หญิงแกร่งชื่อ เจเน็ต เยลเลน ชี้ทิศทางเศรษฐกิจมะกัน


เพิ่มเพื่อน    

      เมื่อว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ประกาศเลือก "เจเน็ต เยลเลน" เป็นว่าที่ขุนคลังหญิงคนเเรกของสหรัฐฯ ผู้คนในวงการเศรษฐกิจก็ฮือฮาไม่น้อย

            เพราะเธอไม่เพียงแต่เป็นผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นคนแรกที่นั่ง 3 ตำแหน่งสำคัญที่วางนโยบายเศรษฐกิจของมหาอำนาจแห่งนี้ด้วย

            นั่นคือตำแหน่งประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ  (Chair of the Council of Economic Advisers)

            ประธานธนาคารกลางของประเทศ (Chairman of the  Federal Reserve) และล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

            โดนัลด์ ทรัมป์ไม่ยอมให้เธอเป็นประธาน Fed รอบสอง

            วันนี้เธอได้รางวัลตอบแทนมากกว่าที่คาดคิดเสียอีก

            คนที่ทรัมป์ตั้งให้เป็นประธาน Fed แทนคือ Jerome  Powell ต้องเจอกับประธานาธิบดีที่ทำอะไรนอกรูปแบบเดิมอย่างน่าตกใจ

            ปกติประธานาธิบดีจะไม่แทรกแซงการทำงานของประธาน Fed เพราะต้องเคารพในความเป็นมืออาชีพที่ไม่ต้องการให้อิทธิพลการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการตัดสินนโยบายการเงินที่ต้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อเอาใจประธานาธิบดีที่นั่งอยู่ในทำเนียบขาว

            แต่ทรัมป์วิพากษ์ประธาน Fed อยู่บ่อยๆ ทั้งส่วนตัวและผ่านทวิตเตอร์

            ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยหรือทิศทางของนโยบายการเงินที่ทรัมป์เห็นต่างไปจากธนาคารกลาง

            สมัยเจเน็ต เยลเลนเป็นประธาน Fed ประธานาธิบดีชื่อบารัก โอบามา

            เธอเป็นผู้หญิงคนแรกในตำแหน่งนั้น และทำงานได้อิสรเสรีพอสมควรเพราะโอบามาเคารพในความเป็นอิสระและมืออาชีพของผู้บริหารธนาคารกลาง

            เธอทำงานได้ดีจนวันนี้ โจ ไบเดนต้องขอใช้บริการเธอในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทีเดียว

            เจเน็ต เยลเลนในวัย 74 ต้องถือว่าผ่านงานหนักๆ มามาก และวันนี้เธอต้องเตรียมรับตำแหน่งเพื่อร่วมแก้วิกฤติเศรษฐกิจหนักหน่วงอันเกิดจากโควิด-19

            ประสบการณ์ของเธอหลากหลาย เช่น

            อดีตประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจยุคอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน

            อดีตประธานธนาคารกลางในยุคโอบามา

            และหากได้รับอนุมัติโดยวุฒิสภา เธอจะสร้างประวัติศาสตร์ในหลายๆ มิติทีเดียว

            หนีไม่พ้นว่าในตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับปัจจัยการเมืองและกระบวนการต่างๆ ที่ต้องทำงานกับสมาชิกสภาคองเกรส

            เมื่อพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีไบเดนไม่ได้มีเสียงข้างมากในวุฒิสภาและเสียงในสภาผู้แทนฯ ก็หดตัวลง  จึงต้องมีการต่อรองกันระหว่างสองพรรคใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            เรื่องใหญ่อันดับหนึ่งหนีไม่พ้นเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

            ปัญหาหนักอึ้งสำหรับเธอคือ ความไม่ลงรอยกันระหว่างพรรคเดโมแครตกับรีพับลิกัน

            แต่ประสบการณ์ในอดีตน่าจะช่วยให้เธอสามารถทำงานหนักเฉพาะหน้าได้

            เยลเลนเคยสนับสนุนมาตรการที่ช่วยอุ้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ภายหลัง "วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์" ปี 2008

            ช่วงนั้นเฟดดำเนินมาตรการมูลค่า 3 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้รอด

            เธอน่าจะมีแนวคิดคล้ายกับไบเดนที่ต้องการเร่งมาตรการเยียวยาเจ้าของกิจการขนาดเล็ก

            ก่อนที่ออกซิเจนจะหมด ล้มละลายไปต่อหน้าต่อตา

            เยเลนรับงานต่อจากรัฐมนตรีคลังคนปัจจุบัน สตีฟ มนูชิน ว่ากันว่าไม่ค่อยจะกินเส้นกับประธานเฟดคนปัจจุบันนัก

            เหตุเพราะมนูชินสั่งให้ยกเลิกโครงการให้เงินกู้ฉุกเฉิน ที่อยู่ในการบริหารของเฟด

            ประธานเฟดค้านเต็มที่

            เยลเลนมานั่งตำแหน่งนี้จะทำงานกับประธานเฟดคนปัจจุบันได้มากน้อยแค่ไหนต้องคอยดู

            แต่อย่างน้อยในฐานะที่เธอเคยนั่งอยู่ที่ธนาคารกลาง  ก็ย่อมจะเข้าใจกลไกการทำงานของคนที่นั่นได้ดีกว่า

            เยลเลนเป็น "เด็กนิวยอร์ก" ของแท้ เติบโตที่เขตบรูคลิน นครนิวยอร์ก

            เธอเรียนหนังสือเก่ง สอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนรัฐในชั้นมัธยมปลาย ก่อนที่ไปต่อปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยบราวน์

            จบปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเยล

            เธอเคยเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเเคลิฟอร์เนียวิทยาเขตเบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัย  London School of Economics

            สามีของเธอเป็นศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล นายจอร์จ เอเคอร์ลอฟ สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในกรุงวอชิงตัน

            นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล Paul Krugman เขียนชื่นชมเยลเลนว่าเป็นคนมีฝีมือจริง เพราะเธอเคยทำงานวิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์มหภาคอย่างจริงจัง

            "เธอเก่งจริงเพราะเธอไม่ได้ใช้แต่เพียงหลักการของตัวเลขและสถิติเท่านั้น แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐศาสตร์ที่แม่นยำที่สุดนั้นเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนเป็นหลัก"

            แต่จะเก่งเพียงใด เจอปัญหาหนักอย่างโควิดก็ไม่แน่

            เพราะความเฟื่องฟูในอดีตไม่ได้รับรองความสำเร็จในอนาคต!

 


ทราบกันไปแล้วนะครับ!คดี "กบฏ กปปส." ที่กำนันสุเทพกับพวกรวม ๓๙ คน เป็นจำเลย เมื่อวาน (๒๔ ก.พ.๖๔) ศาลอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ ๙  โมงเช้า ไปจบเอาตอน ๕ โมงเย็นกว่าๆ

วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'
ครึ่งหลัง"รัฐบาล"ชักจะแย่
ก้าวไกล 'ปักทวน' สถาบัน