่อมต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าแน่นอน.


สังเกตมั้ย? ผ่าน ๗ วัน จาก ๑๓-๒๐ ตุลา ม็อบ "สามนิ้ว" ในแบรนด์ "ประชาชนปลดแอก" ใต้คอนโทรลสามสัส จากมุ่งพื้นที่ไข่แดง เปลี่ยนแผนเป็นกระจายไปและเล็มไข่ขาว "ขอบนอก" เข้ามา จาก ๔ ทิศ

เป้าหมายเดิม 'ยุทธวิธีเปลี่ยน'
นี่แหละที่ 'สามสัส' ต้องการ
โมเดล "ประตูบานแรก"
ด้วยคำ 'อย่าละทิ้งประชาชน'
'คำสอนพ่อ' ในสายฝนพรำ
'พม่าป่วยเท่ากับไทยป่วย'