
ตอนที่ลงสมัครแข่งขัน ก็รู้ตัวมาตลอดว่า เป็นรองเขา มาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อลงสมัครแล้ว ก็ตั้งใจหาเสียง ลงพื้นที่เข้าหาประชาชนทุกบ้าน จนรองเท้าขาดไป 3 คู่ ยิ่งผมเดินมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ได้รับการตอบรับจากพ่อแม่พี่น้องประชาชน ทำให้ผมมั่นใจว่าครั้งนี้ผมต้องได้รับชัยชนะแน่นอน ..คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาเป็นอันดับหนึ่งถึงเก้าจังหวัดในภาคใต้ กระแสประชาธิปัตย์ในภาคใต้กลับมาแล้ว เพียงแต่ว่าบางทีส.ส.เขตตัวบุคคล อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีก เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ มาแทรกด้วย
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา หนึ่งในนักการเมือง ที่สร้างเสียงฮือฮาให้กับแวดวงการเมืองโดยเฉพาะการเมืองในภาคใต้ ก็คือผลการเลือกตั้งส.ส.ตรัง เขต 3 ที่ "กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ จากพรรคประชาธิปัตย์"เอาชนะ "สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ อดีตส.ส.ตรัง สองสมัย จากบ้านใหญ่จังหวัดตรัง ลูกสาว โกหนอ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ ที่ย้ายจากพรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย"โดยเอาชนะไปได้แบบขาดลอย ภายใต้การแข่งขันเลือกตั้งที่เป็นศึกสายเลือดจังหวัดตรัง ด้วย เพราะทั้งสองคน เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เนื่องจาก พ่อแม่ของทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน ทำให้ กฤตย์อิชย์ จึงเป็นหลานของทั้งโกหนอ สมชาย โล่สถาพรพิพิธ และบุ่นเล้ง โล่สถาพรพิพิธ นายก อบจ.ตรัง บ้านใหญ่จังหวัดตรัง
สำหรับเส้นทางชีวิต ก่อนจะเข้าสู่การเมือง เตรียมเป็นส.ส.ตรังสมัยแรกกับการเป็นส.ส.พรรคสีฟ้า "กฤตย์อิชย์"เล่าชีวิตส่วนตัวให้ฟังว่า จบการศึกษาปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) หาดใหญ่ ประมาณปี 2553 โดยหลังเรียนจบ ก็ไปทำงานเป็นวิศวกรโยธา ในบริษัทรับเหมาก่อสร้างในพื้นที่บ้านเกิดจังหวัดตรัง
จากนั้นพอปี 2555 ก็เข้าสู่การเมืองท้องถิ่นโดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลย่านตาขาว อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ที่ก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นสท.สมัยแรก และพออยู่ครบวาระ ก็ลงสมัครต่อและได้รับเลือกเป็น สท.สมัยที่สอง ซึ่งช่วงระหว่างนั้นก็ไปเรียนปริญญาโท จนจบปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ รามคำแหง
ต่อมา ในช่วงที่พรรคปชป.เริ่มเปิดรับสมัครบุคคลที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. โดยใช้แคมเปญ"ส.ส.ที่ดี คุณก็เป็นได้"จึงไปสมัครยื่นแสดงความประสงค์เพื่อเข้าสู่การคัดเลือกให้เป็นผู้สมัครส.ส.ของพรรคปชป. ที่เป็นการลงสมัครส.ส.ครั้งแรก
..สมัยเป็นสท.ก็ทำงานคลุกคลีอยู่กับพื้นที่ กับประชาชน โดยทำงานหลายอย่างเช่นการประสานงานต่างๆ เพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชน แลนำเรื่องเดือดร้อนของชาวบ้านเข้าไปพิจารณาหารือในที่ประชุมสภาเทศบาล เพื่อไปประสานต่อกับฝ่ายบริหาร เช่นปัญหาประชาชนเรื่องน้ำไม่ไหล ไฟไม่ติด และปัญหาทุกข์ร้อนทุกอย่างของประชาชนไปประสานฝ่ายบริหาร เพราะอำนาจของสท.ก็เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ทำให้ จะไปทำอะไรมากกว่าฝ่ายบริหารไม่ได้
หลักๆ คือนำเรื่องเดือดร้อนของประชาชนไปประสานงานแก้ปัญหา รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการ ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ทำให้ได้ประสบการณ์มาเยอะ นอกจากการเป็นสท.แล้ว การเมืองรอบๆนอกพื้นที่ ด้วยความที่เราก็เป็นคนมีพรรคมีพวก มีคอนเน็กชั่น เราก็ไปคลุกคลีอยู่ด้วย ด้วย ความที่เป็นนักการเมือง ที่ไม่ใช่บ้านใหญ่ แต่เราก็รู้จักคนเยอะ เลยทำให้เป็นคนที่พอมีพรรคมีพวกเยอะ
สำหรับตัวผมเอง เป็นคนที่มีความสนใจการเมืองมาตลอด ชีวิตก็โตมาจากการเมืองเพราะพ่อผมเอง ก็เป็นอดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือสจ. ซึ่งตอนนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว โดยตอนเป็นเด็ก ได้ติดตามคุณพ่อลงพื้นที่หาเสียงพบกับประชาชน ทำให้เลยซึมซับเรื่องการเมืองมาตลอด คือชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เลยไปเรียนปริญญาโทรัฐศาสตร์เพื่อต่อยอด
ส่วนที่เปลี่ยนจากการเมืองท้องถิ่นระดับเทศบาลมาสู่การเมืองระดับชาติ ลงสมัครส.ส.เป็นครั้งแรก ก็เพราะผมเล็งเห็นว่า ผมเป็นสท.ปัญหาบางเรื่อง มันขับเคลื่อนไม่ได้ ด้วยระบบของท้องถิ่น ระบบของอบจ.เลยมองไปถึงการเมืองระดับชาติ ต้องเอาเรื่องเข้าไปถกในรัฐสภา อะไรประมาณนี้ ผมเลยมองว่า ควรจะไปอีกขั้นหนึ่ง เพื่อที่ตัวเราจะได้นำปัญหาชาวบ้าน เข้าไปแก้ไขให้เป็นรูปธรรมได้มากขึ้นเลยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.
"กฤตย์อิชย์"เล่าถึงความผูกพันของตัวเองและครอบครัว กับพรรคประชาธิปัตย์ จนตอนนี้ กำลังจะเข้าไปเป็นส.ส.ตรัง พรรคสีฟ้า โดยบอกว่า ที่บ้านมีความผูกพันกับพรรคปชป.มายาวนานเพราะคุณแม่ผม ท่านก็ช่วยหาเสียงให้กับพรรคปชป.มาร่วม 30 ปี เรียกว่าตั้งแต่จำความได้ ก็สนับสนุนพรรคปชป.มาตลอด
ส่วนตัวผมเอง ก็มี นักการเมืองต้นแบบหรือrole model ก็คือ ท่านชวน หลีกภัย เพราะว่าเราก็พรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่เด็กเคยเข้าออกบ้านท่านชวน ก็บ่อย ท่านชวน เป็นไอดอลผม เป็นไอดอลของคุณแม่และของครอบครัว ท่านเป็นนักการเมืองตัวอย่าง เป็นอดีตนายกฯสองสมัย สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดตรังในหลายด้าน
สำหรับการลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ยอมรับว่ามีเวลาเตรียมตัวน้อย เพราะต้องรอมติคณะกรรมการบริหารพรรคปชป.เคาะรายชื่อผมให้ลงเลือกตั้งในนามพรรค ซึ่งพรรคก็ประกาศรับรองวันที่ 25 มกราคม และวันที่ 27 มกราคม ก็ไปยื่นสมัคร ก็ยอมรับตรงนี้ว่าผมมากับกระแสจริงๆ แล้วก็จากประชาชนจริง ๆ และอีกอย่างคือ ทางพรรคเขาให้โอกาสผม และด้วยประสบการณ์ ความสามารถโปรไฟล์ที่ผมส่งให้พรรคพิจารณา บางทีพรรคเขาอาจจะเห็นโอกาส เห็นความเป็นไปได้ที่จะรักษาพื้นที่ไว้ได้
แล้วอีกอย่างคือพอพรรคปชป.เคาะประกาศชื่อผมวันที่ 25 มกราคม แล้วไปยื่นสมัครรับเลือกตั้ง 27 มกราคม แม้ผมมีเวลาเตรียมตัวน้อยก็จริงแต่ผมก็แสดงให้เขาเห็นแล้วว่าพอผมลงพื้นที่ ผมก็เต็มที่ ผมทำให้พรรคเห็นว่าผมมีความตั้งใจ แล้วชาวบ้านเขาก็ให้โอกาส ก็เป็นที่มาของชัยชนะ

สำหรับ กฤตย์อิชย์ ภาคย์อิชณน์ กับ สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ มีความเกี่ยวข้องทางเครือญาติคือ นายสมชายหรือโกหนอ พ่อของสุณัฐชาเป็นน้องชายของแม่ กฤตย์อิชย์ เราเลยถามว่า การที่เป็นลูกพี่ลูกน้องเครือญาติกันแบบนี้ แล้วต้องมาแข่งขันกันเอง รู้สึกลำบากใจหรืออะไรยังไงกันหรือไม่ หรือว่า ต่างฝ่ายต่างก็สู้กันเต็มที่ "กฤตย์อิชย์"ตอบคำถามนี้ทันที ว่า"ใช่ครับ" เพราะผมก็สู้ในบทบาทของผมและในฐานะตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเขาเองก็อยู่ในบทบาทอีกพรรคการเมืองหนึ่ง เราก็สู้กันแบบเหมือนกับพรรคอื่นเขาสู้กัน เพราะฉะนั้นไม่มีความลำบากใจหรือว่าไม่มีอะไรกันเลย
ศึกสายเลือด กับชัยชนะเหนือบ้านใหญ่ตรัง
และกับชัยชนะครั้งนี้ ที่เอาชนะบ้านใหญ่จังหวัดตรัง ที่เป็นเครือญาติและเป็นอดีตส.ส.ตรังสองสมัย มาได้ เราเลยถาม "กฤตย์อิชย์"เพื่อให้เขาอธิบายว่า ชัยชนะครั้งนี้้คิดว่าเกิดจากสาเหตุใด คำตอบของเขาคือ ตอนที่ลงสมัครแข่งขัน ก็รู้ตัวมาตลอดว่า เป็นรองเขา (สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ) มาตั้งแต่ต้น แต่เมื่อลงสมัครแล้ว ก็ตั้งใจหาเสียง โดยลงพื้นที่เข้าหาประชาชนทุกบ้าน จนรองเท้าผมขาดไป 3 คู่และยิ่งผมเดินมากขึ้นเท่าไหร่ ผมก็ได้รับการตอบรับจากพ่อแม่พี่น้องชาวเขต 3 จังหวัดตรัง เลยทำให้ผมมั่นใจว่าครั้งนี้ผมต้องได้รับชัยชนะแน่นอน
คือผมค่อนข้างมั่นใจก่อนที่จะวันเลือกตั้ง เพราะพอเราเดินสัมผัสพื้นที่ เราเห็นประชาชนตอบรับ โดยคะแนนที่ได้มาในรอบนี้ 45,371 คะแนน เป็นคะแนนเสียงบริสุทธิ์ แต่ผมก็ตั้งใจไว้ว่า ผมจะเป็นผู้แทนของเสียงที่ไม่ได้รับเลือกผมด้วยทุกเสียงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมต้องลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วคนที่ไม่เลือกผม ตัวผมก็ต้องลงพื้นที่ไปพบเขาเพื่อให้เขาได้รู้ว่า แม้เขาไม่เลือกผม แต่ผมเป็นผู้แทนในเขตนี้แล้ว ผมต้องทำให้เต็มที่ นี้คือสิ่งที่ผมกำลังจะทำอยู่
เพราะฉะนั้นผมมั่นใจว่า กระแสพรรคก็ส่วนหนึ่ง เป็นเรื่องกระแสพรรคด้วย แต่ก็ด้วยการที่ผมลงไปทุ่มเทพื้นที่ แล้วก็ด้วยการที่ผมกับคุณแม่ผม ทำพื้นที่มาเป็นเวลา 30 ปี ชาวบ้านเขาก็ตอบรับโดยทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาอะไรนานเลยหลักๆข้างต้น ก็คือสาเหตุที่ทำให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
นอกจากนี้การที่หัวหน้าพรรคปชป. คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงมาช่วยปราศรัยใหญ่ที่จังหวัดตรังเมื่อวันที่ 3 ก.พ. ก็มีผลมาก เหมือนกับมาช่วยย้ำ เพราะก่อนหน้านั้น เรามั่นใจอยู่ในระดับหนึ่ง และยิ่งพอ หัวหน้าพรรค คุณอภิสิทธิ์ลงมาช่วยปราศรัยหาเสียงให้ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่าโอเครอบนี้เราน่าจะต้านกระสุนได้ เพราะเราเดินมากับกระแสตั้งแต่ต้น เงินสักบาทก็ไม่จ่าย
เพราะว่าผมประกาศตั้งแต่ต้นว่าผมไม่มีการซื้อเสียง ผมเดินตามแนวทาง การเมืองสุจริต ตามแนวท่านชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ ผมก็ประกาศให้ชาวบ้านเขาได้รู้ ซึ่งตอนที่หัวหน้าพรรค มาขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่ที่ตรัง มีประชาชนมาร่วมฟังการปราศรัยจำนวนมาก เราตั้งเก้าอี้ไว้ที่ประมาณ 10,000 คน แต่สุดท้ายเรามาประเมินดูจากหน้างานจริงคนที่มาฟังปราศรัยก็ประมาณเกือบ 20,000 กว่าคนเกือบแตะ 30,000คน ซึ่งคนมาฟังปราศรัยจนล้นไปถึงต้องปีนฟังบนต้นไม้ยังมีเลย
การเมืองสุจริต ภาคใต้-พรรคปชป.กลับมาแล้ว
"กฤตย์อิชย์-ว่าที่ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์"ย้ำว่า ที่ภาคใต้ ผลการเลือกตั้งที่ออกมา แสดงให้เห็นว่า กระแสพรรคปชป.ในภาคใต้กลับมาแล้ว เพราะว่าคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์(คะแนนปาร์ตี้่ลิสต์) ได้มาเป็นอันดับหนึ่งถึงเก้าจังหวัดในภาคใต้ เพียงแต่ว่าบางทีส.ส.เขตตัวบุคคล อาจจะต้องทำการบ้านเพิ่มขึ้นอีก เพราะมันมีปัจจัยอื่น ๆ มาแทรกด้วย ส่วนที่กระแสพรรคปชป.กลับมาแล้ว มองว่าเป็นเพราะนายอภิสิทธิ์ กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคปชป.อีกครั้ง ทำให้เหมือนกับไปฟื้นความความศรัทธาของชาวบ้านที่เหมือนกับรอคอยอะไรบางอย่าง เหมือนกับบางคนในพื้นที่เขาก็อาจปันใจไปให้พรรคส้มบ้างในการเลือกตั้งก่อนหน้านี้ แต่เลือกตั้งที่ผ่านมาเขาก็ กลับบ้าน กลับสู่อ้อมกอดของพรรคสีฟ้าประชาธิปัตย์ เหมือนกับชาวบ้านเขาก็เหมือนมีความหวัง คือเมื่อคุณอภิสิทธิ์กลับมา ประชาธิปัตย์ก็จะกลับมาได้
และสำหรับ"กฤตย์อิชย์"ที่เอาชนะสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ที่ถูกมองว่าเป็นคนของบ้านใหญ่จังหวัดตรัง เราเลยถามมุมมองเขาว่า มองเรื่องการเมืองบ้านใหญ่อย่างไรบ้าง ความเห็นของเขาที่บอกกับเราก็คือ สำหรับตัวผมเอง ผมใช้วิธีเดินพบปะชาวบ้าน แล้วก็ผมจะทลายกำแพงบ้านใหญ่ไปเลย คำถามดังกล่าว ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเพราะว่าผมจะพยายามพูดกับชาวบ้านว่าผมไม่มีบ้านใหญ่ ผมบอกกับประชาชนว่า บ้านของผมก็คือเป็นบ้านหลักเล็ก ๆ บ้านชั้นเดียว แต่ในบ้านผม จะมีพี่น้องจำนวน 124,000 กว่าคนในเขต 3 เป็นสมาชิกในบ้านผม
ส่วนมุมมองในฐานะนักการเมืองหน้าใหม่ต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันนั้น ผมมองว่าด้วยสถานการณ์ทางการเมืองไทยและสถานการณ์การเมืองโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้นักการเมืองต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะนักการเมืองรุ่นใหม่ เหมือนอย่างตัวผมที่จะเข้าสู่การเมือง ก็จะมีการแข่งขันทางด้านข้อมูล ใครที่ครอบครอง บิ๊กดาต้า ได้มากกว่าคนนั้นก็จะย่อมได้เปรียบ เพราะพี่น้องประชาชนรู้เท่าทันนักการเมืองหมดแล้วในยุคปัจจุบัน การรับรู้ข่าวสารของประชาชนมีมากขึ้น นักการเมืองรุ่นใหม่ นักการเมืองหน้าใหม่ต้องรู้ข้อมูลมากขึ้น ต้องเสพข่าวสารมากขึ้น แล้วก็เอามาประยุกต์เพื่อสื่อสารกับประชาชน
สำหรับสโลแกน"การเมืองสุจริต"ที่พรรคปชป.ใช้ในการหาเสียงที่ผ่านมา และทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง "กฤตย์อิชย์"มองว่า การเมืองสุจริต คือการทำการเมืองที่ไม่ซื้อเสียง คือการทำการเมืองที่ยึดโยงประชาชน เป็นการเมืองสีขาว เอาประชาชนเป็นที่ตั้ง
สำหรับผมง่ายๆ เลย คือไม่ซื้อเสียง สำหรับนิยามของคำว่า การเมืองสุจริต เพราะผมกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่าผมไม่ซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว
และต่อข้อถามที่ว่าที่ผ่านมระยะหลัง มีการพูดกันมากว่าที่ภาคใต้ มีการซื้อเสียงกันหนักมากขึ้นเรื่อยๆ มองปัญหานี้อย่างไร "กฤตย์อิชย์-ว่าที่ส.ส.ตรัง"ให้ความเห็นว่า มุมมองผมในฐานะนักการเมืองน้องใหม่ ผมก็อาจจะตอบได้แบบยังไม่เต็มที่ แต่ผมมองว่าที่มีการซื้อเสียงเกิดขึ้นในภาคใต้ ก็คือเมื่อก่อน เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นพรรคใหญ่พรรคเดียวในภาคใต้เพราะฉะนั้นการซื้อเสียงอะไรแทบจะไม่มี แต่พอช่วงหลัง ก็มีพรรคการเมือง ที่เป็นพรรคตัวเลือกเพิ่มเข้ามา มีพรรคที่สอง พรรคที่สาม เข้ามา แล้วเขาก็มาใช้โมเดลก็คือการซื้อเสียง มันก็เลยอาจจะต้องมีในบางพื้นที่ อาจจะมีการแข่งขัน การซื้อเสียงจึงเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้ผมก็ไม่ไปละลาบละล้วง หรือทราบได้ว่าเขาซื้อกันจังหวัดไหนตรงไหน แบบรุนแรงดุเดือดอะไรแบบนี้
"กฤตย์อิชย์"กล่าวทิ้งท้ายสำหรับคนที่สนใจจะเข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตว่า พรรคปชป.มีสโลแกนตอนช่วงการเปิดรับสมัครบุคคลลงเลือกตั้งว่า ส.ส.ที่ดี คุณก็เป็นได้ ตัวผมเอง ที่จะเป็นส.ส.สมัยแรก และอาจได้เป็นต่อไปเรื่อยๆ หรือจะยังไงก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้าย สักวันหนึ่งผมก็ต้องมีวันที่จะหยุด
“ดังนั้น ใครที่มีความสนใจในการทำการเมืองแบบสุจริต แล้วก็ยึดมั่นในพรรคประชาธิปัตย์ คุณก็สามารถที่จะเป็นได้อย่างผมเหมือนกัน”
โดยวรพล กิตติรัตวรางกูร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ครม.อนุทิน 2 ต้องเป็นที่ยอมรับ การเมืองบ้านใหญ่ยังมีมนตร์ขลัง
ความเคลื่อนไหวการจัดตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" หลังผ่านการเลือกตั้งมาร่วมสองสัปดาห์ จุดที่แวดวงการเมืองจับตามองมากที่สุดก็คือ อนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย จะดึงพรรค "กล้าธรรม"
🔴 LIVE ‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ | อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร
‘วันวิชิต’ อ่านไพ่ โอกาสทอง พลังอนุรักษ์ปักธง ‘ส้ม’ ฟุบ ‘แดง’ หมอบ อิสรภาพแห่งความคิด กับ..สำราญ รอดเพชร : : วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569
ถึงบางอ้อ! ดร.กิตติธัช เฉลยเหตุ 'พรรคส้ม' จี้นับคะแนนใหม่ในหน่วยที่ตัวเองชนะขาดอยู่แล้ว
ดร.กิตติธัช ชัยประสิทธิ์ นักวิชาการอิสระ และอาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม สอนพิเศษด้าน ปรัชญาการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กว่าสิ่งที่น่าสงสัยมาก คือ ทำไมพรรคประชาชนถึงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่(เฉพาะคะแนนเลือกตั้งนอกเขต)ในหน่วยเลือกตั้งที่ตัวเอง "ชนะขาด" อยู่แล้ว?
งัดตำราดีดปากกูรู บวรศักดิ์ชี้ไม่มีประเทศไหนให้เลือกตั้งโมฆะเพราะบาร์โค้ด
"บวรศักดิ์" งัดตำรา สอน รธน.มา 40 ปี สวน "กูรู กม." ไม่มีประเทศไหนเคยวินิจฉัยการเลือกตั้งเป็นโมฆะเพราะมีบาร์โค้ด
ขนลุก! ยื่นผู้ตรวจฯ ส่งศาลรธน. เอาผิดกกต.ทำบาร์โค้ด ขู่ติดคุก-ชดใช้ 8 พันล้าน
ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตสส.นครนายก เข้ายื่นคำร้องต่อสำนักงานผู้ตรวจ
ดร.ณัฏฐ์ คลี่ปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ชี้ไม่กระทบการใช้สิทธิลงคะแนนโดยตรงและลับ
สืบเนื่องจากนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่เป็นความลับ ทำให้ประชาชนสับสนว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโมฆะหรือไม่นั้น

