โจ ไบเดน สาบานตนแล้ว แต่ทรัมป์พร้อมเป็นตัวป่วนต่อ!


เพิ่มเพื่อน    

ธงอเมริกันเกือบ 200,000 ชิ้น วางเรียงกันเป็นสัญลักษณ์แทนคนที่ไม่สามารถมาร่วมพิธีสาบานตนของไบเดนได้ เพราะโรคระบาดโควิด-19

 

                America United คือ ‘วลีทอง’ ที่เราได้ยินจากสุนทรพจน์รับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาเวลาเที่ยงคืนของบ้านเราเมื่อคืนนี้

                เป็นวลีที่ส่งสารถึงคนอเมริกาทั้งประเทศว่าเขาต้องการให้อเมริกากลับมาเป็น “หนึ่งเดียว”...หลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ทำให้สหรัฐวันนี้แตกเป็นเสี่ยง

                เช้านี้ (เวลากรุงเทพฯ) เราน่าจะเห็นภาพและข่าวการสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของโจ ไบเดน ในฐานะประธานาธิบดีคนที่ 46 และกมลา แฮร์ริส เป็นรองประธานาธิบดีของสหรัฐ

                บรรยากาศก็น่าจะค่อนข้างขรึมและเครียด

                เพราะมีทหารจากหน่วยกองกำลังสำรอง หรือ National Guards ไม่น้อยกว่า 25,000 คนมารักษาความปลอดภัยรอบๆ บริเวณการทำพิธี

                แต่ความระแวงสงสัยร้าวลึกมาก

                เอฟบีไอตั้งประเด็นว่า แม้ในหมู่หน่วยรักษาความปลอดภัยในวันสาบานตนก็อาจจะมี “หนอนบ่อนไส้” ที่อาจแทรกตัวเข้ามาก่อเหตุร้ายได้

                จึงต้องตรวจประวัติของทหารและตำรวจทุกคนที่เข้าประจำการในพิธีสาบานตนอย่างละเอียด

                แต่ไม่มีแม้เงาของโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้กำลังจะจากไปจากทำเนียบขาว...เพราะเขาจัดพิธีอำลาของตัวเอง

                เป็นการ “แย่งซีน” เพื่อรักษาความโดดเด่นในบทบาทการเมืองของเขา

                ที่ตกอยู่ในฐานะลำบากใจเป็นพิเศษคือ รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ที่ต้องตัดสินใจว่าจะมาร่วมงานของไบเดน แต่ไม่ไปปรากฏตัวที่งานสั่งลาของทรัมป์

                ทรัมป์ออกคลิป “อำลา” ยาว 20 นาทีขึ้น YouTube ประกาศว่า “ขบวนการของเรา (Our Movement) เพิ่งจะเริ่มต้น”

                ไม่มีคำแสดงความยินดีต่อประธานาธิบดีคนใหม่ มีแต่เอ่ยถึง “รัฐบาลใหม่ของสหรัฐ”

                มิหนำซ้ำยังส่งบัตรเชิญไปยังคนสำคัญๆ ทั้งหลายให้มาร่วมงานอำลาจากทำเนียบขาว...ทับซ้อนกับงานสาบานตนของไบเดน

                ไม่มีถ้อยประโยคใดของทรัมป์ในคลิปนี้ที่บ่งชี้ถึงการยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้

                “เราสามารถทำในสิ่งที่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะทำ และเราทำได้มากกว่านั้นมากมายนัก....” ทรัมป์ประกาศด้วยน้ำเสียงของคนที่ยังไม่ยอมรับว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ยอมรับให้เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2

                ขณะที่ไบเดนเน้นในสุนทรพจน์ (ที่เตรียมเอาไว้) ว่าเขาจะทำทุกอย่างเพื่อสร้างความสมัครสมานในชาติ ขณะตอกย้ำจุดยืนของเขาที่จะสร้างฐานการเมืองใหม่ของตัวเอง

                ข่าวจากวงในของทรัมป์บอกว่าเขากำลังคิดจะตั้งพรรคการเมืองใหม่ของตัวเอง

                ขณะที่ไบเดนต้องดิ้นรนแก้ปัญหาอันหนักหน่วงที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 (ยอดผู้เสียชีวิตทะลุ 400,000 คนแล้วเมื่อวานนี้) และต้องกู้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่, ทรัมป์กลับพยายามขัดขวางการต่อไม้ต่อมายังรัฐบาลใหม่

                ทรัมป์รู้ตัวดีว่าพรรครีพับลิกันกำลังปริแตก แบ่งเป็นกลุ่มที่ยังเป็นสาวกกับกลุ่มที่แยกตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเอง

                แม้แต่ไมค์ เพนซ์ ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตรองประธานาธิบดีก็ต้องคิดหนัก เพราะหากเขาคิดจะสมัครเป็นประธานาธิบดีใน 4 ปีข้างหน้า ก็จะต้องวางจุดยืนทางการเมืองของตัวเองที่ไม่ถูกมองว่าเป็นเพียง “ลิ่วล้อ” ของทรัมป์เท่านั้น

                ผมมองว่ากมลา แฮร์ริส ก็คงจะกำลังพิจารณาว่าอีก 4 ปีข้างหน้า ตัวเธออาจจะคิดชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเหมือน

                ขึ้นอยู่กับว่าจากนี้ไปเธอจะสามารถสร้างผลงานที่โดนใจคนอเมริกันได้มากน้อยเพียงใด

                แต่ภารกิจหนักอึ้งของไบเดนคือ การที่ต้องจัดการกับโควิด-19, เศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดและความแตกแยกในประเทศที่ยากจะเยียวยาได้

                เพียงแค่งานปกติของการบริหารประเทศในยามนี้ก็ยากยิ่งอยู่แล้ว

                แต่ยิ่งมีทรัมป์เป็น “ตัวป่วน” ที่พยายามจะสกัดไบเดนทุกวิถีทางเพื่อวางแผนจะกลับมาทำเนียบขาวในอีก 4 ปีข้างหน้า ก็ยิ่งทำให้ไบเดนต้องเจอวิบากกรรมที่หนักหน่วงมากกว่าเดิมหลายเท่า

                ไม่มีอะไรง่ายแน่นอนสำหรับผู้นำวัย 77 อย่างไบเดน (เป็นผู้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์) อย่างแน่นอน.

 

 


ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า.... รัฐบาลเขามีนโยบายอะไรที่ล้ำลึกในการรับมือขบวนการ "เปลี่ยนระบอบประเทศ-ล้มสถาบัน" ที่กลุ่มอาจารย์มหา'ลัยกับกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งสมคบขบวนการนอกชาติที่หวังเข้ามามีอำนาจเหนือชาติ

'ไฟป่า-ไฟเมือง' เรื่องจงใจ
ว่าด้วย 'ดอกประชาธิปไตย'
มีค่า"ต่อเมื่อ"ขื่อคาถึง
เมื่อ 'ความยุติธรรม' สถิต
วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'