ความเจ็บปวดของทรัมป์ในฐานะ ‘Loser of the Year’


เพิ่มเพื่อน    

 

            ปีนี้เป็นปีแห่งความโหดร้ายสำหรับ "โดนัลด์ ทรัมป์" จริงๆ

            นอกจากนิตยสารไทม์ของสหรัฐฯ จะประกาศให้ "โจ  ไบเดน" และ "คามาลา แฮร์ริส" เป็น "บุคคลแห่งปี" แล้ว

            นิตยสารชื่อดังของเยอรมัน Der Spiegel ก็ยังมอบตำแหน่ง "ผู้พ่ายแพ้แห่งปี" ให้แก่ทรัมป์ด้วย

            หรือ "Loser of the Year"

            คำว่า "loser" ไม่ได้มีความหมายเพียงเป็น "ผู้แพ้"  เท่านั้น

            แต่ยังมีความหมายไปทำนอง "สิ้นหวัง, ไร้อนาคต,  ย่ำแย่, สิ้นท่า" อีกด้วย

            ทรัมป์ทำใจยากมากที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็น "loser"

            เสมือนว่าสื่อของสหรัฐฯ กับเยอรมันนัดหมายกันเหยียบย่ำซ้ำเติมผู้นำอเมริกันคนนี้ก็ไม่ปาน

            ความจริง กองบรรณาธิการของสองนิตยสารระดับโลกนี้คงไม่ได้มีการปรึกษาหารือกันแต่อย่างใด

            เป็นความเห็นพ้องของคนทำสื่อ (และคนไม่ได้ทำสื่อ)  ของโลกเป็นจำนวนมากกว่า ว่าทรัมป์เป็นบุคคลที่ได้ก่อความวุ่นวายให้แก่โลกมาพอแล้ว

            ได้เวลาเก็บกระเป๋าออกจากทำเนียบขาวเสียที

            ความจริงทรัมป์ได้คาดหวังและวิ่งเต้นพร้อมกับดันไทม์ให้เลือกเขาเป็น "บุคคลแห่งปี" มาตั้งแต่ชนะเลือกตั้งเมื่อ 4 ปีก่อนแล้ว

            แต่ปีนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับความร่วมมือจากคนทำสื่อเท่าใด

            เพราะทรัมป์ระบุว่าสื่อระดับชาติของสหรัฐฯ ที่ผู้คนให้ความนิยมชมชอบมาช้านานนั้นเป็น Fake News หรือ  "ข่าวปลอม" ที่ร่วมกันขุดคุ้ยข่าวทางลบของเขามาตลอด

            แม้แต่ Fox News ที่ทรัมป์เคยชื่นชมเพราะมีความเห็นที่สอดคล้องกับเขามายาวนาน ก็ถูกทรัมป์เรียกว่า  "ข่าวปลอม" หลังการเลือกตั้งครั้งนี้

            เหตุเพราะสื่อทั้งหลายต้องรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น  มิอาจจะหลับหูหลับตาเชียร์ผู้นำคนไหนโดยไม่คำนึงถึงการทำหน้าที่ต่อสาธารณชนของตัวเองแต่อย่างใด

            เหตุผลที่นิตยสารไทม์มอบตำแหน่งบุคคลแห่งปีของปี ค.ศ.2020 ให้แก่ว่าที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน และว่าที่รองประธานาธิบดีคามาลา แฮร์ริสครองตำแหน่งร่วมกัน ได้รับคำอธิบายจากเอ็ดเวิร์ด เฟลเซนธัล บรรณาธิการใหญ่ของนิตยสารไทม์ว่า

            ทั้งไบเดนและแฮร์ริส "เปลี่ยนเรื่องราวของสหรัฐฯ  ด้วยการแสดงให้เห็นว่า พลังของความเห็นอกเห็นใจกันนั้นยิ่งใหญ่กว่าความแตกแยก และด้วยการแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่จะเยียวยาโลกที่กำลังโศกเศร้า"

            เฟลเซนธัลอธิบายเพิ่มเติมว่า "ประธานาธิบดีอเมริกันทุกคนนับตั้งแต่แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ได้เป็นบุคคลแห่งปี  ณ จุดใดจุดหนึ่งของการดำรงตำแหน่ง และมีประธานาธิบดีเกือบ 12 คนที่ได้เป็นบุคคลแห่งปีในปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ทางเราได้มอบตำแหน่งให้  (ว่าที่) รองประธานาธิบดีด้วย"

            รายชื่อของผู้ชิงตำแหน่งบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทม์ปีนี้คนอื่นๆ ได้แก่ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ บุคลากรด้านสาธารณสุขที่ทำงานด่านหน้า และ ดร.แอนโทนี เฟาซี  และกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องความเป็นธรรมทางเชื้อชาติ

            แต่ไม่ได้หมายความว่านิตยสารไทม์ไม่เคยมอบตำแหน่งนี้ให้ทรัมป์มาก่อน

            เมื่อปี ค.ศ.2016 ซึ่งเป็นปีที่เขาชนะการเลือกตั้ง  ทรัมป์ก็ได้เป็นบุคคลแห่งปีโดยที่ไทม์ระบุว่า

            ทรัมป์ "พลิกความเป็นผู้นำของพรรคใหญ่ทั้งสองพรรค และเปลี่ยนทิศทางการเมืองของระเบียบระหว่างประเทศอย่างแท้จริง"

            นอกจากนี้ นิตยสารไทม์ยังมอบตำแหน่งผู้มอบความบันเทิงแห่งปีให้แก่วงบอยแบนด์ BTS จากเกาหลีใต้ และตำแหน่งนักกีฬาแห่งปีให้แก่ เลอบรอน เจมส์ นักบาสเกตบอลทีมลอสแองเจลิสเลเกอร์ส

            แต่ปีนี้มีความสำคัญต่อทรัมป์มากเพราะเขาต้องการจะได้นั่งทำเนียบขาวอีกหนึ่งสมัย

            อีกทั้งความพ่ายแพ้ต่อไบเดนเป็นเรื่องที่ทำให้เขาเสียหน้าอย่างรุนแรง

            ทรัมป์ประกาศแสดงความมั่นใจว่าจะชนะไบเดนอย่างท่วมท้นตั้งแต่ก่อนการหย่อนบัตร

            เขาต้องการจะพิสูจน์ว่าผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมานั้น ทำให้คนอเมริกันรักเขาเหนียวแน่นกว่าเดิม

            และเมื่อนับคะแนนแล้วเขาแพ้ไบเดน ทรัมป์ก็อาละวาดมาตลอด

            ล่าสุดก็หมดสภาพจริงๆ แล้ว เพราะศาลสูงของสหรัฐฯ มีมติไม่รับเรื่องร้องเรียนจากเขาและพรรครีพับลิกันของเขาจากรัฐเทกซัสที่ขอให้ศาลพลิกการนับคะแนนมาให้เขาชนะไบเดน

            ศาลพิจารณาแล้วมีข้อสรุปว่า ข้อร้องเรียนของทรัมป์ไม่มีหลักฐานที่พอจะเชื่อได้ว่ามีมูลที่ต้องพิจารณาแต่อย่างใดเลย

            ถ้าเป็นภาษาการเมืองไทยก็ต้องบอกว่า

            "มันจบแล้วครับนาย"!

 


ทราบกันไปแล้วนะครับ!คดี "กบฏ กปปส." ที่กำนันสุเทพกับพวกรวม ๓๙ คน เป็นจำเลย เมื่อวาน (๒๔ ก.พ.๖๔) ศาลอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ ๙  โมงเช้า ไปจบเอาตอน ๕ โมงเย็นกว่าๆ

วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'
ครึ่งหลัง"รัฐบาล"ชักจะแย่
ก้าวไกล 'ปักทวน' สถาบัน