มองการเปลี่ยนแปลงการปกครองสวีเดน ค.ศ. 1809 : เมืองไทยมีคณะราษฎร สวีเดนมีคณะบุคคล 1809 (2)

 

ไชยันต์ ไชยพร

สวีเดนมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ครั้งแรก ค.ศ. 1718 แต่อยู่ได้ถึง ค.ศ. 1772 ก็มีอันต้องสิ้นสุดลง โดยมีสาเหตุมาจากนักการเมืองเอง ส่งผลให้เกิดการเหวี่ยงตัวกลับไปสู่อำนาจทางการเมืองของพระมหากษัตริย์ แต่สวีเดนก็ไม่ได้กลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์เหมือนในครั้งปี ค.ศ. 1680 เพราะนักวิชาการเรียกระบอบที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ 1772 ว่าเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แบบกลางๆ (moderate) เพราะยังให้สภามีอำนาจในเรื่องภาษีอยู่เหมือนที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคกลาง แต่ระบอบดังกล่าวนี้ก็อยู่มาได้อีก 37 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 11809  ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญครั้งที่สองของสวีเดน และเป็นครั้งสุดท้าย เพราะหลังจากนั้น ระบอบดังกล่าวนี้ก็ดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเหมือนที่คนส่วนใหญ่ในบ้านเราลงประชามติกัน                                                          

ในบทความนี้ จะขอกล่าวถึงเฉพาะคณะบุคคลที่มีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ. 1809 คณะบุคคลนี้เทียบได้กับคณะราษฎรของเรา (ถ้าหากจะคิดเทียบ !)

หลังจากที่สวีเดนแพ้สงครามฟินแลนด์ ภายใต้การนำของพระเจ้ากุสตาฟที่สี่ (พระราชโอรสของพระเจ้ากุสตาฟที่สาม) คณะบุคคล 1809 ที่เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มสองกลุ่มหลักได้ทำการยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ สองกลุ่มนี้มีเป้าหมายร่วมกันคือการยุติระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์กุสตาเวียน (Gustavian Absolutism) ที่เรียกแบบนี้ เพราะพระเจ้ากุสตาฟที่สาม ผู้ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากพวกนักการเมืองในปี ค.ศ. 1772 เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1772 ขึ้น และมีบทบาทในทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมจนมีนักวิชาการขนานนามช่วงเวลาภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1772 ว่าเป็นระบอบกุสตาฟ)  

คณะบุคคลสองกลุ่มสำคัญที่ร่วมกันทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ กลุ่มทหาร (The Military Wing) นำโดย Georg Adlersparre ผู้บัญชาการกองทัพตะวันตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่ลงมือก่อการรัฐประหารก่อน  และ กลุ่มปัญญาชนและข้าราชการ (The Civilian/Bureaucratic Wing) นำโดย Hans Järta และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นผู้วางรากฐานทางกฎหมายมหาชนให้กับระบอบใหม่

บทเรียนอันเลวร้ายจากฝรั่งเศสทำให้คณะบุคคล 1809 ไม่เห็นด้วยที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นสาธารณรัฐ แต่เมื่อมองดูสหรัฐอเมริกา การสถาปนาสาธารณรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้เลวร้ายเหมือนในฝรั่งเศส อีกทั้งรัฐธรรมนูญสหรัฐฯก็ถือเป็นตัวแบบที่ประสบความสำเร็จในขณะนั้น   แต่คณะบุคคล 1809 ก็ไม่ต้องการเปลี่ยนสวีเดนเป็นสาธารณรัฐตามแบบอเมริกา เหตุผลที่พอประมวลได้ มีดังต่อไปนี้

1.ระหว่าง พระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ” กับ “ประธานาธิบดี” อันไหนเหมาะสมกว่าในบริบทของยุโรป ?

ในช่วงเวลานั้น แนวคิดเรื่องการแบ่งแยกอำนาจของมองเตสกีเยอ (Montesquieu) ที่มีอิทธิพลต่อรัฐธรรมนูญอเมริกา คณะบุคคล 1809 ได้นำมาปรับใช้ในรูปแบบของ “พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ” พวกเขาเชื่อว่าพระมหากษัตริย์สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจบริหารที่มั่นคงได้หากมีขอบเขตทางกฎหมายที่ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนโครงสร้างไปเป็นสาธารณรัฐซึ่งดู “สุดโต่ง” เกินไปสำหรับสังคมยุโรปภาคพื้นทวีปในขณะนั้น

2.ความจำเป็นในเชิงสัญลักษณ์และความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์

สวีเดนมีรากฐานความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนาน แม้แต่ปัญญาชนหัวก้าวหน้าอย่าง Hans Järta ที่เป็นผู้มีอิทธิพลในคณะบุคคล 1809 ยังมองว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นปึกแผ่นและเอกภาพของชาติ การเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐแบบอเมริกาซึ่งเป็น “โลกใหม่” (New World) อาจทำให้คนสวีเดนในยุคนั้นรู้สึกขาดที่ยึดเหนี่ยวและนำไปสู่ความแตกแยกภายในสังคมได้

3.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงและการป้องกันประเทศ

สวีเดนเพิ่งแพ้สงครามและสูญเสียฟินแลนด์ สถานะของชาติอยู่ในความสุ่มเสี่ยง การมี “พระมหากษัตริย์นักรบ” หรือ “ผู้นำที่มีบารมีทางทหาร” เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน การเลือกมกุฎราชกุมาร (เช่น Christian August หรือ Bernadotte) มีจุดประสงค์ที่จะหา “จอมทัพ”  ที่มีความชอบธรรมตามกฎหมายสากลของยุโรป เพื่อรับมือกับรัสเซียและนโปเลียน ซึ่งระบอบสาธารณรัฐที่เน้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีจากพลเรือนอาจไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงนี้

4.ภยันตรายจากการแทรกแซงของมหาอำนาจ

หากสวีเดนเป็นสาธารณรัฐแบบอเมริกา (ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการปฏิวัติฝรั่งเศสในสายตาของพระมหากษัตริย์ในยุโรป) สวีเดนอาจถูกมองว่าเป็น “รัฐนอกคอก” และถูกรุมโจมตีจากมหาอำนาจรอบข้างที่เป็นอนุรักษนิยม เช่น รัสเซีย ปรัสเซีย และออสเตรีย  คณะบุคคล 1809 จึงต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เพื่อเป็น “เกราะป้องกันทางการทูต” เพื่อให้มหาอำนาจยุโรปยอมรับว่าสวีเดนยังอยู่ในระเบียบโลกเดิม

5.ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 1809 ที่นำโดย Adlersparre เป็นการร่วมมือกันของหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายทหารที่ต้องการพระมหากษัตริย์นักรบ และฝ่ายข้าราชการที่ต้องการรัฐธรรมนูญ การเสนอระบอบสาธารณรัฐจะทำให้ฝ่ายอนุรักษนิยมและกลุ่มในกองทัพถอนตัวทันที ดังนั้น คณะบุคคล 1809 จึงเลือกทางที่ “เป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติที่สุด" คือการรักษาบัลลังก์ไว้แต่จำกัดพระราชอำนาจผ่านรัฐสภา (Riksdag)

สรุปว่า คณะบุคคล 1809 ไม่ได้มองว่าสาธารณรัฐอเมริกาไม่ดี แต่พวกเขาเห็นว่า “บริบทของสวีเดนท่ามกลางวงล้อมของมหาอำนาจยุโรป” บีบบังคับให้ต้องใช้ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เข้มแข็งเพื่อรักษาเอกราชและความสงบสุขของชาติมากกว่าการทดลองระบอบใหม่ที่เสี่ยงต่อการถูกแทรกแซง

คณะบุคคล 1809 จึงเลือกที่จะไม่ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ทำการถอดถอนพระเจ้ากุสตาฟที่ 4 และแต่งตั้งดยุกคาร์ลพระปิตุลา พระอนุชาของ Gustav III  ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว เพื่อรักษาความต่อเนื่องของรัฐและหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศทางการเมือง

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษาราชอาณาจักรสวีเดนการเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกและครั้งที่สง (ค.ศ.1718/1809)  ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (40)

ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475