ที่ยืนอยู่หน้ารถถังคือ เด็กพม่าถือป้ายประท้วง!


เพิ่มเพื่อน    

          หากเป็นไปตามข่าวเมื่อวาน อองซาน ซูจีจะขึ้นศาลผ่านวิดีโอวันนี้ (เลื่อนจากกำหนดการเดิมที่เป็นวันจันทร์)  ในคดีข้อหานำเข้าวิทยุสื่อสาร (walkie-talkie) โดยไม่มีใบอนุญาต

            เป็นข้อหาประหลาดที่พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้ยึดอำนาจรัฐเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ยัดเยียดให้เพื่อหาเหตุควบคุมคุมตัวเธอไว้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้

            การปรากฏตัวของอองซาน ซูจีในศาล คงเป็นข่าวที่กระตุ้นให้ประชาชนที่ลงถนนประท้วงด้วยวิถีอารยะขัดขืนมากว่า 10 วันต้องเดินหน้าต่อต้านกองทัพที่ต้องการคว่ำกระดาน ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งของวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

            รถหุ้มเกราะและรถถังของกองทัพออกมาวิ่งข่มขู่ชาวบ้านในเมืองใหญ่ๆ หลายวันแล้ว

            อีกทั้งมีคำเตือนจากทางการออกมาหลายชุด ข่มขู่ผู้เข้าร่วมประท้วงว่าหากไม่เลิกจะโดนข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคง มีสิทธิ์ถูกจำคุกถึง 20 ปี

            แต่คนเมียนมาส่วนใหญ่ก็หาได้เกรงกลัวคำเตือนเหล่านั้นไม่

            ภาพนี้จะเห็นเยาวชนที่เข้าร่วม Civil Disobedience  Movement (CDM) ยืนถือป้าย "เราไม่ยอมรับรัฐบาลทหาร" อยู่หน้ารถหุ้มเกราะที่กลางเมืองย่างกุ้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

            อีกทั้งในวันเดียวกันนั้นก็ยังมีการชุมนุมในหลายๆ  เมืองอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีรถทหารออกมาวิ่ง ทหารหน่วยปราบปรามจลาจลกระจายตัวไปตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง

            และมีการปิดบริการอินเทอร์เน็ตอย่างน้อย 8 ชั่วโมงในคืนก่อนหน้านั้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

            พอมีรูปหน่วยรบอาวุธครบมือออกมาปรากฏตัวในที่สาธารณะอย่างนั้น ก็มีข้อสังเกตทันทีว่านี่คือทหารจาก  Light Infantry Division (LID) หรือกองพลทหารราบเบาที่  77

            หน่วยรบนี้มีประวัติเคยถูกส่งไปปราบปรามผู้ประท้วงอย่างหนักในย่างกุ้งเมื่อปี 2007

            ได้ชื่อว่าเป็นหน่วยทหารที่โหดเหี้ยม เคยยิงใส่ผู้ประท้วงและใช้รถบรรทุกลุยเข้าใส่ผู้ต่อต้านอย่างไร้ความปรานีมาก่อนแล้ว

            ดังนั้น การที่หน่วยทหารนี้ถูกส่งออกมาประจำการ ณ  จุดที่มีการประท้วงเช่นนั้น ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่านายพลมิน อ่อง หล่ายไม่ยอมถอย เตรียมจะเดินหน้ากุมอำนาจทางการเมืองต่อไปอย่างแน่นอน

            นั่นย่อมหมายถึงการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับกองทัพครั้งใหม่ที่จะหนักหน่วงรุนแรงขึ้น

            ท่ามกลางแรงกดดันจากประเทศทางตะวันตกที่เพิ่มระดับขึ้นตามลำดับเช่นกัน

            นอกจากแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของคณะมนตรีความมั่นคงและคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่เรียกร้องให้ทหารปล่อยตัวนักการเมืองและผู้ประท้วงที่ถูกจับตัวไปแล้ว ก็ยังมีคำแถลงการณ์ร่วมจากบรรดาเอกอัครราชทูตอเมริกันและสหภาพยุโรปบวกกับอังกฤษที่ประจำอยู่ย่างกุ้งในแนวทางเดียวกัน

            ผู้ประท้วงชาวเมียนมาไปปักหลักหน้าสถานทูตจีนและรัสเซียกับสหรัฐฯ ด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน

            เพื่อบอกกับจีนและรัสเซียว่าจะต้องเลิกสนับสนุนกองทัพในการทำรัฐประหารครั้งนี้

            และเพื่อเรียกร้องวอชิงตันว่าสหรัฐฯ ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดันต่อนายพลมิน อ่อง หล่ายให้มากขึ้นกว่าเดิมอีก

            เพราะการแสดงท่าทีของประธานาธิบดีโจ ไบเดน และรัฐมนตรีต่างประเทศ แอนโทนี บลิงเคน ถึงวันนี้อาจจะยังไม่เข้มข้นพอที่จะกดดันให้นายพลมิน อ่อง หล่ายยอมคืนอำนาจให้รัฐบาลพลเรือน

            อีกทั้งการคุกคามของรัฐบาลทหารต่อประชาชนยังถูกยกระดับขึ้นจนชาวบ้านไม่เป็นอันหลับอันนอน

            ต้องตั้งหน่วยลาดตระเวนชุมชนของตัวเอง เพราะกลัวว่าทหารและตำรวจจะหลบเข้ามากลางดึกเพื่อ "อุ้ม" ผู้ประท้วงหายตัวไป

            และยังมีกรณีที่น่าสงสัยว่า ทางการส่งนักเลงหัวไม้ที่เคยเป็นนักโทษและเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก จงใจสร้างสถานการณ์ทำร้ายประชาชนทั่วไปให้ตกอยู่ในภยันตราย

            รัฐบาลทหารมีคำสั่งห้ามสื่อและประชาชนเรียกขานพวกเขาว่า "รัฐบาลทหาร" หรือ "รัฐบาลรัฐประหาร"

            ห้ามใช้คำว่า Junta หรือ Regime

            เพราะสองคำนี้หมายถึงผู้ปกครองประเทศที่มาจากวิถีทางที่ผิดกฎหมายไร้ความชอบธรรม

            อีกหน่อยอาจจะเหมือนเกาหลีเหนือที่บังคับให้ประชาชนเรียกผู้นำว่า "Our Dear Leader"

            หรือ "ท่านผู้นำอันเป็นที่รักยิ่งของเรา"

            ทั้งๆ ที่ประชาชนส่วนใหญ่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผยแล้วว่าพวกเขาไม่อาจจะยอมรับ

            "พวกโจรปล้นแผ่นดิน"

            "ผู้ก่อการร้ายในประเทศ" และ

            "เผด็จการติดอาวุธ"!


ในเรื่องร้ายๆ มันก็มีเรื่องดีๆ รวมอยู่ด้วยเสมอ! อย่าง ๘ แกนนำ กปปส.เข้าคุก

มีค่า"ต่อเมื่อ"ขื่อคาถึง
เมื่อ 'ความยุติธรรม' สถิต
วันชี้ชะตา 'กำนันสุเทพ'
'รหัส ๓ ตัวเลขไว้วางใจ'
แม่ๆ ของคน 'สู้แล้วรวย'
'นิพพานสังคมไทย'