พูดคุยกับ ‘นักวิจัยดีเด่น’ ปี 2564 สาขาปรัชญา เงื่อนไข ‘บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์’ บนการตีความหลักธรรมที่ผิดเพี้ยน


เพิ่มเพื่อน    

 

ความงมงายที่นำไปสู่ความเดือดร้อนหลายต่อหลายครั้ง ล้วนเกิดขึ้นจากการตีความ “คำสอน-หลักธรรม” ทางพุทธศาสนาอย่างคลาดเคลื่อน

ตัวอย่างเช่นการบูชา “พญานาค” ที่บางครั้งไปไกลเกินขอบเขตแนวปฏิบัติของชาวพุทธ จนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากความเชื่อ หรือในกรณีล่าสุดที่มีผู้อ้างตนเป็น “พระศรีอริยเมตไตรย” โน้มน้าวคนจำนวนหนึ่งให้เกิดศรัทธาแต่สิ่งที่กล่าวอ้างขัดแย้งกับคำสอนทางพุทธศาสนา

เหตุการณ์เหล่านี้มีต้นทางมาจาก “ความไม่รู้” ของชาวพุทธในปัจจุบัน จึงเกิดการตีความคำสอน-หลักธรรม ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง

นี่คือประเด็นที่ ศ.ดร.วัชระ งามจิตรเจริญ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 1 ใน 7 นักวิชาการที่ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ความสนใจ จนเกิดเป็นงานวิจัยระดับชาติมากถึง 9 เล่ม

“ในเรื่องคำสอนหรือหลักธรรมซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ในพุทธปรัชญานั้น จะมีปัญหาเรื่องความไม่ชัดเจน การตีความ หรือความเข้าใจที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นจำเป็นต้องมีการศึกษา วิจัย เพื่อแก้ปัญหาความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจที่คลุมเครือ” ศ.ดร.วัชระ ระบุ

ศ.ดร.วัชระ ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 ในสาขาปรัชญา เนื่องด้วยขอบเขตการศึกษาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและพุทธปรัชญา งานของ ศ.ดร.วัชระ มีความโดดเด่นในแง่ของการเสาะแสวงหาความจริงใน 3 มิติ ได้แก่ 1. คำสอนหรือหลักธรรม 2. การนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในสังคมปัจจุบัน 3. การปฏิรูปพัฒนาและแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับคณะสงฆ์

ศ.ดร.วัชระ อธิบายว่า ความเชื่อหรือความศรัทธาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตัดสินถูกผิดได้ เพราะบางคนเชื่อเนื่องจากเคยมีประสบการณ์ส่วนตัว ตรงนี้คนนอกคงจะเข้าไปก้าวก่ายไม่ได้ ถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่เชื่อ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นอยู่ที่ภายใต้ความเชื่อเหล่านั้น บางอย่างอาจเกิดจากความเข้าใจผิด ซึ่งที่สุดแล้วจะกลายเป็นความงมงาย ที่สร้างผลเสียต่อผู้ที่เชื่อและต่อสังคมรอบข้าง มากไปกว่านั้นคืออาจกลายเป็นเหยื่อของผู้ที่พยายามหาผลประโยชน์จากความเชื่อด้วย

“อย่างความเชื่อเรื่องพญานาค ตามคัมภีร์ทางพุทธศาสนาไม่ได้บอกให้บูชาพญานาค แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพญานาคจะเป็นเหมือนสัตว์เดียรัจฉานอย่างหมา-แมว เพราะพญานาคถือเป็นสัตว์พิเศษ ซึ่งมีหลายประเภท หลายระดับ

“เรื่องพญานาคเป็นส่วนหนึ่งในคำสอนทางพุทธศาสนา แต่ความเชื่อในทุกวันนี้อาจมีความเข้าใจบางส่วนที่ไม่ถูกหลักการอยู่ เช่น หากเราคิดว่าไปบนบานศาลกล่าวพญานาคแล้วท่านจะช่วยเราทันที ตรงนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะในหลักพุทธศาสนาแล้ว การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยเฉพาะการบูชาเพื่อเอาไปเป็นที่พึ่งจำเป็นต้องมีหลักการ” ศ.ดร.วัชระ กล่าว

สำหรับหลักการของพุทธศาสนา จะเชื่อเรื่อง “กรรมวาที” และ “วิริยวาที” คือเรื่องของการกระทำและความเพียรที่ต้องทำด้วยตัวเองเป็นลำดับแรก ฉะนั้นหากผู้ที่นับถือพญานาคเป็นชาวพุทธ ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเงื่อนไขในการขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาเป็นที่พึ่งด้วยว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากการที่เราต้องช่วยตัวเองก่อนเป็นหลัก เราต้องทำความดีซึ่งเป็นเรื่องกรรมก่อนเป็นลำดับแรก

“หรืออย่างการบูชานับถือเทพเจ้าต่างๆ หากเข้าใจในหลักพุทธศาสนาก็จะเข้าใจว่า เทพเจ้าคือเทวดา เทวดายังต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ และบางครั้งมนุษย์ก็ไปเป็นเทวดาด้วยเช่นกัน ดังนั้นการที่เราไปกราบไหว้ท่าน ขอท่านเป็นที่พึ่ง ก็ย่อมมีเงื่อนไขเช่นเดียวกัน ถ้าเราไม่พึ่งตัวเอง ไม่ปฏิบัติดี สิ่งศักดิ์เหล่านั้นก็ไม่สามารถช่วยอะไรเราได้เลย” ศ.ดร.วัชระ อธิบาย

สิ่งที่ “อาจารย์วัชระ” เน้นย้ำ และพยายามสื่อสารผ่านงานวิจัยจำนวนมากคือ หากชาวพุทธเข้าใจในเรื่องนี้ หากความเชื่ออยู่ในขอบเขตบนฐานความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะไม่เกิดความงมงายขึ้น การบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็จะไม่มีปัญหาตามมา

“ผมคิดว่าหลักการและความถูกต้องเหล่านี้เป็นสิ่งที่ควรเผยแพร่และได้รับคำชี้แนะ เพราะถ้าเรายึดเอาหลักคำสอนและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็จะไม่เกิดเภทภัยทั้งในแง่ศาสนาและสังคม แต่ถ้าเราเข้าใจไม่ถูกก็จะหลงงมงาย เกิดปัญหาทั้งแก่ศาสนา ตัวเอง และสังคม” อาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รายนี้ ระบุ

เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 บอกอีกว่า โดยสรุปแล้วชาวบ้านจำเป็นต้องได้ข้อมูล ได้รับความรู้ หรือการปลูกฝังที่ถูกต้อง ฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งๆ เกี่ยวกับความเชื่อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรออกมาชี้แจงว่า เรื่องนี้ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ชาวพุทธควรทำแค่ไหน การที่ชาวพุทธปฏิบัติคลาดเคลื่อนไปจากคำสอนบ้างเป็นสิ่งที่พอรับได้หากยังอยู่ในขอบเขต

“คำถามคืออะไรคือขอบเขต ผมคิดว่าทางศาสนจักร คณะสงฆ์ รวมทั้งองค์กรด้านพุทธศาสนาน่าจะทำงานเชิงรุกให้มากกว่านี้ ช่วยกันตรวจสอบ ช่วยกันแนะนำ ประสานการทำงานร่วมมือกันทั้งรัฐ-วัด-โรงเรียน-ประชาชน เพื่อช่วยกันแก้ความคลาดเคลื่อนและป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดจากความคลาดเคลื่อนเหล่านี้” ศ.ดร.วัชระ ระบุ

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ “ศ.ดร.วัชระ” เลือกที่จะทำงานหนักเรื่องพุทธปรัชญาจนได้รับรางวัลอันทรงเกียรติระดับชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมองเห็นว่า นอกจากประเด็นความไม่ชัดเจน-การตีความหรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในคำสอนและในคัมภีร์แล้ว ยังพบว่าด้วยคำสอนที่มีมาอย่างยาวนานเกิน 2,500 ปี ทำให้ยุคปัจจุบันไม่เข้าใจว่าจะนำคำสอนมาปรับใช้อย่างไร รวมถึง “คณะสงฆ์” เอง ทุกวันนี้ก็มีปัญหาหลายด้านที่จำเป็นต้องปฏิรูป เช่น สมณศักดิ์ ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้เกิดข้อเสียหลายอย่าง

“เป็นหน้าที่ทางวิชาการที่ต้องศึกษาเพื่อให้พบรากที่ชัดเจนของปัญหาและแนวทางการแก้ไข รวมทั้งต้องนำคำสอนเหล่านั้นมาใช้ในยุคปัจจุบันเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมให้ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในภาพรวมของชาวพุทธ” นักวิชาการรายนี้ ระบุ

ศ.ดร.วัชระ กล่าวทิ้งท้ายว่า องค์ความรู้ในพุทธศาสนาถือเป็นเนื้อหาอย่างหนึ่งทางวิชาการที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ถือเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งในสังคม ซึ่งโดยหลักการแล้วไม่ว่าจะเป็นพระภิกษุ นักบวช คฤหัสถ์ หรือชาวบ้านก็สามารถศึกษาได้

“แต่ในอีกมุมหนึ่ง การศึกษาโดยพระภิกษุซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกอยู่ในองค์กรสงฆ์ หากท่านศึกษาและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำพูดที่รุนแรงเกินไป หรือกระทบคณะสงฆ์ ก็อาจได้รับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นพระของท่านได้ หรือหากผู้บริหารคณะสงฆ์ไม่เห็นด้วย ก็อาจมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์และการอยู่ร่วมกันในองค์กรสงฆ์ แต่จริงๆ หากเรามองในแง่การพัฒนา เป็นการติเพื่อก่อ โดยหลักการแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2564 สาขาปรัชญา แห่งรั้วธรรมศาสตร์ ระบุ


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.