อะไรที่ไทยต้องเร่งทำ เพราะ ‘ถ้าไม่ทำไม่รอด’


เพิ่มเพื่อน    

                                               

                วันสุดท้ายก่อนที่จะ “เกษียณ” จากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผมได้สนทนากับ ดร.วิรไท สันติประภพ เพื่อขอความเห็นต่อคำถามของผมที่ว่า

                มีเรื่องอะไรที่ประเทศไทย “ต้องทำ” หรือ “ไม่ทำไม่ได้” หากจะรอดจากวิกฤติโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัยและสามารถจะลุกขึ้นวิ่งได้เลย

                ดร.วิรไทบอกว่า ประการแรกคือ ไทยต้องทำเรื่อง “ผลิตภาพ” หรือ productivity และ “ความสามารถในการแข่งขัน” อย่างจริงจังและเร่งด่วน

                ท่านบอกว่าในระดับจุลภาค ธุรกิจไทยจำนวนมากทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรยังมีผลิตภาพที่ต่ำ

                เหตุผลเป็นเพราะขาดแรงจูงใจและแรงกดดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม มีอุปสรรคในการพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยี

                อีกทั้งการโยกย้ายแรงงานและทุนจากภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่มีผลิตภาพสูงยังถูกจำกัดด้วยปัจจัยหลายเรื่อง เช่น

                กฎเกณฑ์กติกาของภาครัฐที่ล้าสมัยและเอื้อต่อธุรกิจขนาดใหญ่

                การผลิตและห่วงโซ่อุปทานในหลายอุตสาหกรรมถูกควบคุมโดยผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

                ขาดการแข่งขันระหว่างธุรกิจอย่างจริงใจ ทำให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs ที่อาจจะมีนวัตกรรมหรือแนวคิดใหม่ๆ ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดเพื่อแข่งขันกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ที่เป็นเจ้าตลาดเดิมได้

                อีกทั้งในบางภาคเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการเอกชนยังต้องแข่งขันกับรัฐวิสาหกิจที่มีข้อได้เปรียบหลายด้านด้วย

                ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ทำให้เศรษฐกิจไทยขาดพลวัต นำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรในระบบเศรษฐกิจที่ขาดประสิทธิภาพ

                นั่นทำให้ความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกของประเทศไทยถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ

                ส่วนในระดับมหภาคนั้น โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาการผลิตและบริการแบบดั้งเดิมอยู่มาก ในขณะที่การปรับตัวสู่เศรษฐกิจสำหรับโลกใหม่เป็นไปอย่าง “ค่อยเป็นค่อยไป”

                ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บทบาทของผู้ผลิตไทยในห่วงโซ่อุปทานยังจำกัดอยู่ในกิจกรรมการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

                แต่ในขณะเดียวกัน กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะที่เน้นการวิจัยและพัฒนา และกิจกรรมที่ใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นฐานยังไม่พัฒนาอย่างแพร่หลาย

                ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีพื้นฐานดี ได้เปรียบประเทศอื่นในหลายอุตสาหกรรม

                เรื่องเร่งด่วนประการที่สองสำหรับประเทศไทยในความเห็นของ ดร.วิรไทยคือ ปัญหาเศรษฐกิจไทยมีภูมิคุ้มกันต่ำ และขาดความสามารถในการรับมือกับภัยต่างๆ

                “นี่เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ...เพราะโลกจะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงความไม่แน่นอนในมิติใหม่ๆ ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ เช่น สภาวะโลกร้อน ภูมิอากาศแปรปรวน และการแพร่กระจายของโรคอุบัติใหม่ที่จะเพิ่มสูงขึ้น...”

                ดร.วิรไทบอกว่า ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยมีความเปราะบางทางการเงิน

                ครัวเรือนและธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs มีข้อจำกัดในการเข้าถึงการออมและสินเชื่อ ทำให้ไม่มีแหล่งเงินสำรองไว้ใช้ในยามวิกฤติ

                อีกทั้งยังไม่สามารถกู้ยืมเงินเพิ่มจากสถาบันการเงินในระบบได้ในสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วน

                นอกจากนี้ แรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมากยังอยู่ “นอกระบบ”

                นั่นแปลว่าไม่มีกลไกของภาครัฐที่จะดูแลอย่างทั่วถึง

                แรงงานเหล่านี้ยังมีข้อจำกัดด้านทักษะและความสามารถในการปรับตัวเมื่ออาชีพที่ทำอยู่เดิมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ไม่คาดคิด

                อีกด้านหนึ่ง โครงสร้างเศรษฐกิจไทยยังพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศมาก

                “ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งออกสินค้าและบริการเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การพึ่งพิงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากต่อเศรษฐกิจไทย ทำให้เศรษฐกิจไทยเปราะบางและได้รับผลกระทบรุนแรงในยามที่เศรษฐกิจโลกสะดุดลง ดังจะเห็นได้จากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ติดลบสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศจากวิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้...”

                พรุ่งนี้ : ความเหลื่อมล้ำสูงในหลายมิติ.

 


วันนี้หลายเรื่อง "ควรสนใจ" ค่อยๆ ไล่เลียงไปทีละเรื่องนะ เรื่องแรก "๖๔ ส.ส.ถือหุ้นสื่อ" เมื่อวาน (๒๘ ต.ค.๖๓) ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว สรุปว่า "ผ่าน"!

เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก
เสื้อเหลืองมาเพราะ ๓ นิ้วปลุก