การประกาศเอกราชของนอร์เวย์และการลงประชามติต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์ ค.ศ. 1905

 

ไชยันต์ ไชยพร

ท่านผู้อ่านคงได้รับข่าวเกี่ยวกับผลการลงมติของรัฐสภานอร์เวย์ (Stortinget) เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่เสนอให้มีการเปลี่ยนระบอบการปกครอง เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 แล้วว่า ผลคือเสียง 141 ไม่รับ ส่วนเสียงเห็นชอบ 26  เสียงข้างมากในรัฐสภาจึงยืนยันสถานะของนอร์เวย์ในฐานะระบอบ Constitutional Monarchy ต่อไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่มีข้อความว่า “ราชอาณาจักรนอร์เวย์เป็นดินแดนที่เป็นอิสระ แบ่งแยกไม่ได้ และโอนให้กันไม่ได้ รูปแบบการปกครองคือ ระบอบราชาธิปไตยภายใต้อำนาจจำกัดและสืบราชสันตติวงศ์” (The Kingdom of Norway is a free, indivisible and inalienable dominion. Its form of government is a limited and hereditary monarchy.)  ซึ่งตรงกับมาตรา 1 และ 2 ในหมวดหนึ่งของรัฐธรรมนูญ 2560 ของไทยเรา นั่นคือ มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้และ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของนอร์เวย์เป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะมาตรา 121 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ว่า

“หากปรากฏว่าส่วนใดส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์นี้สมควรได้รับการแก้ไขเพิ่มเติม ข้อเสนอแก้ไขนั้นจะต้องถูกยื่นต่อที่ประชุมประจำปีสมัยที่หนึ่ง สมัยที่สอง หรือสมัยที่สามของรัฐสภา (Storting) ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป และจะต้องมีการจัดพิมพ์เผยแพร่สู่สาธารณะ

อย่างไรก็ตาม ให้เป็นหน้าที่ของที่ประชุมประจำปีสมัยที่หนึ่ง สมัยที่สอง หรือสมัยที่สามของรัฐสภา ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไป ที่จะตัดสินว่าจะรับรองข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมนั้นหรือไม่ ทั้งนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจะต้องไม่ขัดต่อหลักการที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนี้ แต่ให้เป็นเพียงการปรับปรุงบทบัญญัติบางประการที่ไม่ทำให้จิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงไป และการแก้ไขนั้นต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา”

การลงมติในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 จึงดำเนินไปตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคฝ่ายซ้ายของนอร์เวย์ได้เสนอไว้เมื่อสมัยประชุมปี 2564-2565

การเสนอร่างกฎหมายเปลี่ยนแปลงการปกครองในนอร์เวย์ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นตกใจ เพราะตั้งแต่นอร์เวย์ประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1905 ได้มีการเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมาแล้ว อย่างน้อย 25 ครั้ง ถือได้ว่าถือเป็นเรื่องปกติที่บางทีก็มีการเรียกว่าเป็น “ธรรมเนียมปฏิบัติ” ด้วยซ้ำ เพราะแม้ว่า ผู้เสนอล่าสุดจะตระหนักดีว่า ยากที่จะได้คะแนนเสียง 2 ใน 3 ของรัฐสภา  แต่พรรคการเมืองบางพรรคหรือสมาชิกสภาบางคนก็ยังจะพากเพียรเสนอร่างกฎหมายดังกล่าวเพียงเพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ นั่นคือ

1. เพื่อการแสดงจุดยืนทางการเมืองเพื่อยืนยันกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าพรรคของตนยังยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยที่ว่า “ประมุขต้องมาจากการเลือกตั้ง”

2. เพื่อการเปิดพื้นที่อภิปราย ทุกครั้งที่มีการลงมติ สภาจะต้องมีการอภิปราย  ซึ่งเป็นโอกาสเดียวที่จะได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานหรือบทบาทของราชวงศ์อย่างเป็นทางการในพื้นที่รัฐสภา                               

3. การรอคอยจังหวะ โดยเชื่อว่าหากวันหนึ่งความนิยมของราชวงศ์ลดลงจนถึงจุดวิกฤต (เช่น หลังสิ้นรัชสมัยพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน)  ข้อเสนอที่เตรียมไว้ทุก 4 ปีนี้อาจจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญได้ทันที

ที่ผ่านมา เสียงสนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงจะมีน้อยมาก เช่น ตั้งแต่ พ.ศ. 2555-2565

2555

17 : 141

2559

28 : 133

2562

36 : 130

2565

35 : 134

แต่การเสนอร่างกฎหมายครั้งล่าสุด มีปัจจัยที่อาจจะทำให้ฝ่ายต้องการเปลี่ยนแปลงได้รับคะแนนเสียงมากขึ้น เพราะอยู่ในที่ราชวงศ์นอร์เวย์เผชิญกับข่าวอื้อฉาวสองเรื่องสำคัญ ได้แก่   กรณีคดีความของมาริอุส บอร์ก ฮอยบี้ บุตรชายของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต และกรณีความสัมพันธ์ของเจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ กับ Durek Verrett ที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม

กรณีแรก มาริอุส บอร์ก ฮอยบี้เป็นบุตรชายคนโตของเจ้าหญิงเมตเต-มาริต มกุฎราชกุมารีแห่งนอร์เวย์ ก่อนเสกสมรสกับมกุฎราชกุมารโฮกุน เขาถูกตำรวจจับกุมในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในกรุงออสโล หลังจากเกิดเหตุการณ์ทำร้ายร่างกายหญิงสาววัย 20 ปีเศษ (ซึ่งในขณะนั้นระบุว่าเป็นแฟนสาวของเขา) หลังจากถูกปล่อยตัวชั่วคราว มาริอุสได้ออกแถลงการณ์ผ่านทนายความ ยอมรับว่าเขาได้ทำร้ายร่างกายและทำลายข้าวของจริงขณะมึนเมา โดยระบุว่าเขามีอาการป่วยทางจิตและมีปัญหาการใช้สารเสพติดมาเป็นเวลานาน ซึ่งเขาเคยเข้ารับการบำบัดมาแล้วและจะกลับไปบำบัดอีกครั้ง หลังจากข่าวแรกแพร่ออกไป อดีตแฟนสาวของเขาอีก 2 คนได้ออกมาเปิดเผยผ่านโซเชียลมีเดียและเข้าให้ปากคำกับตำรวจว่า พวกเธอเคยถูกมาริอุสทำร้ายร่างกายและจิตใจในลักษณะเดียวกันในช่วงที่คบกัน ทำให้ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “พฤติกรรมรุนแรงในความสัมพันธ์ใกล้ชิด”  มาริอุสถูกจับกุมอีกครั้งในเดือนกันยายน 2024 ในข้อหาละเมิดคำสั่งห้ามเข้าใกล้เหยื่อโดยตำรวจระบุว่าเขามีพฤติกรรมติดต่อกับเหยื่อผ่านเบอร์โทรศัพท์ที่ซ่อนที่มา แม้ว่ามาริอุสจะไม่มีตำแหน่งทางราชวงศ์ และไม่มีภารกิจอย่างเป็นทางการ แต่ในฐานะสมาชิกในครอบครัวใกล้ชิดของมกุฎราชกุมาร เรื่องนี้จึงกระทบถึงสถาบันโดยตรง เจ้าหญิงเมตเต-มาริตถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าทราบเรื่องพฤติกรรมของลูกชายมานานแล้วแต่ไม่ได้จัดการอย่างเด็ดขาด รวมถึงกรณีที่มีข่าวว่าพระองค์ทรงติดต่อไปหาเหยื่อหลังเกิดเหตุ ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

กรณีความสัมพันธ์ของ เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ พระราชธิดาองค์โตในกษัตริย์ฮารัลด์ที่ 5 กับ Durek Verrett) เป็นหนึ่งในประเด็นที่อื้อฉาวและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด  Durek เป็นชาวอเมริกันที่เรียกตัวเองว่า “หมอผี” รุ่นที่ 6 เขามีชื่อเสียงในหมู่ดาราฮอลลีวูด โดยอ้างว่ามีพลังจิต สามารถติดต่อกับโลกวิญญาณ และรักษาโรคได้ด้วยวิธีทางจิตวิญญาณ ใน พ.ศ. 2562 เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ และ Durek ได้เดินสายจัดทัวร์สัมมนาในชื่อ “The Princess and the Shaman”  ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนและสื่อมวลชนที่เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการนำชื่อเสียงและฐานัดรศักดิ์ของราชวงศ์มาหากินหรือโปรโมทธุรกิจส่วนตัว จนในปี พ.ศ. 2565 กษัตริย์ฮารัลด์ทรงต้องโปรดให้เจ้าหญิงมาร์ธา ลุยเซ ยุติการปฏิบัติพระกรณียกิจในนามราชวงศ์ และห้ามใช้ตำแหน่ง “เจ้าหญิง” ในการโปรโมทธุรกิจใดๆ อีกต่อไป เพื่อแยกเรื่องส่วนตัวออกจากสถาบัน

ในการอภิปรายที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2026 สมาชิกสภานอร์เวย์ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐได้หยิบยกกรณีของ Durek ขึ้นมาโจมตีว่า สถาบันกษัตริย์ไม่สามารถควบคุมสมาชิกในครอบครัวได้ ทำให้ราชวงศ์กลายเป็นเครื่องมือของการสร้างคอนเทนต์และธุรกิจเชิงพาณิชย์ แม้กระแสนิยมทั่วไปต่อราชวงศ์นอร์เวย์จะตกต่ำลงอย่างมาก แต่ผลการลงคะแนนเสียงในสภากลับยังเหมือนเดิมหรือมีคะแนนดีกว่าในปี พ.ศ. 2565 เสียด้วย นั่นคือ ในปี พ.ศ. 2565 ฝ่ายที่ไม่เห็นชอบกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองมี 134:35  แต่ล่าสุด พ.ศ. 2569 ฝ่ายเห็นชอบกลับเพิ่มขึ้นเป็น 141: 26 เสียงฝั่งสาธารณรัฐลดลงเล็กน้อย แม้จะมีข่าวอื้อฉาวในราชวงศ์

ที่จริงการสถาปนาระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญนอร์เวย์ก็เริ่มมาจากการทำประชามติ  เดิมทีนอร์เวย์อยู่ภายใต้กษัตริย์เดนมาร์กมาเป็นเวลากว่าสี่ร้อยปี นับตั้งแต่การตั้งสหภาพคาลมาร์ขึ้นในปี ค.ศ. 1397  ต่อมาในปี ค.ศ. 1814 หลังจากที่เดนมาร์กพ่ายแพ้จากการทำสงครามเข้าข้างนโปเลียน ส่งผลให้นอร์เวย์ต้องมาอยู่ใต้กษัตริย์สวีเดน เพราะสวีเดนอยู่ฝ่ายที่ชนะสงคราม ตลอดระยะเวลาที่นอร์เวย์อยู่ภายใต้กษัตริย์สวีเดนตั้งแต่ ค.ศ. 1814 นอร์เวย์พยายามหาทางที่จะเป็นอิสระจากสวีเดน แต่ในช่วงแรกๆนอร์เวย์เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องอยู่กับรัฐที่มีความแข็งแกร่งเพื่อความมั่นคงของตนในการเมืองระหว่างประเทศ        อย่างไรก็ตาม ความพยามยามที่จะแยกตัวเป็นอิสระจากสวีเดนค่อยๆดำเนินเรื่อยมาผ่านการออกกฎหมายต่างๆที่กษัตริย์สวีเดนสามารถทำได้เพียงการยับยั้งชั่วคราวเท่านั้น  แต่ไม่มีอำนาจที่จะตีตกร่างกฎหมาย  ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนอร์เวย์มาตั้งแต่ ค.ศ. 1814 แล้ว         และเมื่อถึงปี ค.ศ. 1905 นอร์เวย์ก็สามารถเป็นอิสระตัดขาดจากสวีเดนได้ในที่สุดจากกรณีปัญหาที่รู้จักกันในนามของ “กรณีกงสุล” (the consul affair)   สภานอร์เวย์จึงเสนอร่างกฎหมายให้แยกเรื่องการกงสุลของนอร์เวย์ออกจากสวีเดน แต่กษัตริย์สวีเดน พระเจ้าออสการ์ที่สองทรงปฏิเสธที่จะรับรองร่างกฎหมายดังกล่าวโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 78 และ 79 ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1814  และจากการยับยั้งร่างกฎหมายดังกล่าว ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นพลเมืองนอร์เวย์ประท้วงโดยการลาออกทั้งคณะ แต่พระเจ้าออสการ์ที่สองทรงไม่ยอมรับการลาออก  ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีก็ไม่ยอมรับสนองพระบรมราชโองการที่ปฏิเสธการลาออกของพวกตน ทำให้เกิดวิกฤตทางการปกครองและรัฐธรรมนูญขึ้น

สภานอร์เวย์ได้อาศัยเงื่อนไขดังกล่าวประกาศว่า พระเจ้าออสการ์ที่สองในฐานะกษัตริย์สวีเดนและนอร์เวย์ไม่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจในทางบริหารได้ นั่นคือ ไม่สามารถตั้งคณะรัฐมนตรีทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินนอร์เวย์ได้  สภานอร์เวย์จึงลงมติแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีเดิมที่ลาออกให้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการไปก่อนชั่วคราว และให้รัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจบริหารได้เท่าพระมหากษัตริย์      และสภานอร์เวย์ได้ลงมติเป็นเอกฉันท์แสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขความจำเป็นที่นอร์เวย์ต้องแยกตัวเป็นอิสระจากสวีเดน มีดังนี้คือ

“ด้วยสมาชิกทั้งหมดของคณะรัฐมนตรีได้ลาออกจากตำแหน่ง และจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้แสดงให้เห็นว่า พระองค์ไม่สามารถที่จะทำให้ประเทศมีรัฐบาลใหม่ได้ และด้วยเหตุนี้ พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงได้สิ้นสุดลง  สภาจึงได้ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีที่ลาออกไปมีอำนาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งนอร์เวย์และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องที่จำเป็นต้องแก้ไขเพื่อการสิ้นสุดการอยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์พระองค์เดียวกับสวีเดน อันเป็นผลจากการที่พระมหากษัตริย์สวีเดนไม่ทรงสามารถปฏิบัติพระราชภารกิจในฐานะพระมหากษัตริย์นอร์เวย์ได้”

การที่คณะรัฐมนตรีลาออกและไม่ยอมรับสนองพระบรมราชโองการปฏิเสธการลาอออก จนเป็นเงื่อนไขให้สภาลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า พระเจ้าออสการ์ที่สองไม่สามารถปฏิบัติพระราชภารกิจตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จนทำให้สภานอร์เวย์ถือว่า การปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญของนอร์เวย์ขณะนั้นไม่มีพระมหากษัตริย์ และใช้เป็นเงื่อนไขในการประกาศแยกตัวออกจากสวีเดน และใช้อำนาจของสภาแต่งตั้งรัฐบาลรักษาการที่สามารถใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ เพราะไม่มีพระมหากษัตริย์อีกต่อไป สภาพการณ์ดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นการทำรัฐประหารยึดอำนาจได้ แต่ไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง แต่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สิ้นสุดลง แต่กระนั้นก็ให้รัฐบาลรักษาการใช้อำนาจแทนพระมหากษัตริย์ได้ไปพลางๆก่อน

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลรักษาการได้จัดให้มีการประชามติเกี่ยวกับการแยกตัวออกจากสวีเดนและการดำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์   หลังจากการทำประชามติการแยกตัวออกจากสวีเดนในวันที่ 13 สิงหาคม ค.ศ. 1905 ผลปรากฏว่าเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 99.95 ต้องการแยกตัวออกจากสวีเดน  ขณะเดียวกัน ได้มีกระแสที่ต้องการให้เจ้าชายคาร์ลแห่งเดนมาร์ก พระชนมายุ 33 พรรษา พระราชโอรสพระองค์ที่สองของมกุฎราชกุมารโอลอฟแห่งเดนมาร์กเป็นพระมหากษัตริย์ของนอร์เวย์  สาเหตุหนึ่งที่พระองค์เป็นที่นิยมของชาวนอร์เวย์ เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำริในแนวเสรียมและสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตยที่นำนอร์เวย์ไปสู่การเป็นอิสระจากสวีเดน   แต่พระองค์ตระหนักว่า ผู้นำทางการเมืองและนายทหารระดับต้องการให้นอร์เวย์เป็นสาธารณรัฐ ดังนั้น แม้ว่าสภานอร์เวย์จะมีทีท่าที่จะต้องการให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์นอร์เวย์จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้พระองค์ยอมรับเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ แต่พระองค์ยืนยันเงื่อนไขที่จะรับเป็นกษัตริย์นอร์เวย์ก็ต่อเมื่อชาวนอร์เวย์ได้แสดงประชามติว่าต้องการให้คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และสภาได้ลงมติเลือกพระองค์ให้เป็นกษัตริย์

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ได้มีการทำประชามติเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ผลปรากฏว่าร้อยละ 79 ต้องการให้นอร์เวย์คงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ และเสียงของชาวนอร์เวย์ต้องการให้พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวนอร์เวย์  เจ้าชายคาร์ลจึงทรงยอมรับเป็นกษัตริย์ของนอร์เวย์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ค.ศ. 1905   

จะสังเกตได้ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของนอร์เวย์ปัจจุบันเริ่มต้นมาจากการได้รับฉันทามติจากประชาชนผ่านการทำประชามติ และตลอดเวลาหลังจากนั้น ก็ผ่านการทดสอบด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภายืนยันการดำรงอยู่และความชอบธรรมของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบการปกครองแบบรัฐสภาของนอร์เวย์       

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรนอร์เวย์การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ.1814/1905)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เดาไม่ยาก! อ.ไชยันต์ ชี้เบาะแสที่มาชื่อบริษัท 'Spectre C' มาจากคนอยากอวดภูมิปัญญาตะวันตก

ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า Spectre C. ??!! ช่วงนี้ คำว่า spectre กำลังเป็นข่าวดัง เพราะโยงกับชื่อบริษัท Spectre C ที่ดูจะโยงใยกับพรรคการเมืองบางพรรค