
ประชาธิปัตย์เราเต็มที่ เรามาเสนอไอเดียดีๆ มาเสนอ mindset ที่เป็นบวกกับสังคม อะไรไม่ดีเราต้องกล้าที่จะพูดออกมา กล้าติ หากเห็นอะไรที่มันชัดว่ามันผิด มันเทา มันดำ เราต้องพูดออกมา พูดพร้อมหลักฐาน และเราต้องไปคิดต่อว่าจากปัญหาตรงนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร
ด้วยความที่สนามเลือกตั้ง "กรุงเทพมหานคร" เป็นสนามเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุด มี สส.เขตมากที่สุดคือ 33 คน และมีผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งร่วมห้าล้านกว่าคน ทำให้หลายพรรคการเมืองต่างต้องการชัยชนะทั้งในระบบเขต และต้องการคะแนนเสียงในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อจากคนกรุงเทพมหานครให้ได้มากที่สุด แม้ผลเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้ม-พรรคประชาชน (สมัยเป็นพรรคก้าวไกล) จะกวาด สส.เขตไปถึง 32 คนจาก 33 เก้าอี้
และหนึ่งในพรรคการเมืองที่คาดหวังกับสนามเลือกตั้งกทม.ไว้มากเช่นกันก็คือ "พรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์" ที่รอบนี้ส่งผู้สมัครเลือกตั้ง สส.เขต กรุงเทพมหานคร หน้าใหม่ๆ หลายคน และหลายคนก็มีประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจ
โดยหนึ่งในนั้นก็คือ "วิเวียน จุลมนต์" หรือ “อีฟ” ผู้สมัคร สส.เขต 9 กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โดยเขต 9 ครอบคลุมพื้นที่เลือกตั้ง จตุจักร (เฉพาะแขวงจันทรเกษมและแขวงเสนานิคม), บางเขน (เฉพาะแขวงอนุสาวรีย์) และเขตหลักสี่ (เฉพาะแขวงตลาดบางเขน) โดยเหตุผลที่ทำให้ "วิเวียน" เป็นหนึ่งในผู้สมัครที่น่าสนใจ เพราะด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่-เป็นเลือดใหม่ เป็นยังบลัดของพรรคสีฟ้า ประชาธิปัตย์ ที่มีโปรไฟล์การศึกษาและการทำงานที่น่าสนใจ เช่น จบปริญญาตรี จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร สาขาการจัดการวิศวกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปริญญาโท จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นักวิจัยระดับปริญญาเอก (Ph.D. Candidate) ด้านเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อการรักษาโรคมะเร็ง ภาควิชาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนประสบการณ์การทำงานก็เช่น นักวิจัยด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม-ทีมจัดทำนโยบายแก้วิกฤติภัยพิบัติ พรรคประชาธิปัตย์-ผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพรินต์ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เป็นต้น
"วิเวียน-อีฟ" ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ในการเลือกตั้งรอบนี้ เพราะตอนเลือกตั้งเมื่อปี 2566 เคยลงสมัครสส.เขต กทม.มาแล้วครั้งหนึ่งกับพรรคชาติพัฒนากล้า แต่ครั้งนั้นลงสมัครในเขต 8 แต่รอบนี้มาลงในเขต 9 ซึ่งพื้นที่ติดกัน โดยเธอเล่าว่ามีความสนใจเรื่องการเมืองมานานแล้ว โดยจุดที่ทำให้เกิดความสนใจติดตามการเมืองอย่างจริงจังก็คือ การเมืองในยุคหนึ่งที่ฝ่ายบริหาร-นักการเมืองออกนโยบายที่หวังผลระยะสั้น และมีการดำเนินการบางอย่างที่แปลกๆ โดยเล่าให้ฟังว่าแม่ของเธอเป็นข้าราชการ ซึ่งปกติวันสิ้นปีจะต้องมีการหยุดปีใหม่ แต่มีอยู่ปีหนึ่งไม่มีการให้ข้าราชการหยุดปีใหม่ และต่อมาพบว่าวันดังกล่าวมีการเซ็นอะไรบางอย่าง ก็ทำให้เราเกิดความสงสัยว่ามันน่าจะมีอะไรมิชอบ เพราะคนปกติเขาไม่ควรจะมาทำอะไรกันแบบนี้
ต่อมามีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในขณะนั้น ก็มีการอภิปราย มีการตอบโต้กันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านในขณะนั้น (พรรคประชาธิปัตย์) เราได้เห็นข้อมูลการอภิปรายต่างๆ ของฝ่ายค้าน ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่รัฐบาลเวลานั้นทำ แล้วฝ่ายค้านนำมาอภิปราย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทำไม่ถูกต้อง เราก็เห็นด้วยกับข้อมูลที่ฝ่ายค้านอภิปราย
และต่อมามีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เราก็ดูนโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองหาเสียง ก็เชียร์นโยบายพรรคสีฟ้า แต่พอผลเลือกตั้งออกมาเราก็เห็นว่ามันยังไม่สุด หมายถึงคนทั้งประเทศยังเลือกไม่สุด คือได้ สส.-คะแนนที่ภาคใต้ ภาคกลาง แต่ที่ภาคเหนือกับภาคอีสานไม่ได้ ซึ่งจากที่ติดตามพรรคประชาธิปัตย์ เราเห็นตั้งแต่ตอนนั้นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีแต่คนเก่งๆ เช่น คุณกรณ์ จาติกวณิช, คุณอิสรา สุนทรวัฒน์ ที่เก่งเรื่องการต่างประเทศ และยังมี ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ ที่เคยเป็นอดีตเลขาธิการองค์กรการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เป็นต้น
...ตอนนั้นเราเห็นว่าประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่เป็นเหมือนดรีมทีม มีการรวมตัวกันของคนเก่งๆ เราก็เชียร์ประชาธิปัตย์มาตลอด และต่อมามีการทำรัฐประหาร (ปี 2549) ซึ่งในช่วงนั้นเราก็ยังเป็นวัยรุ่น และเรียนด้านวิศวะ ก็เห็นถึงผลกระทบที่ตามมา แต่ที่รู้สึกว่ากระทบรุนแรงเลย ก็คือการชุมนุมทางการเมืองที่มีการเผา (การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม นปช.ช่วงปี 2552 และ 2553) ซึ่งเราก็ไม่อยากพูดถึงเรื่องสีเสื้อ แต่มันมีการเผาเกิดขึ้นจริง ทุกวันนี้เวลาเราเล่าให้คนที่อายุสัก 20 ปีกว่าๆ ซึ่งบางทีเขาฟังเรื่องเล่ามาหรือเขาฟังหรือผ่านการอ่าน ซึ่งเราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ยุคนั้น เราเห็นกับตาว่ามีการนำยางรถยนต์มาเผาต่อหน้าต่อตาเรา ที่มีการเผาตรงบางสี่แยกที่เผาแล้วเผาอีก มีการปิดถนน
...จนวันหนึ่งที่ขับรถผ่าน ก็เคยเปิดประตูรถลงไปถามเขาว่า "เผาทำไมพี่ หนูจะไป กีดขวางการจราจร" จนสุดท้าย ก็เกิดเหตุการณ์บานปลาย มีการเผาเซ็นทรัลเวิลด์ มีชายชุดดำ ซึ่งส่วนตัวเราไม่เคยไปเข้าร่วมการชุมนุมทั้งฝั่งเหลืองและแดง แต่ก็เก็บข้อมูลว่ามันเกิดอะไรขึ้น จนเวลาผ่านไปหลายปี ก็เรียนหนังสือจบ ทำงาน ไปทำงานเป็น Sales Engineer (วิศวกรฝ่ายขาย) ไปอยู่วงการ Dust Collector หรือวงการระบบกำจัดฝุ่น (ระบบที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อดูดจับและกรองฝุ่นละออง, ควัน หรืออนุภาคต่างๆ ออกจากอากาศ เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศ, ปกป้องสุขภาพพนักงาน และป้องกันความเสียหายต่อเครื่องจักร) ซึ่งในช่วงการทำงานดังกล่าว ทำให้เราเห็นว่าประเทศไทยที่มีโรงงานอุตสาหกรรมเยอะมาก แต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังมีความล้าสมัยอยู่มาก เช่นบางฉบับมีการประกาศใช้ช่วงปี พ.ศ. 2500 ต้นๆ ที่ก็คือใช้กฎหมายที่ออกมาหลายสิบปีที่แล้ว แต่ยังใช้อยู่ในโลกยุคปัจจุบัน ทำให้เกิดการตั้งคำถามในใจ แต่ก็ยังไม่ถึงกับร้อนรนจนอยากเป็นนักการเมือง
...เราก็ทำงานอยู่ในสายสิ่งแวดล้อมเรื่อยมาตลอด ซึ่งในช่วงการทำงาน หากไปคุยกับบริษัทต่างชาติโดยเฉพาะบริษัทของพวกตะวันตก เขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องของคุณภาพ ไม่ให้ถูกรายงาน (ร้องเรียน) เพราะหากโรงงานของเขา ถูกรายงานจะมีผลต่อภาพลักษณ์ ตอนนั้นเราเป็นเซลล์ที่ขายเครื่องกำจัดฝุ่นที่เป็นระบบท่อ แล้วก็ขายเครื่องฟอกอากาศ มันก็ทำให้อีฟเห็นว่าโรงงานไม่ปล่อยควันพิษก็ได้ แต่เราก็พบว่าเวลาเราไปเสนอขายกับโรงงานไทย เขาจะถามเลยว่ามีตัวเทียบเท่าหรือไม่ หรือมีสินค้าตัวที่มีสเปกต่ำกว่าหรือไม่ ซึ่งพอมันเป็นของถูกหรือของที่ใช้แล้วขอแค่ทำแล้วตรวจผ่าน คือเอาแค่พอกับระดับกฎหมายไทยพอ ก็ทำให้เรารู้สึกแย่เหมือนกัน ซึ่งอาชีพที่เราทำคือการเป็น Sales Engineer หากทำไปเรื่อยๆ จะขยับขึ้นเป็น Sales Manager จะทำให้มีสถานะที่ดีขึ้น ร่ำรวย แต่เรามองว่าไม่ตอบโจทย์เราแล้ว มันยังไม่ใช่ เพราะเราไม่ได้อยากทำงานเพื่อแค่รวย ทุกคนก็อยากมีเงิน แต่ว่าสำหรับอีฟมีรายได้แค่เดือนละ 30,000 บาท ก็พอใจแล้ว นึกภาพง่ายๆ เราจะใช้เงินวันละหนึ่งพันบาท มันไม่หมดหรอก เราไม่จำเป็นต้องไต่เต้าไปเพื่อให้มีรายได้เดือนละห้าหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
ต่อมาก็เลยเปลี่ยนงาน เพราะพอดีก็สอนพิเศษและทำงานช่วยอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย เป็นนักวิจัย ต่อมาก็ไปขายเครื่องมือแพทย์ เป็นการข้ามสายงานที่เรียนมา เพราะจบวิศวะด้านการจัดการ ตอนขายเครื่องมือแพทย์ก็ต้องไปติดต่องานหน่วยงานด้านการแพทย์-สาธารณสุข เช่นกระทรวงสาธารณสุข ที่เดินแทบทุกตึกและโรงพยาบาลต่างๆ เช่น รพ.รามาธิบดี, รพ.ศิริราช
...ในช่วงการทำงานขายเครื่องมือแพทย์ ที่ตอนนั้นเราอายุประมาณ 24-25 ปี ซึ่งในหัวเราลืมเรื่องการเมืองไปแล้ว แต่ในช่วงการทำงานขายเครื่องมือแพทย์ เราได้พบอย่างหนึ่งว่ามีคนพูดชมคุณอภิสิทธิ์กับคุณกรณ์ ที่ตอนรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการทำโครงการไทยเข้มแข็งออกมา ก็ทำให้การจัดซื้อต่างๆ ที่เคยจัดซื้อยาก แต่โครงการไทยเข้มแข็งทำให้จัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ได้ ทำให้นำไปใช้งานเรื่องการทดลองวิจัยต่างๆ หากไปถามข้าราชการยุคนั้น เขาก็จะแฮปปี้กัน แต่แน่นอนว่าคนก็วิจารณ์ในอีกมุมหนึ่งเช่นกันที่ไม่ใช่มุมบวก แต่ตอนนั้นเราพิจารณาแล้วว่าการออกนโยบายไทยเข้มแข็ง มีผลในเชิงบวกมากกว่าลบ
หลังจากนั้นก็ไปเรียนปริญญาโทด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ได้รู้แบบเจาะลึก ซึ่งตอนที่เรียนก็ตั้งใจไว้ว่าเรียนจบแล้วจะไปทำงานราชการ เช่นที่กรมควบคุมมลพิษ เพราะอยากไปจับเอาผิดคนปล่อยมลพิษ เพราะตอนช่วงที่เราเป็น Sales Engineer ขายเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เรารู้แล้วว่าที่ปล่อยมลพิษกันอยู่ตรงไหนบ้าง และในช่วงเรียนจบปริญญาโท ตอนนั้นเริ่มมีพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น เช่นพรรคอนาคตใหม่ เราก็เห็นแล้วว่ากระแสส้มมา แล้วคนก็ไปเป็นแฟนคลับกันเยอะ แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่ไป แต่เกิดความรู้สึก "เอ๊ะ" ขึ้นมาก็คือ ผู้นำพรรคของเขาตอนนั้น ออกมาเสนอความคิดเรื่อง “ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)” ซึ่งเราเรียนพลังงานสิ่งแวดล้อม เป็นวิศวกร เราก็เห็นว่าเขาพูดเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ต่อประชาชนได้อย่างไร เราก็คิดว่าคนเราที่พูดเรื่องอะไรที่มันโอเวอร์ เป็นเรื่องที่ฝัน ไม่เป็นจริง มันไม่ใช่เพราะในเชิงมันอาจจะได้ แต่การทำจริง ตอนนั้นการทดลองอะไรมันก็ยังไม่แล้วเสร็จ ก็ทำให้เราคิดว่าแล้วเราจะไปเดินตามทำไม เราก็เลยไม่ได้ไปทางนั้น เพราะก่อนจะไปไฮเปอร์ลูป ไปรถไฟความเร็วสูงก่อนดีหรือไม่ เราก็เลยไม่ได้อินไปกับเขา แต่ตอนนั้นเราก็เริ่มสนใจการเมืองแล้ว
เส้นทางการเมือง จากพรรคกล้าสู่ประชาธิปัตย์
กับความเริ่มสนใจการเมืองอย่างจริงจัง ทำให้ "วิเวียน" คิดจะเข้าสู่ถนนการเมือง ซึ่งหลังการเลือกตั้งปี 2562 ที่พรรคประชาธิปัตย์มีมติเข้าร่วมรัฐบาลสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลาออกจากหัวหน้าพรรค ปชป.และ สส.บัญชีรายชื่อ และต่อมาเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นภายในพรรค ปชป.หลายอย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือการที่ "กรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.การคลัง-อดีตรองหัวหน้าพรรค ปชป." ลาออกจากพรรค ปชป.เพื่อไปตั้งพรรคการเมืองชื่อ "พรรคกล้า" ที่ก็ทำให้วิเวียนสนใจในการเข้าไปร่วมงานกับพรรคกล้า เพราะเห็นว่าเป็นพรรคที่มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหลายคน โดยเมื่อเข้าไปร่วมงานแล้วก็เข้าไปร่วมทำนโยบายพรรคในการหาเสียง ที่เป็นงานที่ชอบและถนัด และได้ลงสมัคร สส.เขต 8 กรุงเทพมหานครกับพรรคชาติพัฒนากล้า ซึ่งเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าแพ้ ก็ยอมรับแพ้ก็คือแพ้ แต่สิ่งที่อยากสะท้อนคือ ณ วันนั้น นโยบายหลายอย่างที่มีการคิด-ทำขึ้นมา มันไม่ถูกได้ยินหรือมองเห็นมาก แต่เราชอบตรงที่ว่าอย่างน้อยมันเป็นต้นแบบ ที่วันนี้หลายพรรคการเมืองพูดเหมือนเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วตอนที่มีการตั้งพรรคกล้า บางเรื่องแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันเลยเพียงแค่เปลี่ยนคำบางคำ ซึ่งหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งปี 2566 ก็ไปทำงานประกอบอาชีพ จนเมื่อมีการเลือกหัวหน้าพรรค ปชป. แล้วนายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. และต่อมาคุณกรณ์ก็กลับมาที่พรรค ปชป.อีกครั้ง ทำให้ตอนนั้นคิดว่าหากเขาไปหาเสียงที่ไหน ก็จะไปเดินช่วยหาเสียงให้ มีการไปซื้อรองเท้าผ้าใบแถบสีฟ้าเตรียมพร้อมไว้แล้ว
...จนเมื่อพรรค ปชป.เปิดแคมเปญ "สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้" (ให้ผู้สนใจต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งยื่นใบสมัครด้วยตัวเองกับพรรค ปชป.) ก็เลยไปยื่นสมัครกับทางพรรคปชป. จนได้รับการคัดเลือกให้ลงสมัคร สส.กทม. พรรค ปชป.เขต 9
"วิเวียน-ผู้สมัคร สส.เขต กรุงเทพฯ พรรคปชป." บอกว่าในการหาเสียงเลือกตั้ง สิ่งที่จะนำเสนอต่อประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งก็คือ "ความจริงใจ" อย่างตอนเลือกตั้งปี 2566 ได้มาสองพันกว่าคะแนน โดยมีเวลาในการหาเสียงประมาณยี่สิบวัน โดยหากคิดตัวเลขเราหาเสียงตั้งแต่เช้า ออกจากบ้านเจ็ดโมงเช้า เลิกประมาณหกโมงเย็น ใช้เวลาหาเสียงประมาณสิบชั่วโมง ซึ่งคนที่เราเจอด้วยไม่ใช่ว่าทุกคนจะเลือกเรา แต่แปลว่าทุกชั่วโมงที่เราเดินมีอย่างน้อยคนสิบคนรักเราแน่เลย แสดงว่าหากทำเหมือนเดิม โดยไม่ทำ Air War อะไรเลย การหาเสียงเลือกตั้งรอบนี้ก็จะใช้แนวการสื่อสารด้วยความจริงใจ บอกกับประชาชนว่าอุดมการณ์ประชาธิปัตย์ยังแน่วแน่ คือซื่อสัตย์สุจริต และเรามีความจริงใจ เรา Eye contact เราพูด เราสื่อสารกับประชาชน เช่นหากจะสะท้อนปัญหาต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร ก็จะนำเสนอปัญหาพร้อมกับ solution (ทางออก, วิธีแก้ปัญหา) คือบอกว่าปัญหากรุงเทพฯ เป็นแบบนี้ พร้อมกับเสนอทางแก้ไข ทางเลือก-ทางออก ซึ่งทางออกของปัญหาก็ไม่ควรมีทางเดียว แต่ต้องมีทางออกที่หนึ่ง-สอง-สาม

...ยกตัวอย่างเช่น การจะออกกฎหมาย “เลมอนลอว์”(ร่าง พ.ร.บ.ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า พ.ศ. …. หรือ Lemon Law) ที่ตอนนี้ร่างอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ยกตัวอย่างหากซื้อรถยนต์มาใช้แล้วมีปัญหาในสามเดือนแรก ก็จะต้องมีการเปลี่ยนรถใหม่ให้ผู้ซื้อ ซึ่งในต่างประเทศเช่นสินค้าของญี่ปุ่น เขามีสโลแกนในการผลิต-ขายสินค้าเลยว่า ทุกอย่างที่ลูกค้าซื้อลูกค้าต้องพอใจ หากซื้อแล้วไม่ตรงปก เกิดความไม่พอใจ ลูกค้านำสินค้าไปที่ศูนย์บริการได้
...ซึ่งเรื่องแบบนี้กฎหมายไทยยังไม่มีการบังคับ แต่เป็นเรื่องของ policy แต่ละบริษัท แต่หากดูจากปัจจุบันสินค้าจากจีนทะลักเข้ามาขายเยอะ รวมถึงสินค้าไทยเองก็เยอะที่เราซื้อของมาแล้ว ปรากฏว่ามันเสีย พอติดต่อไปยังเจ้าของสินค้า เขาก็บอกให้นำสินค้าไปที่ศูนย์บริการเพื่อซ่อม คำถามคือ ทำไมต้องซ่อม เพราะปัจจุบันเรามีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคอยู่แต่ยังคุ้มครองไม่สุด ซึ่งหากยังเป็นลักษณะการร้องเรียนอะไรต่างๆ เรื่องก็ยังไม่จบ ก็คิดว่าควรไปที่ต้นเหตุ เราเคยไปคุยกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อถามว่าจะมีทางออกเรื่องนี้อย่างไร ซึ่งในหัวเราคือการออกกฎหมายเลมอนลอว์ ซึ่งผู้อำนวยการสามแผนกใน สคบ.ก็บอกกับเราว่ามีการยกร่างกฎหมายไปแล้ว อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ที่การพิจารณายังช้าอยู่
"ปัญหาเหล่านี้เราเห็นว่าต้องการเมือง นักการเมือง ที่จะเขย่าให้มันเร็วได้ เราก็คิดว่ารอบนี้ยังไงจะได้หรือไม่ได้ แต่ประชาธิปัตย์เราเต็มที่ เรามาเสนอไอเดียดีๆ มาเสนอ mindset ที่เป็นบวกกับสังคม อะไรไม่ดีเราต้องกล้าที่จะพูดออกมา กล้าติ หากเห็นอะไรที่มันชัดว่ามันผิด มันเทา มันดำ เราต้องพูดออกมา และพูดพร้อมหลักฐาน และเราต้องไปคิดต่อว่าจากปัญหาตรงนี้ เราจะแก้ปัญหาอย่างไร"
ศึกเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 กับโอกาสพรรค ปชป.คัมแบ็ก
เมื่อถามว่าการเลือกตั้งใหญ่สองครั้งที่ผ่านมา คือในปี 2562 และ 2566 ประชาธิปัตย์ไม่ได้ สส.กทม.แม้แต่คนเดียว หรือที่เรียกกันว่าสูญพันธุ์ กับการเลือกตั้งครั้งนี้คิดว่าประชาธิปัตย์จะพลิกกลับมามีที่นั่งใน กทม.ได้หรือไม่ คนกรุงเทพฯจะให้โอกาสหรือไม่ "วิเวียน" ตอบอย่างมั่นใจว่า "คิดว่าพลิกได้ ผ่านการสื่อสารด้วยความจริงใจ"
...ประชาธิปัตย์มีจุดแข็งคือ ความจริงใจ กล้าพูด รวมถึงนโยบายพรรค เป็นพรรคการเมืองที่มีความซื่อสัตย์ อย่างนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เขียนออกมาจากต้นตอของปัญหา โดยจะบอก solution ด้วยว่าแล้วปัญหาต่างๆ มีแนวทางแก้ปัญหามีอะไรบ้าง หนึ่ง-สอง-สาม
เรามั่นใจว่าคนกรุงเทพฯ เมื่อเห็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดใจกับเรา และบุคลากร-ผู้สมัครของพรรคที่เป็นเหมือน player ครั้งนี้ก็เหมือนกับพลิกโฉมเลย อย่างรุ่นพี่ที่เคยเป็นอดีต สส.เขตก็น่ารัก ให้โอกาสน้องๆ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอายุยี่สิบปีต้นๆ ถึงยี่สิบปีกลางๆ ที่บางคนประสบความสำเร็จในการทำงานภาคเอกชน แล้วเข้ามาที่พรรคเพื่อทำการเมืองสร้างสรรค์ ที่เหมือน new player โดยที่ทุกคนในพรรคคอยช่วยกัน คนที่เข้ามาใหม่ก็เข้ามาเรียนรู้จากรุ่นพี่ที่เคยอยู่มาก่อน เช่นก่อนหน้านี้เคยทำอะไรมาก่อนบ้าง ซึ่งสิ่งที่ดีเราเก็บไว้ แล้วอะไรที่ควรพัฒนาก็เดินหน้าไปต่อ
ถามต่อว่า ผลโพลหลายสำนักจะบอกตรงกันว่ายังมีประชาชนจำนวนไม่น้อย รวมถึงคนกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้สมัคร สส.เขตและปาร์ตี้ลิสต์จากพรรคการเมืองใด แล้วหากคนจะเลือกประชาธิปัตย์ จะได้อะไรจากการลงคะแนนให้ "วิเวียน ผู้สมัคร สส.เขต กรุงเทพมหานคร" ตอบชัดๆ ว่า จะได้คนที่เข้าไปแก้ปัญหาประเทศระยะยาว จริงๆ ไม่อยากให้มองแค่สี่ปี แต่อยากให้มองระยะยาวแปดปีไปเลย และจะมีทีมที่เข้าไปช่วยวางนโยบายและจัดระเบียบต่างๆ เช่น จัดระเบียบประเทศ ระบบราชการ ให้เราตามทันกระแสโลก ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนเราตกขบวนรถไฟ
...และส่วนตัวหากได้เข้าไปทำงานการเมือง อยากเข้าไปทำงานเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเพราะเป็นเรื่องที่สนใจ อย่างปัจจุบันก็ยังคงมีการปล่อยควันพิษกันอยู่ อยากเข้าไปทำเรื่องการปฏิรูปขยะ ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมาก มีบางพรรคการเมืองนำเสนอเรื่องเตาเผาขยะ ซึ่งเราไม่ได้ต่อต้าน ก็เป็นอีกหนึ่งออปชัน เพราะเทคโนโลยีเกี่ยวกับการจัดการขยะมีเยอะมาก แต่ว่าแต่ละพื้นที่ แต่ละบริบทมันไม่เหมือนกัน การพิจารณาจึงต้องรัดกุม.
โดย วรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🛑LIVE ใครทะลุเส้นชัย ใคร..นายกฯ!? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2569
ใครกันที่เปลี่ยนไป! เมื่อก่อนคนใต้ไม่ชอบ 'พท.-ธรรมนัส'
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ตามจริง เมื่อก่อนคนปักษ์ใต้ ไม่ชอบพรรคเพื่อไทยเลย
'รทสช.' ลงนามสัตยาบันต้านโกง เปิดมีดประหารคนชั่ว
'พีระพันธุ์' นำทัพ รทสช. ลงนามสัตยาบันต้านทุจริต ชูยาแรง 'โกงชาติ = โทษประหาร' ย้ำจุดยืน 'กา 6 ไม่โกหก' เปิดมีด สัญลักษณ์ 'พิฆาตคนชั่ว' กำราบคอร์รัปชัน
พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (33)
ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
'ตรีนุช' นำ พปชร. ชู 12 นโยบายเรือธง สู้ศึกเลือกตั้ง
'ตรีนุช–กรกสิวัฒน์' นำพลังประชารัฐ สู้ศึกเลือกตั้ง เปิด 3 เสาหลัก ชู 12 นโยบายเรือธง แก้ปากท้อง–เสริมความมั่นคง ยันทุกนโยบายทำได้จริง
'อนุทิน' เมินโพลคนใต้เชียร์ 'อภิสิทธิ์' ปัดล็อก 'อ' นั่งนายกฯ
'อนุทิน' ขอเลือกตั้งเรียบร้อย รับหวังสส.กทม. เมินนิด้าโพล สงขลาเชียร์ 'อภิสิทธิ์' ปัดกระแส 'นิพิฏฐ์' ปูดล็อกเป้า 'อ' นั่งนายกฯ ปล่อยมุก 'อภิทิน'

