เมื่อ Facebook ถูกเชือดเพราะ นโยบาย ‘ซื้อไม่ได้ก็ฝังเสียเลย’


เพิ่มเพื่อน    

                คนไทยเล่น Facebook และ Instagram กันครึ่งค่อนประเทศ แต่คงไม่ได้รู้สึกว่าถูก “ผูกขาด” โดยคนชื่อมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก คนเดียว

                ทั้งๆ ที่สื่อโซเชียลมีเดียเหล่านี้เก็บข้อมูลส่วนตัวและติดตามความเคลื่อนไหวของเราอย่างละเอียดยิบ

                และเราไม่ตระหนักด้วยซ้ำไปว่าพฤติกรรมของแต่ละคนนั้นกำลังถูกกำหนดโดย Algorithm ที่เขาเขียนขึ้นมาเพื่อติดตามรายละเอียดของนิสัยส่วนตัวของเราเกือบทุกด้าน

                เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ กลายเป็นกำไรมหาศาลสำหรับนายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กและผู้ถือหุ้นทั้งหลายของบริษัทเหล่านี้

                ในเมืองไทยเราพูดถึงการจะเก็บภาษีธุรกิจโซเชียลมีเดียมาหลายปีแล้ว แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้

                เพราะอำนาจและอิทธิพล รวมถึงรูปแบบของการทำธุรกิจของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้มีกว้างขวางเกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายระหว่างประเทศปัจจุบันจะทำอะไรได้

                ที่อเมริกาและอีกหลายประเทศมีการจับจ้องกิจกรรมขอ Facebook และ apps ทั้งเครือข่ายทั้งหลายเพื่อหาทางจำกัดอิทธิพลและเครือข่ายเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอย่างมโหฬารไปทั่วโลก

                จึงเป็นข่าวใหญ่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อมีการสั่งฟ้อง Facebook ที่สหรัฐ และมีการเพิ่มแรงกดดันให้ต้องขายกิจการ Instagram ออกมาเสียเพื่อลดขนาดของ “อาณาจักร” ของเจ้าของธุรกิจยักษ์นี้

                คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลสหรัฐ หรือ FTC ได้ตัดสินใจเดินหน้ายื่นเรื่องฟ้องศาลว่า Facebook ดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจในแบบ “ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายเล็ก”

                ผลจากการดำเนินคดีอย่างนี้น่าจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกได้พอสมควร

                หลายวงการคาดกันว่า บริษัทสื่อสังคมออนไลน์ชั้นนำแห่งนี้อาจต้องจำยอมขายธุรกิจทำเงินอย่าง Instgram และ WhatsApp รวมกันแล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนครึ่งค่อนโลกทีเดียว

                คำฟ้องของ FTC กล่าวหา Facebook ว่ามีกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ฟาดฟันคู่แข่งรายเล็กกว่าอย่างโหดเหี้ยมทารุณ

                คำร้องเรียนอ้างว่า Facebook ดำเนินธุรกิจด้วยหลักการที่ยึดครองหรือทำลายหากคู่แข่งไม่ยอมจำนน

                เรียกวิธีดำเนินธุรกิจแบบนี้ว่า “ถ้าซื้อไม่ได้ก็ฝังดินเสียเลย”

                หรือ “buy-or-bury” strategy

                เป็นวิธีการกำจัดคู่แข่งและกีดกันไม่ให้ธุรกิจคู่แข่งรายเล็กเกิด ที่ทำให้ผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมสุดขั้วที่ขัดกับหลักการ “ความเป็นธรรมในตลาดเสรี” โดยสิ้นเชิง

                Facebook กลายเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายที่ 2 ที่ตกเป็นเป้าฟ้องร้องคดีดังในปีนี้

                ก่อนหน้านี้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐยื่นฟ้อง บริษัท อัลฟาเบท (Alphabet Inc.) บริษัทแม่ของกูเกิล (Google) เมื่อเดือนตุลาคม

                ข้อหาเป็นไปในทำนองเดียวกันคือ การใช้อำนาจทางการตลาดกีดกันคู่แข่งอย่างไม่เป็นธรรม

                การที่หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐเดินหน้าเอาเรื่องบริษัทชื่อดังด้านเทคโนโลยียักษ์ระลอกนี้ ตอกย้ำถึงความเห็นตรงกันว่า ทั้ง 2 พรรคการเมืองหลักของสหรัฐต้องการให้ธุรกิจเทคโนโลยียักษ์ใหญ่แสดงความรับผิดชอบผลในการทำกำไรที่ไร้ขีดจำกัด

                และเป็นการรื้อฟื้นหลักการที่จะต้องปฏิบัติตามหลักดำเนินธุรกิจที่เป็นที่ยอมรับของสังคมเสรีประชาธิปไตย

                ในคำฟ้องที่ FTC ยื่นต่อศาลระบุว่า Facebook ทุ่มทุนซื้อธุรกิจคู่แข่งมาตลอด

                เน้นไปที่การซื้อ Instagram ด้วยเม็ดเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2012 และ Whatsapp ด้วยเงิน 19,000 ล้านดอลลาร์ ในอีก 2 ปีต่อมา

                อัยการในหลายรัฐของสหรัฐร่วมกันออกมาสนับสนุนข้อกล่าวหาที่ว่านี้

                แถมเพิ่มข้อสังเกตว่า Facebook ได้ใช้ความเป็นผู้นำธุรกิจและอำนาจการผูกขาดในตลาด ทำลายล้างคู่แข่งรายย่อย และกีดกันการแข่งขันอย่างโจ๋งครึ่ม

                มีผลให้ผู้ใช้งานไม่ได้รับความเป็นธรรมและเสียโอกาสมากมายมหาศาล

                แต่ที่ปรึกษาของ Facebook ก็ลุกขึ้นตอบโต้กฎหมายต่อต้านการผูกขาดนั้น ”ไม่ได้มีเอาไว้ใช้ลงโทษบริษัทที่ประสบความสำเร็จ”

                อีกทั้งอ้างว่าที่ Instagram และ Whatsapp ได้ประสบความสำเร็จจนกลายเป็น apps ยอดนิยมนั้นก็เพราะ Facebook ได้ลงทุนมหาศาลนับหมื่นล้านเพื่อพัฒนาและขยายตลาด

                เขาอ้างว่าระบบเสรีนิยมย่อมต้องไม่ลงโทษผู้ที่ทำอะไรสำเร็จ หาไม่แล้วก็จะไม่สามารถส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

                มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท ส่งข้อความเป็นการภายในให้พนักงาน

                ปลอบใจพนักงานว่าคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลต่อทีมงานหรืองานใดๆ ทั้งสิ้น

                แต่เชื่อว่านี่เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของมาร์ค

                จะเป็นกรณี “ปากกล้าขาสั่น” หรือไม่ อีกไม่นานก็รู้.


ทราบกันไปแล้วนะครับ!คดี "กบฏ กปปส." ที่กำนันสุเทพกับพวกรวม ๓๙ คน เป็นจำเลย เมื่อวาน (๒๔ ก.พ.๖๔) ศาลอ่านคำพิพากษาตั้งแต่ ๙  โมงเช้า ไปจบเอาตอน ๕ โมงเย็นกว่าๆ

วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'
ครึ่งหลัง"รัฐบาล"ชักจะแย่
ก้าวไกล 'ปักทวน' สถาบัน