สวัสดีปีใหม่ 2021 : ก่อนฟ้าสาง ท้องฟ้าจะมืดมิด


เพิ่มเพื่อน    

    สวัสดีปีใหม่ 2021/2564 ครับท่านผู้อ่าน
    ผมเรียกปีใหม่นี้ว่าเป็น “ปีแห่งความหวัง หลังปีแห่งความรันทด”
    เพราะปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความโหดร้าย, ผันผวนและปีแห่งโอกาสในยามวิกฤติ
    แต่เราก็ฝ่าฟันข้ามมาถึงปีนี้ได้ แม้จะด้วยอาการทุลักทุเลไม่น้อย แต่ก็เป็นการยืนยันว่าเราจะไม่ยอมแพ้ภัยคุกคามเรื่องโรคระบาดที่อาละวาดจนกลายเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบปากท้องของผู้คนจำนวนมาก
    แต่เราต้องมีความหวังครับว่าเราน่าจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดแล้ว
    หรือถ้ามันจะเลวร้ายกว่านี้อีก เราก็ต้องใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็นตัวนี้ให้ได้
    การกลับมาระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 ตอนก่อนสิ้นปีนั้นต้องถือว่าเป็นการทดสอบภูมิต้านทานของเราอย่างเข้มข้น
    ไหนว่าไทยเราสามารถบริหารโควิดรอบแรกได้ดีอันดับต้นๆ ของโลกไง...โควิดจึงหยั่งเชิงเราในรอบใหม่ ถ้าไทยเราแน่จริงก็ย่อมจะต้องสามารถบริหารการระบาดครั้งใหม่นี้ได้
    ถ้าเราย่อหย่อนหรือประมาทก็แปลว่าที่เราเชื่อว่าเป็นฝีมือของเรารอบแรกนั้นไม่ได้เป็นของจริง
    ของจริงต้องตั้งรับได้ทุกสถานการณ์
    ขอให้เราไม่เหนื่อย ไม่ท้อ ไม่หมดแรงเสียก่อน
    แต่เราจะมีพลังตั้งรับวิกฤติครั้งนี้และครั้งต่อๆ ไปได้ก็เมื่อเราสามารถแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมไทยให้ได้เสียก่อน
    วิกฤติครั้งนี้พิสูจน์ว่าอย่างน้อยหมอและบุคลากรทางการแพทย์กับระบบเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่เรียกว่า อสม.นั้น มีความเข้มแข็งและประสิทธิภาพสูงระดับสากลเลยทีเดียว
    การบริหารวิกฤติโควิดของเราที่มีคุณภาพในระดับเป็นที่ยอมรับในระดับสากลนั้น เป็นเพราะเรามีทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านต่อสู้กับโรคระบาด, มีหลักวิชาการแม่น และความร่วมมือของประชาชนที่เชื่อในความสามารถของแพทย์
    อีกทั้งนักการเมืองระดับผู้นำของประเทศยอมฟังเหตุผลและข้อเสนอที่สนับสนุนด้วยหลักวิเคราะห์บนพื้นฐานของวิชาการ จึงออกนโยบายเป็นไปตามข้อเสนอของ “มืออาชีพ”
    ไม่กำหนดนโยบายตามความรู้สึก หรือโอนเอียงไปตามแนวทางของนักการเมืองที่อาจจะกลัว “ประชาชนแตกตื่น” หรือกลัวจะเสียคะแนนนิยมของตนเอง
    เมื่อรัฐบาลยึดเอาหลักวิทยาศาสตร์และตรรกะในการบริหารวิกฤติ นั่นย่อมแปลว่าเราเดินมาถูกทาง และสามารถตั้งรับกับวิกฤติไม่ว่าจะรุนแรงหรือยืดเยื้อเพียงใด
    ความหวังของผมจากวิกฤติครั้งนี้ก็คือหากรัฐบาลและประชาชนจะใช้หลักแห่งตรรกะ, เหตุผลและการรับฟังความเห็นของผู้รู้จริงในการแก้ปัญหาของประเทศชาติในทุกเรื่องด้วย เราก็จะสามารถแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกในประเทศของเรา
    หากเราแก้ปัญหาใหญ่ๆ ของบ้านเมืองด้วยการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน ยึดหลักการรับฟังเสียงประชาชน สร้างเครือข่ายของชาวบ้าน นักการเมืองและผู้บริหารประเทศใช้หลักพิจารณาบนพื้นฐานของข้อมูล ไม่ใช่ด้วยอคติหรือความโน้มเอียงไปทางด้านกลุ่มผลประโยชน์ เราก็จะได้บทเรียนอันล้ำค่าจากวิกฤติโควิดครั้งนี้อย่างยิ่ง
    ปีใหม่นี้จึงเป็นปีแห่งโอกาส...หากเราจะใช้สติและปัญญาที่ได้จากการทำสงครามกับโควิดอย่างหนักหน่วงมาตลอดปี
    เป็นโอกาสที่เราจะก้าวเข้าสู่โฉมใหม่แห่งดิจิทัล หรือที่เรียกว่า Digital Transformation อย่างแท้จริง
    เพราะวิกฤติครั้งนี้ได้พิสูจน์ว่าคนไทยไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็สามารถปรับเปลี่ยนตัวเองให้ใช้ชีวิตแบบดิจิทัลได้อย่างคล่องแคล่วเมื่อเราก้าวพ้นความกลัวและลังเล
    โควิดบังคับเราให้ต้องกระโดดลงสู่การใช้ชีวิตออนไลน์มากกว่าเดิมหลายเท่า
    การลงทะเบียนเพื่อรับบริการของรัฐบาลหลายโครงการผ่านแอปในมือถือทำให้เกิดความคุ้นชินสำหรับคนทั่วไปในการเชื่อมต่อทางดิจิทัล
    ทางการมีข้อมูลเกี่ยวกับชนชั้นกลางและคนหาเช้ากินค่ำเป็นกอบเป็นกำเพราะการลงทะเบียนเหล่านี้
    จึงเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะใช้ข้อมูลเหล่านี้วางนโยบายในการแก้ไขปัญหาความยากจนและความขัดข้องในชีวิตของผู้คนทั้งหลายอย่างมีประสิทธิภาพอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
    นี่เป็นเพียง “ปัจจัยบวก” บางด้านอันเกิดจาก “ปีแห่งความโหดร้าย” ที่ผ่านมา
    จากนี้ เราจะได้ร่วมกันหาทางสร้างสังคมไทย “ด้านบวก” ที่ได้บทเรียนจาก “ด้านลบ” ตลอดทั้งปีนี้ด้วยกัน
    แต่อย่าลืม....สถานการณ์จะแย่ลงไปอีกระดับหนึ่งก่อนที่จะโงหัวขึ้นสู่การฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม
    อย่าได้ถอดใจในช่วงท้องฟ้ามืดมิดก่อนฟ้าสางเป็นอันขาด!.


มีคำชี้แจงเรื่อง "รื้อวัดทำสถานีรถไฟฟ้า" ดังนี้ ครับ คุณ TAWATCHAI CHONGVUTICHAI ส่งข้อความผ่าน WWW.PLEWSEENGERN.COM ว่า ป๋าเปลวครับ

"รื้อวัดทำสถานีรถไฟฟ้า"
'แอมมี่' คือ 'หนังตัวอย่าง'
'สสร.' หรือจะ 'ขันจอหว่อ'?
'แล้วรัฐบาลจะเอายังไง?'
'ไฟป่า-ไฟเมือง' เรื่องจงใจ
ว่าด้วย 'ดอกประชาธิปไตย'