
อยากให้ประชาชนให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์อีกรอบหนึ่ง เรากลับมาในครั้งนี้ด้วยใจและด้วยแรงที่อยากทำงานเพื่อประเทศชาติ..เราทำงานทุกอย่าง นโยบาย หรือความคิดทุกอย่างที่เราทำ เรานึกถึงประเทศชาติที่ต้องมาก่อน ไม่ได้เป็นเพราะพรรคต้องมาก่อน หรือตระกูลใครต้องมาก่อน
หนึ่งในพรรคการเมืองที่ถูกจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็คือ "พรรคประชาธิปัตย์" หลังการคัมแบ็กกลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป.อีกครั้งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรค ปชป.มากพอสมควร ภายใต้การชูนโยบายการหาเสียง "ไทยหายจน"
ส่วนทิศทางพรรค ปชป.โดยเฉพาะการหาเสียงจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ก่อนจะถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 "อิสรา สุนทรวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, อดีต สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์, อดีตเลขาธิการ สมัชชารัฐสภาอาเซียน" ย้ำว่าเรื่องการหาเสียงเลือกตั้ง การเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงยังคงต้องมีอยู่เพราะเป็นสัญลักษณ์ของการเมือง ไม่มีเลยก็ไม่ได้ และไม่เดินหาเสียงเลยก็ไม่ได้ ส่วนการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียก็ต้องเผยแพร่ออกไปให้ได้มากที่สุด ส่วนการปรับตัวของพรรค ปชป.ที่ถือเป็นพรรคการเมืองที่มีอายุยืนยาวที่สุดเกือบ 80 ปี ในเรื่องของกระแสความนิยมขึ้นลงถือเป็นเรื่องปกติ แต่ที่ประชาธิปัตย์ยืนหยัดต่อไปได้ นอกเหนือจากการเป็นสถาบันพรรคการเมือง การเป็นพรรคที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้ว ก็คือเรื่องบุคลากรของพรรคที่มีอยู่ ซึ่งในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาหลายคนอาจบอกว่าไม่ใช่พรรคเดิมที่มีอยู่ แต่ในช่วงเกือบ 80 ปีของพรรค ปชป. ทางพรรค ปชป.ก็ผ่านมาหลายเหตุการณ์ แต่พรรค ปชป.ก็ยังคงอยู่ต่อไป มีทั้งเคยขึ้นสูงสุด เคยผ่านจุดต่ำสุด แต่สิ่งที่พรรคปชป.มีการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ซึ่งจากที่เห็นและสัมผัสคือพลังกลับคืนมา
...คือจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา แค่เดินกลับเข้าไปในพรรค ปชป. บางส่วนบรรยากาศความรู้สึกคือมันเงียบ อย่างลานจอดรถที่พรรค ปชป.ในช่วงหลายปีก่อนหน้านี้ ขนาดคนข้างนอกยังนำรถมาขอจอดที่พรรค เพราะที่จอดรถมันว่าง แต่พอช่วงนี้เจ้าหน้าที่ของพรรค ปชป.ยังบอกเลยว่า ตั้งแต่พวกพี่ๆ กลับมาที่จอดรถเป็นเงินเป็นทอง ใครมาช้าก็อดจอด ทำให้บรรยากาศที่พรรค ปชป.กลับมาคึกคักพอสมควร
และด้วยวันเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป ที่กลับกันมาคราวนี้ ทุกคนที่กลับมาไม่ว่าจะเป็น เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, นายกรณ์ จาติกวณิช, นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ต่างกลับมาด้วยใจ อย่างตัวผมเองความรู้สึกคือ อยู่ที่ไหนไม่อุ่นใจเหมือนอยู่บ้านเรา ที่ผ่านมาก็มีความรู้สึกตลอดว่า สักวันใดวันหนึ่งต้องกลับมาเพื่อมาช่วยทำงานให้กับพรรค ปชป. เพราะพรรค ปชป.คือสถานที่ซึ่งแจ้งเกิดให้กับผม เปิดโอกาสให้ผมเกิดทางการเมือง
สิ่งที่ผมมีความศรัทธาทั้งในตัวคุณอภิสิทธิ์และพรรคปชป. ก็คือไม่อยากเห็นพรรคสูญหายไปในช่วงที่เรายังมีแรง มีใจ มีชีวิต จึงรู้สึกมาตลอดว่าหากมีโอกาส ต้องกลับมาพรรคปชป. โดยในช่วงที่เว้นวรรคก็ไปทำงานภาคเอกชนและไปทำงานที่จาการ์ตา แต่ผมก็พูดกับทุกคนว่าจะต้องถึงวันใดวันหนึ่งที่ผมต้องกลับมา ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับมาที่พรรค ปชป. เพราะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกตอนปี 2544 กับพรรค ปชป. ก็ชนะการเลือกตั้งได้เป็น สส.เขต กรุงเทพมหานคร โดยอยู่ที่พรรค ปชป.มาถึงปัจจุบันก็ร่วม 25 ปี การที่อยู่กับพรรค ปชป.ก็เพราะศรัทธาและรู้สึกว่าใช่ หากจะถามว่าตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ ก็คือประชาธิปัตย์ดีที่สุดสำหรับผม
"อิสรา รองหัวหน้าพรรค ปชป." กล่าวว่า จุดแข็งที่คิดว่าประชาชนควรเลือกประชาธิปัตย์ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์มีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว เราผ่านพ้นมาหมดแล้ว ประสบการณ์ทำให้เราเห็นมาหมดแล้ว เรามีมืออาชีพที่จะไม่ทดลองงาน เรามีผลงาน ที่อาจจะมีทั้งถูกใจคนไม่ถูกใจคน แต่มีการเรียนรู้จากสิ่งที่ผ่านมา การเป็นพรรคที่ตั้งมาเกือบ 80 ปี บางคนอาจบอกว่าสูงอายุ อะไรก็แล้วแต่ แต่ในยุคประชาธิปัตย์ใหม่ของเรา เรามีการผสมผสานประสบการณ์ที่มีอยู่ กับมืออาชีพที่พรรคมีอยู่ เข้ากับคนรุ่นใหม่ที่เข้ามา
อย่างหากถามคนที่เคยออกไปแล้วกลับเข้ามาพรรคปชป.อีกครั้ง บางคนก็ทิ้งงานอย่างที่เคยเป็น consultant อะไรต่างๆ มีเงินเดือนสูง เป็นที่รู้จักของสังคม แต่ทำไมถึงกลับเข้ามาที่พรรค ปชป. ในยุคที่หากพูดกันแบบตรงๆ หลายคนอาจบอกว่าตายไปแล้วก็ได้ หากพูดกันแบบตรงๆ แต่ที่กลับเข้ามาก็เพราะความศรัทธา ที่มีทั้งความศรัทธาที่มีต่อพรรค ปชป.ส่วนหนึ่ง และศรัทธาต่อแนวทางของพรรคที่คุณอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ที่กระตุ้นพลังและความหวังกลับเข้ามา ซึ่งหากจะถามว่าประชาชนจะรู้สึกอย่างไรหรือควรรู้สึกอย่างไร เป็นเรื่องที่ว่ากันไปในวันเลือกตั้ง แต่ที่เราจะ offer คือเรื่องของความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์ที่มีอยู่ ที่เข้าไปแล้วสามารถทำงานได้ทันที
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ด้วยแนวความคิดประเทศชาติต้องมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตน ที่เป็นแนวความคิดของผู้บริหารพรรค ปชป.ยุคปัจจุบัน เพราะหากแต่ละคนจะนึกแต่เรื่องของส่วนตน จะไม่กลับเข้ามาที่พรรค ปชป.อีกครั้งก็ได้ แต่ละคนก็ไปอยู่ในภาคเอกชน แต่ทุกคนกลับมาเพราะอยากทำ เห็นโอกาสตรงนี้ รับประกันได้ว่านโยบาย การหาเสียงที่จะทำจะไม่มีเรื่องของผลประโยชน์แอบแฝง ที่จะไปนึกถึงตระกูลใดหรือพรรคการเมือง
ถามถึงว่า หลายคนในพรรค ปชป.เช่น อภิสิทธิ์ หรือคุณชวน หลีกภัย หลายคนเชื่อว่าเป็นคนดีคนเก่ง แต่การจะรุกเรื่องเศรษฐกิจ คนต้องการคนเก่งมาบริหารประเทศ คนในพรรคอย่างนายอภิสิทธิ์ มีความสามารถเรื่องเศรษฐกิจหรือไม่ "อิสรา รองหัวหน้าพรรค ปชป." กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เป็นนักเศรษฐศาสตร์ รู้เรื่องทุกสิ่งทุกอย่าง คุยอะไรตอบได้หมด รวมถึงเรื่องการศึกษา สาธารณสุข แต่เมื่อเป็นหัวหน้าพรรค ปชป. ก็ต้องดูภาพรวม ทำคนเดียวไม่ได้ ไม่ได้เป็นวันแมนโชว์ จึงดึงคนที่มีประสิทธิภาพกลับเข้ามา เชิญเข้ามา อย่างนายกรณ์ อดีต รมว.การคลัง หรือนายวีระพงษ์ ประภา อดีตผู้แทนการค้าไทยที่ก็ถูกชักชวนจากหลายพรรคการเมือง แต่เขามา ปชป.ด้วยใจ เพราะความศรัทธาที่มีต่อนายอภิสิทธิ์และพรรค ปชป. และยังมี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ที่เชี่ยวชาญเรื่อง digital economy และยังมีอดีต สส.และที่ปรึกษาอีกหลายคนที่ร่วมกันทำงานแบบคณะทำงาน ที่เป็นมันสมอง ทำงานแบบมืออาชีพที่มีประสบการณ์
ถามถึงว่า ในช่วงการหาเสียงจะมีเน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะเป็นไปได้ว่าตัวหัวหน้าพรรค ปชป.เอง นายอภิสิทธิ์ ก็อาจโดนโจมตีเรื่องสลายการชุมนุมเสื้อแดง มีคนเสียชีวิต ทางพรรคต้องอธิบายตรงนี้หรือไม่ รวมถึงยังต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ "อิสรา รองหัวหน้าพรรค ปชป." แจงว่าทางพรรคก็มีการชี้แจงมาโดยตลอด เช่นเรื่องคดีความต่างๆ ก็มีการขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมไปแล้ว แต่ก็ยังคงมีบางกลุ่มที่ไม่อยากฟัง คือเขาเชื่อไปแล้ว ถูกป้อนให้เชื่อ โดยบางคนที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพื่อสร้างสถานการณ์ มันอยู่ที่ว่าเชื่อหรืออยากเชื่อ หรือมีอะเจนดาอะไรที่ไม่อยากให้เชื่อ ก็ว่ากันไปอีกที แต่เราก็ทำหน้าที่ของเราในการชี้แจง ไม่ว่าจะเป็นเช่นเรื่องการสลายการชุมนุม หรือเรื่อง MOU 43 ที่เราก็ยินดีชี้แจงตลอด หากเขาอยากจะนำมาเป็นประเด็น เราก็ยินดีที่จะพูดอยู่ตลอดเวลา เพราะเราอยู่ในเหตุการณ์ เรามีข้อมูลข้อเท็จจริงที่สามารถพูดได้ อยู่ที่ว่าเปิดใจที่จะฟังหรือไม่
"อิสรา รองหัวหน้าพรรค ปชป." กล่าวหลังถูกถามถึงว่า หากพรรค ปชป.เข้าไปเป็นรัฐบาล เรื่องการต่างประเทศจะมีแนวทางนโยบายอย่างไร โดยเฉพาะเรื่อง ไทย-กัมพูชาโดยบอกว่าเรื่องกัมพูชา สิ่งที่เสียดายและเสียใจหรือเจ็บใจที่สุดของการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ก็คือคนไทยกับคนกัมพูชาไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะต้องปะทะกัน ต้องทะเลาะกัน ซึ่งในการเป็นเพื่อนบ้านกันบางครั้งก็อาจมีการปะทะ มีหมั่นไส้ รำคาญกันบ้าง แต่ในการเป็นเพื่อนบ้านยังไงก็หนีกันไม่พ้น ยังต้องพึ่งพากัน แม้ไม่ต้องจูบปากรักกันแต่ไม่ต้องถึงขนาดนี้ แต่ที่เราสองประเทศ คนกัมพูชากับคนไทยที่ต้องทะเลาะกัน เกลียดชังกัน ณ ตอนนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะเรื่องของประเทศ แต่เป็นเพราะเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตนของสองตระกูลที่ไม่ลงรอยกัน ดังนั้นมันเจ็บใจ เสียใจ เสียดายที่เราต้องถึงจุดนี้
แนวความคิดของพรรคในเรื่องการต่างประเทศและเรื่องส่วนรวม ก็คือไม่ได้เอาเรื่องส่วนตนมาเป็นนโยบายต่างประเทศ เพราะถ้าจะเอาผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ของตระกูล เอามานำนโยบายหรือกระทรวง มันจะไปยาก เพราะเป็นห่วงแต่เรื่องเงินที่จะเข้ามาในกระเป๋า ผลประโยชน์ที่จะเข้ามา
ดังนั้นเรื่องไทย-กัมพูชา คือยังไงเราต้องสนับสนุนกองทัพของเราเพราะปกป้องอธิปไตยของเรา แต่หลายคนในประเทศซึ่งอันตรายพอสมควร มีแนวความคิดที่ว่าล้างเลย บุกเลย แต่ผมไม่ได้มองโลกสวย ผมเข้าใจความรู้สึกของคน เพราะเราก็คือคนไทย เราก็โกรธ แต่ถ้าถึงจุดที่สงครามล้างมันให้หมด อันนั้นหมายความว่าวิธีทางการทูตกับการเจรจามันสิ้นหวังแล้วใช่ไหม เราไปต่อไม่ได้ ในความรู้สึกของผมยังมีความเชื่อมั่นกับฝีมือของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ ที่ไม่ได้อยากเป็นฝ่ายบุกอย่างเดียว คืออยากหาทางออกแบบสันติ แต่แน่นอนว่าเมื่อละเมิดเข้ามา เราก็ต้องปกป้อง ส่วนภาพกว้างในเรื่องการต่างประเทศของพรรค ปชป. ก็มีมืออาชีพที่อยากทำงานตรงนี้อยู่ เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยของเราเป็นผู้นำในภูมิภาค เพราะด้วยภูมิศาสตร์และศักยภาพของประเทศ เราควรที่จะเป็นผู้นำมากกว่านี้ หากเรากลับมาเป็นผู้นำของอาเซียนได้ อำนาจต่อรองที่จะมีอยู่กับสหรัฐฯ รัสเซีย จีนหรืออะไรก็แล้วแต่ หากจะทำเช่นมาขึ้นกำแพงภาษี เราจะได้ไม่ต้องไปบอกว่า my name is Thailand เพราะหากเราไปในนามของอาเซียน มันจะมีอำนาจการต่อรองมากกว่า
"อยากให้ประชาชนให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์อีกรอบหนึ่ง เรากลับมาในครั้งนี้ด้วยใจและด้วยแรงที่อยากทำงานเพื่อประเทศชาติ ที่จะเห็นว่าเราไม่ได้ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตน แต่เราทำงานทุกอย่าง นโยบาย หรือความคิดทุกอย่างที่เราทำ เรานึกถึงประเทศชาติที่ต้องมาก่อน ไม่ได้เป็นเพราะพรรคต้องมาก่อน หรือตระกูลใครต้องมาก่อน และพรรคมีเรื่องของประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพ ลองลิสต์ดูคนที่พรรคนำเสนอไม่ว่าจะเป็นในระบบบัญชีรายชื่อ หรือในเขตเลือกตั้ง แต่ละคนก็จะมีความสามารถที่จะผลักดันความคิดของคุณและความคิดของพวกเรา ที่จะไปในทิศทางเดียวกันเพื่อประเทศชาติ".
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (40)
ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
🛑LIVE แรงกระแทก ตอ.กลาง วัดกึ๋น...รัฐบาลอนุทิน!
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569
'เต้' ไขก๊อกแล้ว! จ่อตั้งพรรคก้าวล้ำ ทิ้งบอมบ์ 'ราเชน' สำเหนียกบุญคุณ
'เต้ มงคลกิตติ์' ยื่น กกต. ลาออกจากทางเลือกใหม่ พร้อมตั้งพรรคใหม่ 'ก้าวล้ำ' สานต่อทุกนโยบายที่เคยทำ แย้มส่งชิงผู้ว่ากทม. ทวงบุญคุณ 'ราเชน' เข้าสภาได้เพราะใคร
สว.นันทนา ซัด 'กกต.' ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือฟ้องปิดปาก ปชช. วอนหยุดขัดขวางการตรวจสอบ
‘นันทนา’ จวก กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้อง ยุติขัดขวางการตรวจสอบ ขอ ‘กกต.‘ หนุน ‘สมชัย’ จัดจำลองการเลือกตั้งไม่ใช่ขัดขวาง ชี้หากผิดกฎหมายเด็กประถมเลือกหัวหน้าห้องก็ทำไม่ได้หรือไม่
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | 2 รุม 1 สมรภูมิสะเทือนโลก
ครบมุมข่าว กับนิธินาฏ ราชนิยม : วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569

