'สี จิ้นผิง' สั่งทหารจีน 'เตรียมพร้อมขั้นสูงสุด'


เพิ่มเพื่อน    

    ภาษาดุดันจากผู้นำจีนเกี่ยวกับสหรัฐฯ ในช่วงหลัง ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากจะประเมินจากวาทะที่แข็งกร้าวจากฝั่งสหรัฐฯ
    โดนัลด์ ทรัมป์จะชนะเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายนหรือไม่ จึงเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญเกี่ยวกับภาวะการเผชิญหน้าระหว่างสองมหาอำนาจ
    ไม่ใช่ว่าหากโจ ไบเดนสามารถโค่นทรัมป์ได้แล้ว นโยบายหลักของสหรัฐฯ ต่อจีนจะปรับเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญ
    เพียงแต่ว่าหากผู้นำอเมริกันมาจากพรรคเดโมแครต จะมีจุดเน้นที่แตกต่างไปจากทรัมป์
    แต่แนวทางหลักที่ไม่เปลี่ยนคือ สหรัฐฯ จะไม่มีวันยอมให้จีนผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งทั้งในด้านการเมือง ความมั่นคง และเศรษฐกิจเป็นแน่นอน
    ดังนั้นคำประกาศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ระหว่างการไปเยือนค่ายทหารทางใต้ของจีนเมื่อเร็วๆ นี้จึงได้สร้างกระแสของการวิเคราะห์อย่างกว้างขวางทั่วโลก
    สี จิ้นผิงประกาศให้ทหารจีน "ทุ่มเทจิตใจและพลังงานให้พร้อมสำหรับทำสงคราม" 
    เป็นคำสั่งกึ่งคำเตือนจากผู้นำจีน ระหว่างการเยือนฐานทัพแห่งหนึ่งในมณฑลกวางตุ้งเมื่อวันที่ 13  ตุลาคมที่ผ่านมา
    เป็นวาทะที่เปล่งเสียงดังฟังชัดท่ามกลางสถานการณ์ความเครียดกับสหรัฐฯ 
    ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไต้หวัน ฮ่องกง หรือการรับมือกับโรคระบาดใหญ่โควิด-19 
    สี จิ้นผิงกล่าววาทะกร้าวเช่นนั้น ระหว่างตรวจเยี่ยมกำลังพลนาวิกโยธินแห่งกองทัพปลดแอกประชาชนในเมืองแต้จิ๋ว
    พร้อมทั้งสำทับให้ทหารทั้งหลายคงสถานะตื่นตัวขั้นสูง 
    "พวกเราทหารหาญทั้งหลาย ต้องเตรียมจิตใจและพลังสู้รบให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่สงคราม ต้องรักษาความตื่นตัวในขั้นสูงสุด กองทัพเรือมีหลากหลายภารกิจ และคำสั่งที่พวกเราจะได้รับมอบหมายก็จะมีแตกต่างกันไป ฉะนั้นพวกเราจึงต้องฝึกฝนให้พร้อมสำหรับการเข้าสู่สงคราม และยกระดับมาตรฐานการฝึกและความสามารถในการสู้รบอย่างเต็มที่เสมอ" 
    ชัดเจนว่าสี จิ้นผิงต้องการเน้นว่า กองทัพเรือต้องรับผิดชอบภารกิจสำคัญยิ่งในการปกปักรักษาดินแดนและอำนาจอธิปไตยของชาติ รวมทั้งผลประโยชน์ของกองทัพเรือเองและ "ผลประโยชน์ในต่างแดน"
    พอได้ยินประโยคเหล่านั้น นักวิเคราะห์ต่างมองไปที่ทะเลจีนใต้และไต้หวัน
    สองจุดร้อนที่สหรัฐฯ กับจีนกำลังเผชิญหน้ากันอย่างเข้มข้น
    สี จิ้นผิงลงใต้ครั้งนี้ก็เพื่อให้ความสำคัญกับวาระครบรอบ 40 ปี เขตเศรษฐกิจพิเศษเสิ่นเจิ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลา
    เสิ่นเจิ้นถูกสร้างเป็นแกนหลักแห่งการ "เปิดประเทศ" ยุคสมัยเติ้ง เสี่ยวผิงเมื่อปี 1980 โดยมีเป้าหมายหลักคือการดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ
    อันเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายสำคัญคือ ผลักดันให้เศรษฐกิจของจีนกลายเป็นเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลกให้จงได้
    ประโยคเช่นนี้จากปากของผู้นำจีนเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และยังคงอยู่ในระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ 
    ทรัมป์ซัดจีนในหลายประเด็นไม่ว่าจะเป็นเรื่องโควิด, ดุลการค้า, ทรัพย์สินทางปัญญา, สงครามด้านไซเบอร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน และการแข่งขันกันในหลายๆ เวทีทั่วโลก
    ที่ทำให้ปักกิ่งต้องเดือดดาลขึ้นอีกครั้ง ก็เพราะสภาคองเกรสสหรัฐฯ แจ้งว่ามีแผนเดินหน้าขายระบบอาวุธล้ำสมัย 3 ชนิดแก่ไต้หวัน 
    รวมถึงระบบยิงจรวดหลายลำกล้องซึ่งเคลื่อนที่ได้ง่าย High Mobility Artillery Rocket System  (HIMARS) ที่จีนปักกิ่งถือว่าเป็นการคุกคามข่มขู่ความมั่นคงของจีนแผ่นดินใหญ่โดยตรง
    ทำให้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกร้องให้วอชิงตัน "ยกเลิกแผนขายอาวุธใดๆ แก่ไต้หวันในทันที และตัดทุกความสัมพันธ์ด้านการทหารระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวัน"
    จีนตอบโต้ด้วยการยกระดับการซ้อมรบใกล้ๆ เกาะไต้หวัน 
    ข่าวกรองตะวันตกบอกว่า เครื่องบินรบของจีนเกือบ 40 เที่ยวบิน บินข้ามเส้นกลางระหว่างแผ่นดินใหญ่กับไต้หวันในช่วง 18-19 กันยายน โดยตั้งใจจะเป็นการส่งสัญญาณเตือนทั้งสหรัฐฯ และไต้หวันว่า
    ถ้ามีการยั่วยุหนักขึ้นก็อย่าได้นึกว่าปักกิ่งจะนิ่งเฉย
    มาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ สำทับด้วยการคุยข่มว่า จีนไม่สามารถทัดเทียมกับอเมริกาได้ในแง่ของแสนยานุภาพกองทัพเรืออย่างแน่นอน
    มิหนำซ้ำยังเรียกปักกิ่งว่าเป็น "ผู้ทรงอิทธิพลตัวร้าย" อีกด้วย
    เอสเปอร์ชี้นิ้วไปที่จีน บอกว่าจีนและรัสเซียกำลังใช้เศรษฐกิจแบบล่าเหยื่อ การล้มล้างทางการเมืองและกำลังทหาร ในความพยายามเบี่ยงสมดุลอำนาจไปในทิศทางที่พวกเขาต้องการ และบ่อยครั้งที่ชาติอื่นๆ ต้องชดใช้
    มีหรือที่สี จิ้นผิงจะยอมให้ทรัมป์ข่มขู่ได้ง่ายๆ!


"รุ้ง" ศิษย์เอก "สามสัส" นี่.....สมที่ "สำนักข่าว BBC" ยกเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หญิงผู้ทรงอิทธิพลของโลก"คำเดียว" แท้ๆ ทำให้เธอทรงอิทธิพลคือ ให้ "....." ประธานรัฐสภา!

สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก