เมียนมาตึงเครียด...เมื่อทหาร ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง


เพิ่มเพื่อน    

    รัฐสภาเมียนมามีกำหนดจะเปิดสมัยประชุมครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนวันนี้...ท่ามกลางความตึงเครียดในบ้านเมืองหลายๆ ด้าน
    คนเมียนมากำลังเดือดร้อนเรื่องโควิด-19 และเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดหนัก
    เท่านั้นยังไม่พอ สัปดาห์ที่ผ่านมายังมีข่าวลือว่ากองทัพกำลังจะ “หมดความอดทน” และอาจกำลังคิดจะ “ล้มกระดานการเมือง” อีกครั้งหนึ่งแล้ว
    ประเทศนี้กำลังเผชิญกับวิกฤติรัฐธรรมนูญ
    เพราะผู้นำกองทัพไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา โดยพรรค NLD ของอองซาน ซูจี ชนะอย่างท่วมท้น
    แต่กองทัพกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง
    พรรค NLD ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามความต้องการของประชาชน
    คณะกรรมการการเลือกตั้งของเมียนมาก็รับรองผลการเลือกตั้ง บอกว่าข้อร้องเรียนของฝ่ายแพ้เลือกตั้งกว่า 300 คดีนั้น สอบสวนแล้วไม่มีเหตุจะทำให้คิดว่าผลการหย่อนบัตรของประชาชนครั้งนี้มีปัญหาอะไรที่จะต้องยกเลิก
    ทหารกับพรรคพันธมิตรของทหารอ้างว่า มีหลักฐานว่ามีการโกงคะแนนกันกว่า 10,000 กรณี
    กองทัพอ้างว่า ได้พบว่ามี “ความผิดปกติ” ใน 8.6 ล้านรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 314 เมือง ซึ่งอาจจะมีการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน
    กกต. หรือที่เรียกชื่อทางการ Union Election Commission (UEC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ตรวจสอบแล้วสรุปว่าข้อร้องเรียนเหล่านั้นไม่มีหลักฐานยืนยันแต่อย่างใด
    พรรค NLD ได้ทั้งหมด 396 จากทั้งหมด 476 ที่นั่งในการเลือกตั้งวันที่ 8 พฤศจิกายน
    ทำให้อองซาน ซูจี สามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงพรรคการเมืองอื่น ส่วนพรรค Union Solidarity and Development Party (USDP) ที่ทหารหนุนหลังได้แค่ 33 ที่นั่ง 
    ที่ทำให้เกิดความตึงเครียดในระดับชาติก็คือถ้อยแถลงของโฆษกกองทัพบกที่ประกาศว่า
    “เราไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการก่อรัฐประหาร...และทางกองทัพก็จะยังส่งคำร้องเรียนเรื่องความไม่ชอบมาพากลของการเลือกตั้งครั้งนี้ตามตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ...”
    วันต่อมา (วันพุธ) พลเอกมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการเหล่าทัพของเมียนมา บอกนายทหารระดับสูงว่า
    “ถ้ากฎหมายทั้งหลายไม่ได้รับการบังคับใช้อย่างถูกต้อง เราก็อาจจะต้องยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ...เพราะรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง ถ้าใครไม่ทำตามกฎหมาย ก็ต้องยกเลิกกฎหมาย และถ้าหากมันคือรัฐธรรมนูญที่ไม่ถูกบังคับใช้อย่างถูกต้อง ก็ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญ...”
    พูดอย่างนี้จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากว่านายพลผู้กุมอำนาจกองทัพสูงสุดคนนี้กำลังส่งสัญญาณว่าทางกองทัพกำลังคิดการใหญ่
    นั่นคือหากผลการเลือกตั้งทำให้กองทัพและพรรคการเมืองของกองทัพไม่มีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง ทหารก็จะยึดอำนาจกลับมาปกครองบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง
    กลับไปสู่ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหารของเมียนมาที่ยาวนานถึง 50 ปี ก่อนที่จะยอมให้มีการเลือกตั้งเมื่อปี 2015 หรือเมื่อ 5 ปีก่อน
    อองซาน ซูจี ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วอย่างล้นหลามเช่นกัน แต่ก็มีอุปสรรคในการบริหารประเทศพอสมควร
    เพราะมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่ร่างและผ่านโดยกองทัพเมื่อปี 2008 ที่ให้กองทัพมีโควตาที่นั่งในสภา 25%
    ทำให้กองทัพมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    เพราะกำหนดไว้ชัดเจนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีเสียงในสภาเกิน 75% 
    หากกองทัพไม่เห็นพ้องด้วยก็ไม่มีทางแก้ไขกติกาสูงสุดของบ้านเมืองได้
    คำขู่ของผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมาครั้งนี้ แม้ว่านักวิเคราะห์หลายคนไม่คิดว่าทหารจะกล้าบุ่มบ่ามทำอะไรแบบเดิม แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการประท้วงกลางถนนจากคนเมียนมาที่ไม่ต้องการเห็นทหารกลับมาปกครองแบบเดิมอีก
    หากมีการประท้วงและมีการปราบปรามโดยทหาร ก็อาจจะเป็นข้ออ้างสำหรับทหารที่จะประกาศกฎอัยการศึก นำไปสู่การเข้ามาควบคุมสถานการณ์บ้านเมืองที่เปิดทางไว้ในรัฐธรรมนูญเช่นกัน
    แปลว่าเมียนมาจะ U-Turn ครั้งใหญ่อย่างนั้นหรือ?
    ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา กองทัพออกแถลงการณ์ว่าจะยังเคารพในรัฐธรรมนูญและกฎหมายของบ้านเมืองต่อไป
    ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีเรื่อง “ผิดปกติ” หากกองทัพไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ เพียงแต่เสียงคำรามครั้งนี้ต้องการสำทับว่า “ฉันยังคว่ำกระดานได้ตลอดเวลานะ จะบอกให้!”
    หากทหารเมียนมาเลือกเส้นทางกลับไปสู่อดีต...ก็คงหนีไม่พ้นหายนะ.


เมื่อวานคุยเล่น  เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ  วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด

อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.
เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?"