ทำไมทูต 5 ประเทศต้อง รวมตัวกระตุ้นรัฐบาลไทย?


เพิ่มเพื่อน    

       เมื่อทูต 5 ประเทศจากซีก "ประชาธิปไตย" ตั้งโต๊ะแถลงข่าวเพื่อกระตุ้นรัฐบาลไทย 10 ข้อ ในการดึงนักลงทุนต่างชาติเพื่อช่วยเศรษฐกิจไทยฟื้นหลังโควิด เราควรจะต้องถามตัวเองดังๆ ว่า

            เราไม่รู้ตัวเองว่าเราต้องทำอะไรหรือ?

            ไม่ได้แปลว่าผู้แทนทูตของต่างชาติจะเสนอความคิดเห็นแนะนำรัฐบาลไทยไม่ได้

            แต่การที่เอกอัครราชทูตของสหรัฐฯ, อังกฤษ, ออสเตรเลีย, เยอรมนี และญี่ปุ่นแถลงข่าวพร้อมกันอย่างขึงขังเพื่อเสนอ "คาถา 10 ข้อ" ให้รัฐบาลไทยนั้น แปลว่าเขาคงจะพยายามวิธีการอื่นแล้ว...รู้สึกว่าไม่ได้ผล

            จึงต้องสร้าง event ที่มี "ดรามา" เพื่อดึงดูดความสนใจของคนไทยและรัฐบาลไทย

            ถามว่าที่เขาเสนอ 10 ข้อนั้น รัฐบาลไทยและคนไทยรู้ว่าเป็นปัญหาหรือเปล่า และได้พยายามแก้ปัญหาเหล่านั้นไปอย่างไรบ้าง

            ประเด็นส่วนใหญ่ที่นำเสนอนั้นล้วนแล้วแต่เป็น "ปัญหาคาราคาซัง" ของรัฐบาลไทยทั้งสิ้น

            เมื่อมันเป็นปัญหาที่ "แก้ไม่ได้สักที" และเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของทูตทั้งหลายในการดึงเอาเงินลงทุนมาจากประเทศของพวกเขา จึงกลายเป็นที่มาของการตั้งโต๊ะแถลงข่าว

            เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายไมเคิล ดีซอมบรี เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย เปิดทำเนียบเอกอัครราชทูต ถนนวิทยุ กทม. ต้อนรับนายอัลลัน แมคคินนอน เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย, นายไบรอัน เดวิดสัน เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย, นายเกออร์ก ชมิดต์ เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนายคาซุยะ นาชิดะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

            ทั้ง 5 ท่านร่วมกันออกแถลงการณ์เสนอแนะรัฐบาลไทย 10 มาตรการ เพื่อปฏิรูปและยกระดับไทยสู่  10 อันดับประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด ตามดัชนีความยากง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก "เวิลด์แบงก์" ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

            ข้อเสนอทั้ง 10 ข้อนั้นไม่น่าจะมีอะไรใหม่ที่รัฐบาลไทยหรือคนไทยไม่เคยรับรู้มาก่อน เช่น

            1.ให้ลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรการค้าผ่านแดนสู่ระบบดิจิทัล

            2.จัดตั้งพิธีการศุลกากรตามระบบบัญชี ที่สามารถระบุความเสี่ยง และทำให้ระบบประมวลภาษีศุลกากรทันสมัย

            3.ดำเนินโครงการทบทวนการอนุญาตของทางราชการ ทบทวนกฎและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำจัดความซ้ำซ้อน

            4.เพิ่มแพลตฟอร์มรูปแบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้กระบวนการทำงานอยู่บนระบบออนไลน์ภายในปี 2568

            5.ให้ลดความซับซ้อนในการสมัครขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ

            6.สร้างสภาพแวดล้อมเพื่อเดินหน้าสู่การค้าดิจิทัล

            7.ปฏิรูปข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับแรงงานฝีมือชาวต่างชาติ และลดขั้นตอนขอวีซ่าสำหรับแรงงานฝีมือ

            8.เน้นความสำคัญของความโปร่งใสเพื่อคลี่คลายข้อพิพาท

            9.ปรับปรุงกระบวนบังคับคดีล้มละลาย รวมทั้งตีพิมพ์และจัดทำดัชนีกฎหมายว่าด้วยการล้มละลายทั้งหมด

            10.เพิ่มกระบวนการดิจิทัลในการอนุมัติขององค์การอาหารและยา ออกเอกสารแบบดิจิทัล และรับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์

            คณะทูตบอกว่าถ้าทำได้ทั้งหมดนี้ เชื่อว่าไทยจะมีค่าดัชนีชี้วัดของธนาคารโลกที่ดีขึ้น และนักลงทุนก็จะหันมาสนใจยิ่งกว่าชาติอื่นๆ ในภูมิภาค

            ท่านทูตทั้ง 5 บอกว่าที่ผ่านมาประเทศไทยไต่อันดับดัชนีของเวิลด์แบงก์ได้อย่างรวดเร็ว โดยจากอันดับที่ 46 สู่อันดับที่ 26 และ 21 ในช่วงไม่กี่ปี

            และหากไทยนำมาตรการ 10 ข้อมาบังคับใช้ คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะขึ้นสู่ 10 อันดับแรกในมิติของประเทศที่ประกอบธุรกิจได้ง่ายที่สุด

            ทูตสหรัฐฯ บอกว่า "ไทยมีเวลาคว้าช่วงโอกาสนี้ภายในกรอบเวลา 3-6 เดือน"

            เป็นการกดดันรัฐบาลไทยแบบเบาๆ แต่จริงจัง

            ทูตเยอรมันชมิดต์เสริมว่า ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีอยู่แล้ว แต่ควรเตรียมตัวว่าไทยอยากจะอยู่จุดไหนในอีก 10 ปีข้างหน้า

            เข้าใจว่าต้องรับมือสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 และผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ตามมา แต่ถ้าตัดสินใจได้ดีจะช่วยให้ไทยยกระดับในเรื่องห่วงโซ่อุปทานได้

            ท่านยังเสนอให้พัฒนาระบบการศึกษา การฝึกภาษา เรื่องการคิดเชิงวิพากษ์ Critical Thinking และวางแผนระยะยาว ไม่ใช่คิดกันเพียงปีสองปี

            และอยากให้ประเทศไทยใช้หลักมาตรฐานแบบเปิดกว้าง Open Standard เพื่อจะได้ไม่ยึดติดกับมาตรฐานเดียว

            พอเห็น "Event ท่านทูต" ที่สถานทูตอเมริกันอย่างนี้ ก็น่าสรุปได้ว่าประเด็นจริงๆ มีข้อเดียว

            ส่งข้อเสนอไปหลายครั้ง ผ่านหลายช่องทางมาหลายปีแล้ว....แต่ดูเหมือนจะเงียบสนิท

            จึงต้องส่งสารกันในเวทีเปิดอย่างนี้แหละ.

 


"รุ้ง" ศิษย์เอก "สามสัส" นี่.....สมที่ "สำนักข่าว BBC" ยกเป็น ๑ ใน ๑๐๐ หญิงผู้ทรงอิทธิพลของโลก"คำเดียว" แท้ๆ ทำให้เธอทรงอิทธิพลคือ ให้ "....." ประธานรัฐสภา!

สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก