เพื่อไทย-ปชป.รุมขย่ม'บิ๊กตู่'


เพิ่มเพื่อน    

   "เนติบริกร" ขู่ "วัชระ" มีความผิดปูดระดมเงิน 4 หมื่นล้านตั้งพรรคทหาร "เดอะแจ็ค" ปัดกล่าวหานายกฯ ทุจริต ท้าสาบานวัดพระแก้วหาไม่มีคนไประดมทุนหนุนพรรคทหาร "หมวดเจี๊ยบ" เห็นใจพี่แจ็คถูกกาหัว อัด กสม.นิ่งเฉยทั้งที่ปิดกั้นการตรวจสอบ "โหร คมช." ฟันธง "ประยุทธ์" กลับมาเป็นนายกฯ ตาม รธน. เชื่อหลังเลือกตั้งได้รัฐบาลแห่งชาติ ขณะที่ "ธนาธร" ป้อง "ทักษิณ" ถูกกลั่นแกล้ง ชี้คอร์รัปชันเป็นเครื่องมือการเมือง
    เมื่อวันพุธ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายไปตรวจสอบเอาผิดนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุว่ามีการระดมเงิน 4 หมื่นล้านบาทตั้งพรรคทหารว่า พล.อ.ประยุทธ์มองว่าไม่ใช่เรื่องจริงอาจทำให้คนเข้าผิด จึงต้องไปดูว่าผู้พูดมีเจตนาอะไรที่เอาเรื่องไม่จริงมาพูด เพราะเมื่อนายวัชระอ้างตัวเลข 4 หมื่นล้านบาทได้ คนอื่นสามารถพูดโดยไม่มีมูลความจริงได้เช่นกัน และการพูดโดยไม่มีมูลความจริงออกผ่านสื่อสาสาธารณะนั้นย่อมมีความผิด
    ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเอาผิดนายวัชระอย่างไร นายวิษณุกล่าวว่า ไม่รู้ เพราะตนไม่ได้เป็นคนคิดว่าจะเอาผิดหรือตั้งข้อหา และนายกฯ เพียงแต่ให้เจ้าหน้าที่ไปช่วยดู
    เมื่อถามว่า ถือเป็นการดิสเครดิตก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า อาจไม่ถึงขนาดนั้น แต่อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิด เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ และร่ำลือกันไปต่างๆ นานา เหมือนกับที่ปัจจุบันมีการส่งต่อข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมากมาย ซึ่งจะทำให้คนเกิดความเชื่อ เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่หากพิสูจน์ข้อเท็จจริงอาจจะเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองก็ได้ เช่น ถ้าเราตบหน้าคนเฉยๆ ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่ถ้าเราตบหน้าเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองจะเป็นเรื่องการเมือง
    ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง แถลงว่า ตนไม่เคยก้มหัวให้เผด็จการทหาร และสงสัยว่าทำไมพล.อ.ประยุทธ์ต้องเดือดร้อนกับประเด็นดังกล่าว เพราะพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคทหาร ตนไม่ได้กล่าวหาว่านายกฯ ทุจริตหรือสั่งให้ระดมทุน และตัวเลขดังกล่าวเป็นการตั้งเป้า ส่วนคนเรียกระดมได้เท่าไหร่ ไม่ทราบ และใช้จริงเท่าไหร่ก็ไม่รู้ เพราะเป็นการข่าวที่ได้รับมาโดยเป็นการเตรียมตั้งพรรคในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติแบบนี้
    “ท่านกล้าสาบานต่อวัดพระแก้วหรือไม่ว่าไม่มีคนไปเรียกระดมทุนเพื่อสนับสนุนพรรคทหาร กล้าสาบานต่อหน้าวัดพระแก้วภายใน 7 วันหรือไม่ ท่านก็ขู่ว่าจะให้ฝ่ายกฎหมายเตรียมฟ้องร้องผมและสื่อมวลชน ผมขอขอบคุณที่ท่านเคารพกฎหมาย และขออย่าฟ้องผมและสื่อมวลชน เพราะเสียเวลาในการปฏิรูปประเทศ และควรนำเวลาไปแก้ไขปัญหาประชาชนมากกว่า แต่หากคิดฟ้องจริงๆ ผมไม่กลัวท่าน ขอน้อมรับ เพราะเคารพกระบวนการยุติธรรม” นายวัชระกล่าว
"หมวดเจี๊ยบ"เห็นใจ"พี่แจ็ค"
      ด้าน ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง สมาชิกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทำไมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จึงไม่คิดจะตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีพฤติกรรมลักษณะใดบ้างที่เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน เห็นหรือไม่ว่าขณะนี้ พล.อ.ประยุทธ์ข่มขู่จะดำเนินคดีนักการเมืองที่ออกมาเปิดเผยเรื่องการใช้พลังดูดอดีต ส.ส. เพื่อปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์กลับมาเป็นนายกฯ คนนอก โดยมีผลประโยชน์ตอบแทน เหตุใด กสม.จึงนั่งทนดูการละเมิดเสรีภาพในการพูดแบบนี้ได้ ทั้งๆ ที่เป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ นอกจากนี้ เรื่องการดูด ส.ส.เป็นประเด็นสาธารณะที่ประชาชนมีสิทธิรับรู้และสังคมควรถกเถียงกันในประเด็นนี้ว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลหลายๆ ด้านว่าการดึงการเมืองกลับไปสู่ระบบมุ้งระบบก๊วนเพื่อต่อรองโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีต่างๆ เป็นการเมืองที่สกปรกอย่างไร 
    "หากเราปล่อยให้นักการเมืองที่กล้าวิจารณ์ผู้มีอำนาจถูกดำเนินคดี สุดท้ายหากมีการเลือกตั้งในอนาคต ในสภาจะมีแต่ ส.ส.ที่เป็นเด็กในคาถาของ คสช. และเห็นดีเห็นงามกับ พล.อ.ประยุทธ์ทุกเรื่อง แม้จะทำในสิ่งที่ผิด เพราะพวกเขาต้องการแค่มีตำแหน่งในสภา ไม่ได้ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้านหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศดีขึ้น แล้วใครจะคอยปกป้องผลประโยชน์ของชาวบ้าน แบบนี้ไม่ใช่บรรทัดฐานที่ถูกต้องและไม่ใช่การปฏิรูปประเทศที่แท้จริง" ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว
    นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ความพยายามดูดนักการเมืองเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลเพื่อวางงานสืบทอดอำนาจ ประวัติศาสตร์บอกว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีเผด็จการคณะใดประสบความสำเร็จด้วยวิธีนี้ เชื่อว่ายุคนี้คนส่วนใหญ่รู้เท่าทัน ถึงที่สุดจะดูดไปได้แต่นักการเมือง แต่คะแนนเสียงประชาชนจะไปอีกทาง สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือเกมที่นักการเมืองใช้ดูดอำนาจเผด็จการเข้ามาเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เพราะมีความซับซ้อนแยบยล และสร้างความเสียหายต่อประชาธิปไตยมากกว่าเผด็จการเต็มรูปแบบ เมื่อดูดประชาชนไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องไป จะบอบช้ำแค่ไหนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจช่วงสำคัญ แต่ฝ่ายการเมืองประเภทดูดเผด็จการจะกลายร่างได้ วันหนึ่งเคยเปิดประตูให้ อีกวันก็จะปิดประตูใส่ ท่าทีขึ้นอยู่กับความสมประโยชน์ทางการเมือง
     "สถานการณ์วันนี้จึงต้องดูให้ชัดว่าพรรคการเมืองที่ยืนวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจอยู่ตอนนี้เพราะมีจุดยืนเรื่องประชาธิปไตย หรือผิดหวังไม่ได้ดังใจกับเผด็จการ เพราะถ้าเป็นแบบหลัง ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตจะเป็นไส้ศึกให้คณะรัฐประหารอีก" นายณัฐวุฒิกล่าว
     นายภราดร ปริศนานันทกุล อดีต ส.ส.อ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การเอาฝ่ายการเมืองเข้าไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลเอง เชื่อว่าสุดท้ายน่าจะเป็นประโยชน์กับรัฐบาลในการเข้าถึงความต้องการของประชาชนในมุมมองของนักการเมืองได้มากขึ้น แต่ทำไม 4 ปีแล้วเพิ่งจะมาให้ความสำคัญของนักการเมือง ทั้งที่ผ่านมาพยายามนำเสนอต่อประชาชนว่านักการเมืองเป็นคนเลว ส่วนใหญ่ทุจริต แต่สุดท้ายมันเป็นแค่ส่วนเดียว จะเหมารวมไม่ได้ เชื่อว่ารัฐบาลเองเริ่มตระหนักรู้ว่ามีทั้งดีและไม่ดีปนกัน จึงได้หยิบบางส่วนที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงานเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ดังนั้นน่าจะเป็นทิศทางที่ดีขึ้นสำหรับฝ่ายการเมืองกับผู้ที่มีอำนาจ
ต้องให้เกียรติพรรคการเมือง
    เมื่อถามถึงกรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่ารัฐบาลเอาตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีมาล่อ นายภราดร กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์คิดเช่นนั้นได้ แต่ในความเป็นจริงจะต้องไปถามจากพรรคพลังชลมากกว่าว่าเจตนาคือ การแลกประโยชน์กันหรือไม่ หรือมีเจตนาในการตั้งใจเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันในการแก้ไขปัญหาเรื่องโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)
    เมื่อถามว่า ตอนนี้ถึงเวลาหรือยังที่ คสช.ควรปลดล็อกให้พรรคการเมือง นายภราดรกล่าวว่า ควรปลดล็อกมานานแล้ว เพราะเวลากินตัวเองไปเรื่อยๆ เนื่องจากตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองมีเงื่อนเวลาในการที่พรรคการเมืองต้องปฏิบัติ แต่ตอนนี้พรรคการเมืองไม่สามารถทำให้เป็นไปตามเจตนาของกฎหมายได้ สุดท้ายอาจเกิดปัญหาขึ้นมาอีก 
     นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม ระบุ พรรคการเมืองควรมาหารือในเดือน มิ.ย. มิฉะนั้นจะตกขบวนว่า ไม่รู้นายวิษณุไปเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงพูดออกมาแบบนั้น การบอกว่าถ้าใครไม่ไปจะตกขบวน อาจเป็นการคิดเองเออเองของนายวิษณุเพียงฝ่ายเดียว และฟังดูคล้ายเป็นการข่มขู่เอาผลประโยชน์มาล่อพรรคการเมือง หากนายวิษณุมีความจริงใจ ต้องรู้จักให้เกียรติพรรคการเมืองมากกว่านี้ เพราะให้เกียรติพรรคการเมืองคือให้เกียรติประชาชน การข่มขู่ว่าถ้าพรรคการเมืองไม่มาหารือ จะไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้นั้น อาจเป็นความเข้าใจและการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน เพราะอำนาจกำหนดวันเลือกตั้งและกระบวนการต่างๆ เป็นหน้าที่ของ กกต. 
    "ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีทั้งข้อเสนอแนะ ข้อสังเกต ที่เสนอมายังรัฐบาล คสช.เป็นจำนวนมาก ถามว่ามีสักเรื่องหรือไม่ที่รับฟังแล้วนำไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงการเชิญพรรคการเมืองไปหารือก่อนหน้านี้ มีเรื่องใดที่เป็นข้อห่วงใยของพรรคการเมืองแล้วนำไปสู่การแก้ไข อยู่มา 4 ปี ไม่คิดจะฟังใคร ดันจะมาอยากฟังเอาในวาระสุดท้าย ถ้ารัฐบาล คสช.มีความจริงใจ ควรยกเลิกข้อห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม และปลดล็อกทางการเมือง จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน" นายอนุสรณ์กล่าว     
    นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังเจ้าของฉายาโหร คมช. กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า ตอนนี้นักการเมืองทุกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายรัฐบาลหรือพรรคการเมือง เดินหน้าเตรียมตัวสู่โหมดการเลือกตั้ง มีหลายพรรคตั้งขึ้นมา ส่วนความชัดเจนของ พล.อ.ประยุทธ์ในการเลือกตั้งนั้น อย่างที่ตนบอก ทุกฝ่ายเปิดหน้าทางการเมืองแล้ว ทุกคนกำลังเดินหน้ากัน คิดว่าคงไม่นานนี้จะเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไปจะเห็นความชัดเจน รวมถึงการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ท่านต้องดูหลายอย่างประกอบในการตัดสินใจ และยังเป็นไปอย่างที่ตนบอก พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่หมดหน้าที่ลง ถึงแม้มีอุปสรรคอยู่บ้างก็ตาม ซึ่งการกลับมาเป็นนายกฯ ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ 
โหรฟันธงได้ รบ.แห่งชาติ
    เมื่อถามว่า จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งอย่างไร นายวารินทร์กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในรูปแบบจะดีขึ้น ไม่เหมือนแต่ก่อน สำหรับ 2 พรรคใหญ่คือพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์คงได้คะแนนเสียงระดับหนึ่ง แต่คงไม่ได้หวนกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน คงต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เพราะหมดเวลา น่ามาลักษณะเป็นฝ่ายค้านมากกว่า ยังเป็นหน้าที่ของคนในรัฐบาลปัจจุบัน
    "แต่ก็อาจเป็นไปได้ที่จะมารวมกันเดินหน้าขับเคลื่อนเพื่อชาติบ้านเมือง โดยไม่คิดถึงประโยชน์ใดๆ คล้ายๆ กับรัฐบาลแห่งชาติ ในที่สุดน่าจะมาเป็นแบบนี้มากกว่า เวลานี้เป็นการเล่นการเมืองตามบท เมื่อถึงเวลาจริงๆ คงต้องมีการปรึกษาหารือร่วมกัน ความเป็นไปได้มี ต้องคอยพิสูจน์กันไปเมื่อถึงเวลา เท่าที่ดูความเป็นรัฐบาลแห่งชาติมีความเป็นได้สูง" โหร คมช.กล่าว
     ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายปีร์กะ ตาปีโอละ เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยนายกฯ กล่าวถึงพัฒนาการทางการเมืองของไทยว่า ขอให้สหภาพยุโรปไว้วางใจได้ ว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้าตามโรดแมป และเป็นไปตามกรอบระยะเวลาตามกฎหมาย รวมทั้งจะมีการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อนำประเทศกลับสู่ประชาธิปไตยอย่างยั่งยืน
     ขณะที่ พ.อ.วันชนะ สวัสดี ผู้ช่วยโฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 เม.ย.นี้ คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ปรองดองฯ จะนำมาสคอต “น้องเกี่ยวก้อย” พร้อมทีมงาน ลงพื้นที่แจกสัญญาประชาคมบริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยาม ฝั่งสยามสแควร์วัน โดยครั้งนี้จะมีการเปิดตัวทูตปรองดอง (Brand Ambassador) อย่างเป็นทางการ ในเบื้องต้นเป็นการแนะนำตัว และการทำงานในการลงพื้นที่ ทูตปรองดองจะให้ข้อมูล พูดคุยกับประชาชนได้โดยตรง พร้อมกับการใช้มาสคอตน้องเกี่ยวก้อยแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการเชิญชวนให้ประชาชนสนใจกิจกรรมที่คณะอนุกรรมการฯ นำเสนอเมื่อลงพื้นที่ต่างๆ ด้วยข้อจำกัดของน้องเกี่ยวก้อยคือไม่สามารถพูดคุยหรือสื่อสารได้ จึงต้องใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นบุคคลมาทำหน้าที่ตรงนี้        
    "เป็นการสร้างบรรยากาศในการสร้างความปรองดองและสามัคคี เพราะขณะนี้กำลังเข้าสู่โหมดการเมืองและการเลือกตั้งแล้ว ซึ่งสอดรับกับสัญญาประชาคมข้อที่ 1 ส่วนที่มีเสียงสะท้อนว่าการจัดกิจกรรมปรองดองของ คสช.ยังไม่ตรงเป้านั้น ยืนยันว่าสิ่งที่ทำมาถูกทางแน่นอน เพราะไม่มีการชุมนุมหรือประท้วงเกิดขึ้น ถ้าไม่ถูกทาง ก็ต้องมีกลุ่มเสื้อแดงหรือเสื้อเหลืองออกมาชุมนุมแล้ว และหากประชาชนเห็นว่าสิ่งใดยังไม่ตรงตามเป้า ก็สามารถที่จะเสนอความคิดเห็นเข้ามาได้ ซึ่งจะได้ชี้แจงว่าอะไรได้ดำเนินการไปแล้วบ้าง และสิ่งใดอยู่ระหว่างดำเนินการ สำหรับที่มองว่าเพราะ คสช.ในกฎหมายในการคุมเข้มนั้น แสดงว่าสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ จึงไม่มีการชุมนุม ที่สำคัญกลุ่มต่างๆ เองก็ไม่อยากออกมาเคลื่อนไหวด้วย เพราะไม่อยากให้เกิดความวุ่นวาย และท้ายที่สุดก็ต้องเข้าสู่ขั้นตอนของการเลือกตั้งอยู่ดี" พ.อ.วันชนะกล่าว 
อนาคตใหม่ป้องแม้วถูกแกล้ง
    ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ หลานชายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ "เดอะอีสานเรคคอร์ด" ถึงปัญหาคอร์รัปชันในประเทศไทยว่า คนที่มีอำนาจปัจจุบันไม่ได้จริงใจกับเรื่องคอร์รัปชันหรอก คอร์รัปชันในที่ผ่านมาถูกกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ถ้ามีใครเอาจริงกับการคอร์รัปชันจริงๆ เราก็ต้องเห็นคนคอร์รัปชันติดคุกเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด
    นายธนาธรกล่าวว่า ปัญหาก็คือไม่มีนักการเมือง หรือนักธุรกิจชั้นนำที่ตกเป็นจำเลยของการคอร์รัปชัน แทบไม่มีเลย เราแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่เป็นไปได้ เพราะเป็นประเทศคนไม่เท่ากัน ประเทศที่คนมีอำนาจ คนที่มีเงิน ไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย คอร์รัปชันเป็นข้อหาที่ใช้เล่นเกมทางการเมือง
    "ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เอาจริงกับเรื่องการคอร์รัปชันควรเริ่มที่การจัดการเรื่องนาฬิกาหรูก่อน ผมไม่เชื่อว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่รัฐบาลเอาจริงเอาจัง เชื่อว่าเป็นเรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมือง ผมอยากเห็นคนที่พูดเรื่องการคอร์รัปชัน คนที่เรียกร้องการต่อต้านการคอร์รัปชันออกมาพูดถึงการบังคับใช้คอร์รัปชัน กับทุกคน ไม่ใช่ใช้กับคุณทักษิณคนเดียว ผมอยากเห็นบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าคุณจะมีอำนาจแค่ไหน คุณจะรวยแค่ไหน ต่อตาชั่งยุติธรรมทุกคนต้องเท่ากันภายใต้กฎหมาย นั่นคือสิ่งที่ผมอยากเห็น" ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่กล่าว
    ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจัดสัมมนา “ผู้ตรวจการแผ่นดิน : บทบาทใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560”  โดยมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนกว่า 700 คน เข้าร่วมงาน  โดย พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจราชการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ทั้งในระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น ซึ่งการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นยึดหลัก “ความเป็นกัลยาณมิตร” มิได้มุ่งหมายจับผิดหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ แต่มุ่งหวังแสวงหาทางออกร่วมกันแก้ไขความเดือดร้อนอย่างเป็นระบบ 
       ส่วนกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติไม่เห็นชอบบุคคลที่ได้รับเสนอชื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.อ.วิทวัสกล่าวว่า เป็นอำนาจการตัดสินใจของ สนช. ซึ่งการที่ สนช.ล้มองค์กรอิสระหลายองค์กร เป็นการทำหน้าที่พิจารณาตามคุณสมบัติโดยละเอียด เพื่อให้ได้คนดี สุจริต เที่ยงธรรม เป็นกลางมาทำงาน และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่ทุกองค์กรต้องมี เชื่อว่าไม่มีใบสั่งเพราะในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระชุดต่างๆ และในชั้นคณะกรรมาธิการตรวจสอบความประพฤติ ทุกคนมีความตรงไปตรงมา พิจารณาบนพื้นฐานและปราศจากอคติ ผู้ตรวจกาารแผ่นดินจะไม่ส่งหนังสือแนะนำการสรรหาฯ ไปยัง สนช. แต่ยอมรับว่าได้พูดคุยเรื่องนี้กับ สนช.บ้างแล้ว โดยอยากให้คณะกรรมการสรรหาประชาสัมพันธ์ถึงคุณสมบัติผู้ตรวจการแผ่นดิน ด้านกิจการสาธารณะให้มากขึ้น เพื่อให้มีคนมาสมัครในด้านนี้ ภายหลังร่างกฎหมายลูกว่าด้วย ป.ป.ช.มีผลบังคับใช้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะนัดทุกองค์กรอิสระมาร่วมทำความเข้าใจการทำหน้าที่ของแต่ละองค์กรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดต่อไป
        นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ  บรรยายพิเศษตอนหนึ่งว่า การทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน หากสามารถปรับทัศนคติจากการจับผิดเรื่องเล็กน้อย หรือการรับเรื่องร้องทุกข์เป็นรายบุคคล เชื่อว่าจะเกิดเพื่อประโยชน์กับคนกลุ่มใหญ่ เชื่อว่าแม้ใน 1 ปีจะทำงานได้เพียง 10 เรื่อง ถือว่าเกินคุ้ม เพราะมีคนได้ประโยชน์เกินล้านคน ทั้งนี้ กฎหมายไม่ได้ห้ามต่อการช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาของบุคคลที่ได้รับความเดือดร้อน ดังนั้นสิ่งที่ควรต้องพิจารณานอกจากการแก้ปัญหาความทุกข์ของประชาชน คือการแก้ปัญหาเชิงระบบ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง การทำงานของผู้ตรวจที่ปรับบทบาทใหม่ คือการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รอรับเรื่องร้องเรียนเท่านั้น             
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี บรรยายว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรตรวจสอบ มีหน้าที่ตรวจสอบกระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน มีบทบาทต่างจากองค์กรอิสระอื่น ทั้ง สตง., ป.ป.ช., กกต., กสม. ที่โน้มเอียงไปในทางจับผิด เหมือนเครื่องเอกซเรย์ อาวุธที่สำคัญของผู้ตรวจการคือหากหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติให้ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและให้ผู้ตรวจฯ ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีต่อไปหนักกว่ามาตรา 157 บทบาทหน้าที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เรื่องร้องเรียนหลั่งไหลเข้ามา จึงต้องตั้งปราการด่านกรองให้ดีว่าอะไรเป็นขยะ อะไรมีคุณค่า ควรทำ-ไม่ควรทำ มิฉะนั้นงานจะหนัก
    นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวว่า สนช.ยังคาดหวังว่าจะให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินครบ 3 คนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่ที่สุดก็ไม่ผ่านการพิจารณาของ สนช.เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ยืนยันว่าสนช.รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินอย่างดีที่สุด โดยเฉพาะการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ที่ไม่ได้พิจารณาดูเฉพาะคุณลักษณะหรือลักษณะต้องห้ามเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีความเหมาะสมในการทำหน้าที่ระยะยาวด้วย.


ส.ส.เพื่อไทย "กรีดเลือดในสภา" ประกอบฉากไล่ให้นายกฯ ลาออกเย็นวาน (๒๗ ต.ค.๖๓) นั้นไม่น่าเจ็บตัวเปล่านะ!เพราะฉากนั้น "ยึดพื้นที่ข่าว" ได้แน่ 

นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก
เก่า 'ตะกายใหม่' ไทยโพสต์