ย้อนอดีต ดู การเลือกตั้งเมื่อ 69 ปีที่แล้ว: ต้นแบบการโกงเลือกตั้งอย่างมโหฬาร

 

ไชยันต์ ไชยพร

การเลือกตั้งทั่วไปที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้ชื่อว่าเป็น  “การเลือกตั้งสกปรก” โดยพบความผิดปรกติ ได้แก่      

  • การมีชื่อคนตายแล้วในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
  • เปลี่ยนชายให้เป็นหญิง หญิงให้เป็นชาย
  • เพิ่มเติมชื่อเอาเองโดยให้อยู่ในบ้านใดบ้านหนึ่ง
  • บางที่ไม่มีการปิดประกาศไว้ให้ประชาชนได้ตรวจสอบหรือคัดค้านรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แต่เอามาปิดในวันสุดท้าย
  • เจ้าพนักงานการเลือกตั้งที่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งกลับไป ช่วยหาเสียง ให้อามิสสินจ้าง และเลี้ยงดูอันธพาลเพื่อให้เป็นหัวคะแนน ใช้อิทธิพลในตำแหน่งหน้าที่ราชการ บีบบังคับและจูงใจให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนไปลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา        
  • ก่อนการเลือกตั้งเล็กน้อย ได้มีการปล่อยข่าวออกไปในหมู่ประชาชนว่า จะมีอันธพาลไปรบกวนบรรดาผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง อาจจะถึงฆ่าฟันกันตาย เป็นเหตุให้ประชาชนบางคนไม่ไปใช้สิทธิ
  • ก่อนวันเลือกตั้งมีการจับบัตรเลือกตั้งโกงของผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาหมายเลข 25 - 33
  • มีบุคคลอันธพาลที่ได้รับอามิสสินจ้าง มีสัญลักษณ์คือ บัตรประจำตัวสมาชิกสามัญ พรรคเสรีมนังคศิลา ผ้าแถบขาวมีเครื่องหมายตราไก่กระพือปีกและข้อความพรรคเสรีมนังคศิลา นามบัตร ให้เป็นผู้ลงบัตร “ไพ่ไฟ” (บัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ลงด้วยวิธีทุจริต/ภาษาปาก) ณ หน่วยเลือกตั้งต่างๆตามที่ได้ซักซ้อมไว้ อันได้แก่สในเขตทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอดุสิต
  • มีการพบบัตรออกเสียงเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่อยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้ลงคะแนนเสียงให้แก่พรรคเสรีมนังคศิลาจำนวน 9 คน ได้แก่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม หมายเลข 25 พลอากาศโทมุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษฏิ์ หมายเลข 26 พลเอกเภา เพียรเลิศ บริภัณฑ์ยุทธกิจ หมายเลข 27 พระยาลัดพลีธรรมประคัลภ์ หมายเลข 28 พลเอกมังกร พรหมโยธี หมายเลข 29 พลโทบัญญัติ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หมายเลข 30 พลเอกหลวงสวัสดิ์สรยุทธ หมายเลข 31 พลเอกเดช เดชประดิยุทธ หมายเลข 32 พันตรีรักษ์ ปัณยารชุน หมายเลข 33  และบัตรเลือกตั้งเหล่านี้มีการประทับตราของนายอำเภอดุสิตไว้อย่างถูกต้องด้วย
  • การนับคะแนนเสียงโดยมิชอบ เช่น ในการนับบัตรเสีย, แก้บัตรลงคะแนนเสียง, หน่วงเหนี่ยวการนับเพื่อเพิ่มเติมบัตรผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลาหมายเลข 25 – 33 เกือบทุกหน่วย
  • และมีข้อที่น่าสังเกตคือ พรรคเสรีมนังคศิลาใช้เงินในการหาเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนถึง 20,000,000 บาท  และคะแนนเสียงเลือกตั้งที่พรรคเสรีมนังคศิลามาเป็นอันดับหนึ่งคือ 137,735 คะแนน ส่วนอันดับที่สองคือ พรรคประชาธิปัตย์ได้ 118,457 คะแนน

จากการที่การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 ได้ชื่อว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” นั้น ถือได้ว่าเป็นการทุจริตการเลือกตั้งในหลากหลายรูปแบบและชัดเจนครั้งแรกตั้งแต่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แต่ที่น่าสังเกตเกี่ยวกับวิธีการทุจริตในการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 คือ ยังไม่มีการซื้อเสียงกันอย่างจริงๆจังๆเหมือนที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา      

แต่การซื้อเสียงและจัดเลี้ยงผู้แทนตำบลที่มีสิทธิ์เลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 เริ่มมีขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกในปี พ.ศ. 2476 ที่จังหวัดนครพนม และในการเลือกตั้งซ่อมจังหวัดอยุธยา พ.ศ. 2498

สาเหตุที่ยังไม่มีการทุจริตโดยเฉพาะการซื้อเสียงอย่างจริงจังและชัดเจนนั้น นักเศรษฐศาสตร์อย่างรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ได้อธิบายไว้ในปี พ.ศ. 2535 ว่า

“สังคมเศรษฐกิจไทยยังมิได้มีการใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน อย่างแพร่หลาย หน่อของทุนนิยมยังไม่เติบใหญ่แกร่งกล้า ชนชั้นกลางยังไม่เข้มแข็ง และชนชั้นผู้ประกอบการยังอ่อนปวกเปียก ราษฎรยังมิได้ตระหนักว่า สิทธิการเลือกตั้ง (voting right) เป็นทรัพย์สินที่สามารถซื้อขายได้ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง  ผมไม่เคยได้ยินหรือพบงานเขียนเกี่ยวกับการซื้อขายเสียงในการเลือกตั้ง จนผมเข้าใจเอาเองว่า ปรากฎการณ์เรื่องนี้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและเพิ่งจะแพร่หลายในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง (สามทศวรรษที่ผ่านมา นับจากพ.ศ. 2535 ที่อาจารย์รังสรรค์เขียนบทความชิ้นนี้คือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา---ผู้เขียน)  การแสวงหาชัยชนะในการเลือกตั้งด้วยวิธีการอันไม่ชอบธรรมดูเหมือนจะเริ่มต้นด้วยการโกงการเลือกตั้งก่อนการซื้อเสียงเสียอีก การโกงการเลือกตั้งครั้งฉาวโฉ่ปรากฏในการเลือกตั้งปี 2500 และผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการนี้ก็คือ ผู้นำฝ่ายทหารที่กำกับพรรคเสรีมนังคศิลาซึ่งเป็นพรรครัฐบาลในขณะนั้น”

ดังนั้น การทุจริตครั้งแรกที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนในการเมืองไทยคือ การโกงการเลือกตั้งด้วยกลวิธีต่างๆ ใน การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธุ์ พ.ศ. 2500 ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งมาก่อนการทุจริตโดยการซื้อเสียง การโกงการเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวปรากฏให้เห็นถึงจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่สูงมากที่สุดตั้งแต่มีการเลือกตั้ง 6 ครั้งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง  โดยในหกครั้งนี้  จำนวนสูงสุดของผู้มาใช้สิทธิคือ ร้อยละ 41.45 ในการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในประเทศไทย ส่วนจำนวนต่ำที่สุดของผู้มาใช้สิทธิคือร้อยละ 32.52  ในการเลือกตั้งวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2489

แต่การเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิกระโดดไปถึงร้อยละ 57.50  และต่อจากนั้น ในการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิลดลงเหลือเพียงร้อยละ 40.10 ซึ่งไม่ต่างจากยอดสูงสุดในการเลือกตั้งก่อนหน้าวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มากนัก  อีกทั้งการเลือกตั้งหลังจากการเลือกตั้งวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2500 อีกสามครั้งต่อมา ก็ไม่เคยมีครั้งไหนที่จะมีผู้มาใช้สิทธิสูงเท่าการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500   โดยในการเลือกตั้งอีกสามครั้งต่อมาคือ การเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2518, 2519 และ 2522 มีผู้มาใช้สิทธิร้อยละ 47.06, 43.99 และ 43.90     

ดังนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 จึงถือว่า สูงผิดปกติเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 6 ครั้งก่อนหน้าและสามครั้งหลังจากนั้น  ซึ่งอาจะกล่าวได้ว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่สูงผิดปกติคือจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากการโกงเลือกตั้ง  และถ้าเปรียบเทียบจำนวนของผู้มาใช้สิทธิในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 นั่นคือร้อยละ 57.50 กับจำนวนสูงสุดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนหน้านั้นคือในการเลือกตั้งครั้งแรกวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 นั่นคือ ร้อยละ 41.45  จะพบส่วนต่างถึงร้อยละ 16.05  และจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 มีทั้งสิ้น 5,668,556 คน/คะแนน  พรรคเสรีมนังคศิลาได้คะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุดคือ 137,735 คะแนน และส่วนต่างของผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดระหว่างการเลือกตั้งสองครั้งดังกล่าวคือ ร้อยละ 16.05

จากที่กล่าวไป ท่านคิดว่า การเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน หรือมีครั้งไหนที่สกปรกกว่านี้ ?

(แหล่งอ้างอิง: เฉลิม มลิลา,   รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518;  David A. Wilson and Herbert P. Phillips, “Elections and Parties in Thailand”  Far Eastern Survey, (August, 1958), p. 116 อ้างใน เฉลิม มลิลา,   รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๐๐ ในประเทศไทย, วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตร์มหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2518;  รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, อนิจลักษณะของการเมืองไทย: เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ว่าด้วยการเมือง, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ผู้จัดการ: 2536), มนตรี เจนวิทย์การ, “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 12 วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2522,” วารสารพัฒนบัณฑิตบริหารศาสตร์ ปีที่ 19 ฉบับที่ 2 เมษายน 2522.)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ชัด ‘คดีฮั้ว สว.’ อั้งยี่-ฟอกเงิน ต้องรอเกมตัดสินจาก กกต.

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะและกล่าวว่า สารตั้งต้นคดีฮั้ว สว.ปี 2567 แยกเป็นคดีหลักและคดีสาขา สำนวนที่ กกต.รับไต่สวน เป็นคดีหลัก ส่วนคดีอาญาฐานร่วมกันกระทำอั้งยี่ สมคบกัน