แรงคนกับ 'หุ่นยนต์' ที่มาแทน


   

    เรื่อง "ค่าแรงขั้นต่ำ" นี่ เป็นปัญหาโลกแตกมาตลอด
    "ลูกจ้าง" ก็จะเอาแพงๆ
    "นายจ้าง" ก็จะจ่ายถูกๆ
    ก็มีเหตุผลด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าถามว่าฝ่ายไหนผิด-ฝ่ายไหนถูก?
    ไม่รู้.........?
    รู้แต่ว่า เวลานี้ บริษัท-ห้างร้าน-ธุรกิจ-อุตสาหกรรมทั้งหลาย ต่างมีแผน "ลดจ้าง-โละคน" ออกเรื่อยๆ 
    แต่งาน "ไม่ลด"!
    เมื่องานไม่ลด แถมมีแต่เพิ่มขึ้น แล้วจะให้ใครทำงาน?
    คำตอบคือ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีไอที ที่จะเข้ามาแทน
    ..........."แทนคน"!
    เหตุผลชัด-ตรงตัว "ลดต้นทุน" หุ่นยนต์ไม่เรื่องมาก ไม่เรียกร้องโบนัส-เงินเดือน ไม่มีโอที ไม่ประท้วงหยุดงาน
    แถมควบคุมได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ
    อุตสาหกรรมเกษตรและโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปเครือซีพีทุกวันนี้ 
    ใช้ "หุ่นยนต์" แทน "คน" มากขึ้น
    โรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูปใหญ่ที่สุดในจีนของซีพี เนื้อที่มากกว่า ๔๒,๐๐๐ ตารางเมตร ผลิตตลอด ๒๔ ชั่วโมง
    ไม่ใช้คนเลย!
    โกดังสินค้าอาลีบาบา ของแจ๊ก หม่า กว้างใหญ่เป็นเมือง แต่ใช้คนแค่ ๓๐% ที่เหลืออีก ๗๐ ใช้หุ่นยนต์
    ถ้าสังเกต ช่วงรอยต่อศตวรรษ จะเห็นบริษัทธุรกิจการค้าใหญ่ๆ ต่างประกาศแผน "ลดคน" ใช้หุ่นยนต์และระบบไอทีแทนเรื่อยๆ 
    แม้แต่ในบ้านเรา หลายวันก่อน ผู้บริหารแบงก์ไทยพาณิชย์ "นายอาทิตย์ นันทวิทยา" ก็ประกาศปรับองค์กร
    รองรับกระแสดิจิทัล ขับเคลื่อนไทยพาณิชย์สู่ความเป็น The Most Admired Bank
    ด้วยแผน ๓ ปี ลดสาขาเหลือ ๔๐๐ จาก ๑,๑๕๓ สาขา ตั้งเป้าลดพนักงานเหลือ ๑๕,๐๐๐ คน จาก  ๒๗,๐๐๐ คน 
    หลายคนตกใจ........
    นึกว่าการลดสาขา-ลดพนักงานหมายถึงแบงก์ไทยพาณิชย์สั่นคลอน ธุรกิจกินดอกเบี้ยเตี้ยลง
    พนักงานไทยพาณิชย์ก็ตกใจ แต่ไม่ได้ตกใจด้านนั้น หากแต่ตกใจด้วยกลัว "ตกงาน" ถึงขั้นประท้วง
    แต่ก็ "ตกลง" ได้ ด้วยเข้าใจกัน.......
    ลบแผนโละ แต่พนักงานต้อง "สร้างศักยภาพ" ตัวเอง รองรับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกด้วย!
    ที่หยิบเรื่องนี้มาคุย เหตุผลแรก คือ โลกมันหมุน ถ้าเราอยากอยู่กับโลกให้สุข ก็ต้องหมุนไปกับโลก
    คือวันนี้ ถึงยุคเทคโนโลยีไอทีครองโลก 
    ถ้าเราอยากมีงาน มีเงินจากงาน มีความลงตัวในการใช้ชีวิตร่วมสังคมโลก
    ก็ต้องเรียนรู้-พัฒนาให้เข้ากับยุค อย่าอ้างวัยเพื่อเลี่ยงการเรียนรู้ 
    พูดง่ายๆ ต้อง "อัพเกรด" ตัวเอง สู่ยุคไอทีด้วย
    ที่ "นายกฯ ประยุทธ์" วางแนวสร้างศักยภาพประเทศ ด้วยยุทธศาสตร์ ๔.๐ นั่น ถูกแล้ว
    เมื่อโลกเขาลัดนิ้วมือไปด้วยไอที..........
    และเราวางตำแหน่งประเทศเป็นเมืองท่องเที่ยว เป็นประเทศอุตสาหกรรมเกษตรส่งออก อุตสาหกรรมเครื่องจักร และปิโตรเคมีและสังสรรค์-สโมสรร่วมประชาคมโลกทุกรูปแบบอย่างทุกวันนี้
    ก็จำเป็น ต้อง "หมุนตามโลก" ไปกับเขา!
    กรณีแบงก์ไทยพาณิชย์ ผมจึง "มองต่าง" ในทันทีที่เห็นข่าว คือขณะที่คนอื่น มอง "มุมลบ"
    ผมกลับเห็นการ "ลดสาขา-ลดพนักงาน" ว่านั่น เป็นวิสัยทัศน์ของคณะบริหารไทยพาณิชย์
    สมัยก่อน แต่ละแบงก์ จะใหญ่-จะโต จะมีหน้า-มีตา วัดกันตรงใครมีสาขาครอบคลุมแต่ละพื้นที่ประเทศมากกว่ากัน
    เพราะยุคนั้น สลึงหนึ่ง บาทหนึ่ง คนก็ต้องหอบสังขารไปแบงก์
    แต่ยุคไอที มีตู้ ATM ให้ฝาก-ถอน-โอน-กู้ ริมถนน ตามห้าง ตามชุมชน ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
    "สำนักงานสาขา" กลายเป็นตัวเทอะทะ สร้างภาระ เพิ่มค่าใช้จ่าย เปลืองคนโดยเปล่าประโยชน์
    ยุคนี้ คนเดินห้าง เดินถนน มากกว่าคนเดินไปแบงก์ 
    ฉะนั้น เอาตู้ ATM ติดตามชุมชน เช่าพื้นที่ห้าง กั้นห้อง ใช้คนไม่กี่คน "ลดรายจ่าย-เพิ่มกำไร" ให้แบงก์อีกจมหู
    เหลือสำนักงานสาขาไว้ทำธุรกรรมระดับพันล้าน-หมื่นล้านในจุดจำเป็น เหลือเฟือแล้ว
    วงจรธุรกิจการเงิน-การธนาคาร นับวันจะเปลี่ยนอุปสงค์-อุปทาน และรูปแบบธุรกรรมก็ไม่เหมือนเดิม
    ผมจึงมองว่า การประกาศวิสัยทัศน์ของไทยพาณิชย์วันก่อน ไม่ใช่ "ถอยหลัง" 
    หากแต่เป็นการ "ตั้งตัว" ทะยานรับโลกยุคดิจิทัลมากกว่า!
    ไทยเรา "ตั้งเข็มทิศ" ทางไปทางนั้นอยู่แล้ว เห็นได้จากโมเดลประเทศ ๔.๐ 
    อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม.........
    -กลุ่มอุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกล ที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม 
        -กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ที่เชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว 
    เป็น ๒ ใน ๕ กลุ่ม.........
    ที่รัฐบาล คสช. "ทำให้เกิด" ในโครงการอีอีซี อันเป็นโครงการต่อยอดโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ที่ทำให้ไทยโชติช่วงชัชวาลในสมัยป๋าเปรม
    ฉะนั้น ทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน ถ้าไม่ต้องการตกอยู่ในภาวะกระเสือก-กระสน 
    ก็ต้อง "สน" เพื่อปรับธุรกิจและพัฒนาศักยภาพบุคคลไปอยู่ในจุดนั้น
    นี่คือการอยู่ดูโลกให้มันโศภิน 
    แต่ถ้าไม่ต้องการ อยากอยู่กับโลกเดิมๆ ที่ชิน ก็ไม่เป็นไร ถ้ามั่นใจว่า 
    ทรัพย์สินเงินทองเท่าที่สะสมไว้ แก่ตายก็ใช้ไม่หมด นั่นก็ไม่ต้องไปถวายตัวเป็นทาสไอทีก็ได้ 
    เอาเงินไปซื้อหุ่นยนต์ซักตัว มาเป็นหมอนวด ไปซื้อโอเลี้ยงปากซอย สบายมาก!    
    ทีนี้ มาคุยกันถึง "เหตุผลที่ ๒" ในยุค หุ่นยนต์-ไอที มาแทนคน คือหลายวันก่อน.........
    มีโอกาสพบ "คุณบรรพต หงษ์ทอง" มือสร้างตลาดสินค้าส่งออก ยุคเป็นอธิบดีอยู่พาณิชย์ แต่ไพล่ไปเป็นปลัดเกษตรฯ
    ท่านปรารภว่า 
    เห็นหุ่นยนต์และไอทีทำงานแทนคนมากขึ้นเรื่อยๆ ใจหนึ่ง ก็เข้าใจด้านยุคสมัยที่พัฒนาไป
    แต่อีกใจก็ห่วง "คนใช้แรงงาน"
    เมื่อเทคโนโลยีมาแทนที่ มนุษย์ที่เคยมีรายได้ "เพื่ออยู่-เพื่อกิน-เพื่อเลี้ยงครอบครัว" จะทำอย่างไรกัน?
    นายกฯ ประยุทธ์ มุ่งยุทธศาสตร์นวัตกรรม ก็เห็นด้วย 
    แต่อยากฝากท่านนายกฯ........
    "ช่วยคิด-ช่วยหาทาง" เผื่อกลุ่มคนระดับแรงงานที่จะกลายเป็น "มนุษย์ส่วนเกิน" ในยุค หุ่นยนต์-ไอที ให้ด้วย
    เพราะคนกลุ่มนี้ เพิ่มศักยภาพตามยุคไม่ทันแน่ แล้วจะให้พวกเขาไปทำมาหากินอะไร?
    ไปทำไร่-ทำนา พูดง่าย แต่ทำยาก และใช่ว่ามีพื้นที่เหลือเฟือให้เขาเลือกไปทำกิน
    "คนว่างงาน" จะกลายเป็น "ปัญหาย้อนศร" สังคม สินค้าหุ่นยนต์ผลิตออกมา จะไปขายให้ใคร 
    ในเมื่อ กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ในสังคม "ล้วนซีด" เพราะไร้งาน-ไร้เงิน!?
    ปัญหา "เศรษฐกิจ-สังคม" ดูไปเหมือน "ลูกรูบิก" หมุนแถบสีด้านนี้เรียงเสร็จ 
    พลิกอีกด้าน...อ้าว หน้าด่าง-ต่างสีกันซะแล้ว!
    การพัฒนาใช้หุ่นยนต์แทนคน มันก็โอเค แต่คนที่ถูกหุ่นยนต์แทนที่ล่ะ โอเคมั้ย?
    ตรงนี้ รัฐบาลต้องคิด หาแผน-หาทาง รองรับไว้ด้วย
    ชะล่าใจไม่ได้ เพราะไอทีมันมาเร็ว
    ต่างกับคน ที่รายได้มาช้า แต่หิวเร็ว-โกรธเร็ว!
    เรื่องการเมืองตอนนี้น่ะ อยู่กับมันได้ แต่อย่าเข้าไปในมัน หมายถึง อย่าเอามาเป็นอารมณ์จนเสียศูนย์
    ถอยออกมานิด แล้วมองเข้าไป จะเห็น "ขบวนการแต้มแต่ง" กระเย้อกระแหย่งกันน่าเหยียบ
    คิดในมุมกลับ........
    แปลง "วิกฤตินาฬิกา" เป็นเหยื่อล่อ ก็ได้ผล 
    บ้านเมืองที่เข้าใจว่าสงบ โยนนาฬิกาทดสอบตูมเดียว 
    เหี้ยกรูออกมาเป็นฝูง!


รัฐบาล คสช. ........ ยังไม่ถึงกับล้มป่วย เพียงร่างกายอ่อนแอ ภูมิต้านทานคอร์รัปชันน้อยลง ไวรัสสายพันธุ์ NGO 5 SIN 1 จึงโจมตีต่อเนื่อง!

มาตรฐานไหนใช้คว่ำ ๗ กกต.?
ปฏิรูประบบ 'อย่าคิดว่าไม่สำคัญ'
ทุบรถ 'สะท้อนถึงราก' ระบบ
การเมืองไซด์ไลน์
อย่าเลือกตั้งเพราะอยาก
'สะท้อนกรรมจากอริยสงฆ์'