'ส้ม' มือไม่ถึง...หัวไม่ถึง...ใจไม่ถึง...ใสไม่ถึง จึงเห็นกันชัดว่าเป็น 'ส้มอ่อน-ส้มเทา-ส้มเน่า' ?

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ได้มีข่าวช็อกชาวพรรคส้ม และ สังคมทั่วไปคือ ข่าว นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ผู้สมัคร พรรคส้ม สส.กรุงเทพฯ เขต 33 ถูกหมายจับคดีฟอกเงิน จากการขยายผลเครือข่ายยาเสพติด จนพรรคต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัครใหม่ ประกอบกับประสบการณ์ พรรคส้ม ในหลายๆปีที่ผ่านมา ทำให้เริ่มเห็นว่า ส้ม มือไม่ถึง … หัวไม่ถึง … ใจไม่ถึง … ใสไม่ถึง ดังนี้

1. มือไม่ถึง : ปากบอก “มีส้ม ไม่มีเทา” จี้รัฐบาลให้ “ปลดคนที่ยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเทาๆ” แต่ในการบริหารพรรคส้มเอง กลับ “ทำไม่ได้” “ไม่ได้ทำ” และ จึงกลายเป็น “พูดอย่าง..ทำอีกอย่าง”

พรรคส้ม อภิปรายเรื่องสแกมเมอร์ฟอกเงินอย่างดราม่า ดูหล่อ จี้นายกฯ อนุทิน ให้ปลด ผู้กองธรรมนัสออกจากการร่วมรัฐบาล เพราะ เป็นพวก “สีเทา” และ พรรคส้ม ย้ำจุดยืน “เลือกส้ม ล้มเทา” จึงทำให้ประชาชนตั้งคำถามใหญ่ได้ว่า “พรรคส้มดีแต่พูด” พรรคส้มพูดเหมือนจะเป็นพรรคการเมืองที่ดีที่สุด เก่งที่สุด แต่ถึงเวลาจัดการในพรรคเองก็ยังไม่ดีเลย จึงทำให้มี “ส้มเทา” เสียเอง และ อาจไม่ใช่แค่ความพลาด เพราะ พรรคส้มมีการเปลี่ยนผู้สมัครเขต 33 กทม. โดยเลือก นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ (ซึ่งเพิ่งถูกหมายจับร่วมฟอกเงินยาเสพติดตามข่าว) แทน นายพงศ์พันธ์ ยอดเมืองเจริญ สส. เขต 33 ก่อนเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งต่อมาถูกเปิดเผยต่อมาว่า  นายบุญฤทธิ์ มีการบริจาคเงินช่วยพรรคด้วยนับล้านบาท เมื่อพรรค ปชน. เลือกคนแบบ เทาๆ เน้นนักวาทกรรม ด้อยค่าเป้าหมายได้ดี และ มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้อง มากกว่า เรื่องจริยธรรม จึงกลายเป็น “พูดอย่าง…ทำอีกอย่าง” โดย เมื่อผู้สมัครถูกจับได้ในคดีร่วมฟอกเงินยาเสพติด ก็ “ไม่มีการขยายผล” ว่า ผู้บริหารพรรคคนไหนควรแสดงความรับผิดชอบ

เวลาผ่านไปจนป่านนี้ ไม่มีกรรมการบริหารพรรคที่เกี่ยวข้อง แสดงความรับผิดชอบ ! หาคนทำผิดในพรรคไม่ได้ ! แล้วจะทำให้ประชาชนวางใจได้อย่างไรว่า ถ้าเข้ามาบริหารบ้านเมืองแล้ว จะไม่พาบ้านเมืองแบบเทาๆไปเช่นกัน !

2. หัวไม่ถึง : เลือกทีมทำงาน แบบ “ดูถูกงาน” และ “ดูถูกประชาชน”

พรรคส้มเสนอ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 4 รองนายกฯ (2 ใน 4 ก็คือ แคนดิเดตนายกฯ) ไม่มีใครมีประวัติที่โดดเด่น หวังมาเป็นตัวแทนประชาชน บริหารราชการบ้านเมือง ตัวอย่างเช่น พรรคส้ม เสนอ ศิริกัญญา ตันสกุล ในฐานะมือหนึ่งเศรษฐกิจ ซึ่ง ธนาธร พิธา ณัฐพงษ์ ทุกคนก็บอกว่าเป็นมือเศรษฐกิจที่เก่งที่สุด เหมาะสมที่สุดของพรรคส้มมาตลอด จึงเป็น แคนดิเดตนายกฯ แต่ก็เริ่มถูกเปิดเผยว่า ก่อนหน้าที่จะเข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคส้ม ก็เป็นเพียง Senior Consultant ของ บริษัท ดิ แอดไวเซอร์ จำกัด ซึ่ง เมื่อดูปีที่ศิริกัญญาอยู่นั้น ก็ทำกำไรได้เพียงปีละประมาณ 3.06 ล้านบาท ในปี 2561 และ 1.72 ล้านบาท ในปี 2562 เท่านั้น ! แล้วจะมาเป็นผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศไทย ! ประวัติ ศิริกัญญา หรือ แคนดิเดตนายกฯที่เหลือ ก็เทียบไม่ได้เลย กับมือเศรษฐกิจอย่าง กรณ์ จาติกวณิช ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งก่อนเข้าการเมือง เป็นถึง ประธานธนาคาร JP Morgan (Thailand) ซึ่ง JP Morgan เป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ และ ผลงาน ดรีมทีม อภิสิทธิ์ + กรณ์ ฟื้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และ ยั่งยืน ทำให้โลกยกย่อง คุณกรณ์เป็น รัฐมนตรีคลังโลกแห่งปี 2010

แม้ต่อมา จะเปลี่ยนบทบาท ศิริกัญญาเป็นรองนายกฯ ด้านการปฏิรูปรัฐบริหารราชการแผ่นดินใหม่ และ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ดูแลเรื่องเศรษฐกิจใหม่ ก็ยิ่งแปลก เพราะ ก่อนหน้านี้ พรรคส้มชูศิริกัญญาเป็นมือหนึ่งเศรษฐกิจที่หัวหน้าพรรคทั้งสามเชิดชูมาตลอด และ นายวีระยุทธ ก็เป็นเพียงบทบาทด้านวิชาการ ไร้ประสบการณ์ในโลกธุรกิจที่แท้จริง ก็ดูเป็นเพียงการกลบเกลื่อนการเทียบตัวบุคคลกับพรรคอื่นๆเท่านั้น !

3. ใจไม่ถึง : ใจไม่กล้าเป็นรัฐบาล … ใจไม่กว้างที่จะสนับสนุนนโยบายพรรคอื่น เพื่อประชาชน

เมื่อนายกฯอุ๊งอิ๊ง ถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีการเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ เปิดทางให้พรรคประชาชนเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ด้วยมีเสียงในสภาฯสูงที่สุด 151 ที่นั่ง กลับเปิดทางให้ นาย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีคะแนนเสียงเพียง 71 ที่นั่ง เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ทั้งที่ สามารถบริหารบ้านเมืองในเวลาที่เหลือประมาณ 2 ปี ก็เสนอบีบเวลาเหลือเพียง 4 เดือน ความ “ใจไม่ถึง” ไม่กล้าเป็นรัฐบาล ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลอื่นนอกจาก “ไม่กล้าเป็นรัฐบาล” ให้คนมาวิพากษ์วิจารณ์บ้าง จนกว่าจะได้คะแนนเสียงเกินครึ่งเป็น “เผด็จการรัฐสภา” พ่วงด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังที่เมื่อหลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า น.ส. แพทองธารผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีคลิปเสียงฉาวกับอังเคิล ซึ่ง นายณัฐพงษ์แสดงจุดยืนทันทีว่า “การตัดสินเรื่อง มาตรฐานจริยธรรมเป็นเรื่องที่เปิดให้ตัดสินได้ตามอำเภอใจ” จึงทำให้เห็นว่า พรรคส้มใจไม่ถึงพอที่จะนำการบริหารบ้านเมืองใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับ “ปราบโกง” นี้

นอกจากนั้น ใจยังไม่กว้างพอ เมื่อรัฐบาลอนุทินแถลงนโยบาย 4 เดือน ศิริกัญญา มือหนึ่งเศรษฐกิจพรรคส้ม ได้แสดงจุดยืน โวยพรรคภูมิใจไทยว่า “ให้เป็นรัฐบาล 4 เดือน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ-ยุบสภาฯ ไม่ใช่แจกคนละครึ่ง” แสดงความใจแคบ และ คิดแคบ ระยะเวลานั้น พรรคประชาชนหวังว่า จะเพียงรอแก้รัฐธรรมนูญก่อน แล้วจึงเดินหน้านโยบายด้านเศรษฐกิจปากท้องประชาชนหรือ ?

ในด้านหนึ่ง สะท้อนว่าพรรคส้มใจไม่ถึง แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นโชคดีของประเทศ นึกไม่ออกว่า หากเป็นพรรคประชาชนที่ข่ม ด้อยค่า ดูถูกทหารหลายๆครั้ง หากเผชิญการปะทะกับกัมพูชา จะเดินหน้ากันอย่างไร ? อย่างแม่ทัพภาค 2 ออกไปพบเด็กๆตามโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ได้กำลังใจแนวหลังถึงทหารแนวหน้ามากมาย ช่อ พรรคส้มกลับบอกว่า “แม่ทัพได้แสง” ในขณะที่ นายกฯแพทองธารบอกอังเคิลว่า แม่ทัพไทยเป็น “คนละฝั่งกับพวกเรา” พรรคส้มก็เงียบ คณะกรรมาธิการของโรม ไม่มีการตำหนิหรือ ซักถามผู้บริหารบ้านเมืองที่มีใจ “ตรงข้าม” กับกองทัพไทยในยามศึกแต่อย่างใด

4. ใสไม่ถึง จึงทำให้ “ส้มมีเทา” และ เป็น “ส้มเทา”

ตอนอภิปรายเรื่องสแกมเมอร์ในสภาฯ โรม และ วิโรจน์อภิปรายดราม่าอย่างดุเดือดได้คะแนน แต่ไม่มีหลักฐานคืบหน้า ไปสู่การปฎิบัติของหน่วยงานภาครัฐ หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า ต่างกับสมัยพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนเปิดโปงแอมเพิลริช วินมาร์ค โดยคุณกรณ์ หรือ โกงจำนำข้าว โดยหมอวรงค์ และ คดีอื่นๆ ส่งผลถึงคดีจริง นอกจากนั้น เวลาอภิปรายอิงข่าวเรื่อง เบนสมิธ พบ ทักษิณ ซึ่งธรรมนัสนั่งอยู่ด้วย ที่ร้านอาหาร Provance และคุยกันเรื่องเครื่องบินเจ็ทไปดูไบ กลับ “ปิดหน้า” ทักษิณ เปิดแต่หน้าธรรมนัส ไม่เอ่ยถึงทักษิณสักครั้งเดียว แม้มีเรื่องทักษิณได้เชียร์รัฐบาลให้นำทรัพยากรทางทะเลแบ่ง 50/50 กับกัมพูชาโดยอิงแผนที่แบบกัมพูชาผ่ากลางเกาะกูด ประกอบข่าว “ทุนเทาครอบงำบางจากฯ” กรรมาธิการของโรม ก็ไม่เคยเรียก ทักษิณ หรือ นายกฯแพทองธารมาซักถามประเด็นเหล่านี้เลย

สอดคล้องกับพฤติกรรม ธนาธร เมื่อเปิดตัวพรรคอนาคตใหม่ บอกว่า “ทักษิณมีความผิด ด้วยหลักฐานที่มาจากคณะกรรมการ คตส.” ทั้งที่หลักฐานเช่น “การปลอมหนี้ 3,000 ล้านบาท” คตส.ไม่ได้ทำ แต่จับได้และเปิดโปง ธนาธรกลับให้ความสำคัญกับการด้อยค่า คตส. และบอกอีกว่า ยิ่งลักษณ์ยังไม่ผิด เป็นเพียงทางเทคนิค ก็สะท้อนแนวคิด “ส้มเทา” ตั้งแต่ต้น

ที่น่ากังวลคือ พรรคส้มจัดงาน รีชาร์จประชาชน  เตรียมงบประมาณ 8 ปี รองรับเมกะโปรเจคสีส้ม 627,000 ล้านบาท ซึ่ง ธนาธร เสนอให้ใช้ 192,000 ล้านบาท (30%)  เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมชิ้นส่วนทำสมาร์ทกริด รับซื้อไฟฟ้าจากประชาชน พร้อมกับแบตเตอรี่ BESS ทั้งที่ ไฟฟ้าที่ประชาชนจะผลิตได้ ก็โซลาร์ ผลิตได้แต่กลางวัน ซึ่งตอนนี้ก็มีมากอยู่แล้ว และ จะทำให้เป็นปัญหาค่าไฟฟ้าแพง และมีดับบ้าง แบบแคลิฟอร์เนีย ? ธนาธรยังบอกอีกว่าจะไม่เสียเงินให้คนจีน เพราะ จะผลิตในไทย ก็คือไม่ให้ไทยใช้ของถูก ก็คือต้องซื้อของแพงขึ้น ค่าไฟฟ้าก็ย่อมจะแพงขึ้น หรือ จะเอาภาษีรัฐไปช่วย แล้วใครได้ประโยชน์ ครอบครัวกิจการชิ้นส่วน ? นึกถึงโครงการที่ธนาธรเคยเชียร์อย่าง hyperloop ก็ล้มละลายไปแล้ว ผลิตรถไฟ ก็ไร้สาระ ทุกเมกกะโปรเจค กิจการชิ้นส่วนได้ประโยชน์ทั้งสิ้น หรือ ที่แท้ จะเป็นพรรคธุรกิจการเมืองรุ่นต่อไป อีกหรือไม่ ?

ส้ม มือไม่ถึง … หัวไม่ถึง … ใจไม่ถึง … ใสไม่ถึง จึงเห็นกันชัดว่า เป็น “ส้มอ่อน-ส้มเทา-ส้มเน่า” หรือไม่ ?

ไทยทน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘ชัยวุฒิ’ ฟังแล้วไม่ใช่คำขอโทษ ซัด ‘พิธา’ แค่แก้ตัว

หลังพิธาออกมาพูดถึงคำกล่าว “ทหารมีไว้ทำไม” หัวหน้าพรรครักชาติระบุ ฟังแล้วไม่เห็นความสำนึก ตั้งข้อสงสัยคำพูดในอดีตคิดจริงหรือหวังผลทางการเมือง พร้อมเตือนหยุดแก้ต่าง เพราะสังคมไม่เชื่อ

🔴 LIVE ‘ดร.สุริยะใส’ ชี้เปรี้ยง! โหวตเชิงยุทธศาสตร์ ล็อกถล่ม..!! | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร

‘ดร.สุริยะใส’ ชี้เปรี้ยง! โหวตเชิงยุทธศาสตร์ ล็อกถล่ม..!! อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ.2569