
ไชยันต์ ไชยพร
แม้ตามความเข้าใจในปัจจุบัน จะถือว่าสหราชอาณาจักรคือต้นแบบของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) แต่คำว่า ‘La monarchie constitutionnelle’ กลับปรากฏขึ้นครั้งแรกในบริบทการปฏิวัติฝรั่งเศส โดย William Dupré ได้บัญญัติคำนี้ไว้ในพจนานุกรม ค.ศ. 1801 เพื่ออธิบายสภาวะการเปลี่ยนผ่านจาก “การปกครองโดยกษัตริย์” (Kingly government) สู่ “การปกครองตามรัฐธรรมนูญ” ในขณะที่อังกฤษเองเพิ่งเริ่มใช้คำ constitutional monarchy นี้เรียกรูปแบบการปกครองของตนในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ผ่านงานเขียนของ Macaulay และ Walter Bagehot
รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 เป็นหมุดหมายสำคัญที่สถาปนาระบอบ “ปรมิตตาญาสิทธิราชย์” (Limited Monarchy) ขึ้นในฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก และเป็นประเทศที่สองต่อจากสวีเดนที่เข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร โดยรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ได้จัดวางโครงสร้างสัมพันธภาพทางอำนาจไว้ดังนี้
ฝ่ายบริหาร: พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขผู้ใช้อำนาจบริหารผ่านรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ ทรงไม่มีพระราชอำนาจในการยุบสภาหรือริเริ่มเสนอกฎหมาย
ฝ่ายนิติบัญญัติ: สภาแห่งชาติที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติเด็ดขาด ขณะเดียวกัน กษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายได้เพียงชั่วคราว (Suspensive Veto) โดยร่างกฎหมายที่ถูกยับยั้งจะกลับมามีผลบังคับใช้อีกครั้งหากผ่านการยืนยันจากสภาถัดไปอีกสองชุด ซึ่งเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญคือการให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจสุดท้ายผ่านกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภา โดยอายุของสภาแห่งชาติมีวาระ 2 ปี นั่นคือ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทุกๆ 2 ปี โดยไม่มีการยุบสภาก่อนครบวาระ การกำหนดให้สภามีอายุ 2 ปีถือว่ามีอายุสั้นมากเมื่อเทียบกับสภาสามัญของอังกฤษและสภาฐานันดรของสวีเดน
รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 และระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกของฝรั่งเศสมีอายุไม่ถึงหนึ่งปีก็มีอันต้องสิ้นสุดลง พร้อมกับการสิ้นสุดของสถาบันพระมหากษัตริย์ อันมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงคือการตรากฎหมายจัดระเบียบศาสนจักรพลเมือง (Civil Constitution of the Clergy) ใน ค.ศ. 1790 ซึ่งมุ่งดึงศาสนจักรเข้ามาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐผ่านระบบการเลือกตั้งบาทหลวง มาตรการนี้ส่งผลให้ศาสนจักรแตกแยกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่ยอมสัตย์ปฏิญาณต่อรัฐกับฝ่ายที่แข็งขืน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างความศรัทธาทางศาสนากับภาระหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ทรงตัดสินพระทัยเสด็จหนีไปเมืองวาเรน (Flight to Varennes) ใน ค.ศ. 1791 ซึ่งกลายเป็นก้าวที่ผิดพลาดทางยุทธศาสตร์ที่ทำให้ทรงสูญเสียความไว้วางใจจากประชาชนอย่างสิ้นเชิง
การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญและระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของฝรั่งเศสมีสาเหตุสำคัญจากปมขัดแย้งเรื่องพระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายและภัยจากสงครามภายนอก ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ค.ศ. 1792 พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงใช้พระราชอำนาจยับยั้งร่างกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายต่อต้านผู้ลี้ภัย, กฎหมายเนรเทศบาทหลวงที่แข็งขืน และกฎหมายเกณฑ์กองกำลังรักษาชาติ แม้จะเป็นการใช้อำนาจโดยชอบตามรัฐธรรมนูญ แต่ในสายตาของกลุ่มการเมืองหัวรุนแรง การกระทำดังกล่าวถูกตีความว่าเป็นการบ่อนทำลายการปฏิวัติและสมคบคิดกับต่างชาติในยามสงคราม ความหวาดระแวงนี้ถูกขยายผลผ่าน “แถลงการณ์บรันสวิค” ของฝ่ายพันธมิตรต่างชาติที่ขู่จะทำลายกรุงปารีสหากกษัตริย์ถูกล่วงละเมิด ส่งผลให้กลายเป็นเชื้อไฟที่เร่งกระแสสาธารณรัฐนิยมให้ตื่นตัวลุกลาม นำไปสู่การปฏิวัติครั้งที่สองและอวสานของระบอบกษัตริย์
ความล้มเหลวของกระบวนการนิติบัญญัติที่ฝูงชนจำนวนหนึ่งไม่สามารถรอเวลาให้มีการตัดสินตามกลไกปกติ ได้นำไปสู่เหตุการณ์จลาจล 10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 หรือที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่า “การปฏิวัติฝรั่งเศสครั้งที่สอง” ฝูงชนบุกยึดพระราชวังตุยเลอรีและกดดันสภาให้ประกาศยุติสถานะความเป็นกษัตริย์ชั่วคราว จนกระทั่งมีการเลือกตั้งสภาแห่งชาติ (National Convention) ชุดใหม่ ซึ่งลงมติยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 1792
ความล้มเหลวของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ไม่ได้เกิดจากตัวบทกฎหมายที่บกพร่องเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “การไม่ยอมรับและปฏิบัติตามกติกาของรัฐธรรมนูญ” อีกทั้งการที่ฝ่ายพระมหากษัตริย์ได้ทรงตัดสินใจเสด็จไปเมืองวาเรนก่อนหน้านั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยเคลือบแคลงถึงเป้าหมายในการเสด็จของพระองค์ ซึ่งยังเป็นปริศนาและมีการตีความต่างๆ อันได้แก่
1. การแสวงหาเสรีภาพในการใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงรู้สึกถูกจำกัดพระราชอำนาจอย่างหนักภายใต้รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับกฎหมายที่ขัดต่อมโนธรรมทางศาสนา การเสด็จหนีมีจุดประสงค์เพื่อให้พระองค์ไปอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีฐานกำลังทหารสนับสนุน เพื่อที่พระองค์จะสามารถใช้ “พระราชอำนาจยับยั้งชั่วคราว” (Suspensive Veto) หรือปฏิเสธกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อศาสนจักรได้อย่างเป็นอิสระมากขึ้น
2.การสร้างอำนาจต่อรองกับสภาแห่งชาติ จุดประสงค์ประการหนึ่งคือการเสด็จไปสมทบกับกองกำลังฝ่ายกษัตริย์ที่จงรักภักดีบริเวณชายแดน เพื่อใช้เป็นฐานในการเจรจาต่อรองกับสภาแห่งชาติจากสถานะที่เข้มแข็งกว่าเดิมของพระองค์ และพระองค์ทรงมุ่งหวังที่จะกดดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการบริหารที่แท้จริง มากกว่าการเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ถูกควบคุมโดยสภา
3. การลี้ภัยเพื่อขอความช่วยเหลือจากต่างชาติ ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้เป็นมายาคติและเกิดจากความระแวง แม้ในทางประวัติศาสตร์จะมีการถกเถียงเรื่องเจตนาที่แท้จริงในการเสด็จเมืองวาเรนของพระองค์ แต่ฝ่ายปฏิวัติหัวรุนแรงได้อธิบายว่าการเสด็จครั้งนี้มีจุดประสงค์ในการทรยศต่อชาติ โดยการลี้ภัยไปสมทบกับกองทัพต่างชาติ (ออสเตรียและปรัสเซีย) เพื่อกลับมาล้มล้างการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยกำลังทหาร
แต่ไม่ว่าพระองค์จะทรงมีเหตุผลในการเสด็จยังเมืองวาเรนอย่างไร นักวิชาการมองว่า เป็นการตัดสินพระทัยที่ “สุ่มเสี่ยง” และผิดพลาดที่สุด เพราะเท่ากับเป็นการทอดทิ้งประชาชนและปฏิเสธพันธสัญญาที่มีต่อรัฐธรรมนูญ
เหตุการณ์นี้ส่งผลให้เกิดการกุเรื่องและข่าวลือว่าพระองค์ทรงสมคบคิดกับศัตรู ซึ่งถูกนำไปขยายผลในภายหลังผ่านการบิดเบือนเอกสารใน “ตู้เหล็กลับ” และการปลอมพระราชหัตถเลขาเพื่อมัดตัวพระองค์ในข้อหาทรยศชาติ
ผลจากการเสด็จหนีทำให้ภาพลักษณ์ของความเป็น “บิดาของประชาชาติ” ที่ดำรงอยู่ก่อนหน้ากลับพังทลายลง และเปลี่ยนระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญให้กลายเป็นระบอบที่ตั้งอยู่บนความหวาดระแวง จนนำไปสู่เหตุการณ์วันที่ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1792 ที่มีการบุกยึดพระราชวังตุยเลอรีและยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด
จากการที่ฝ่ายปฏิวัติหัวรุนแรงที่ไม่ยอมรับกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล การล่มสลายของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของฝรั่งเศสครั้งที่หนึ่งจึงสะท้อนถึงสภาวะที่สถาบันทางการเมืองไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงของอารมณ์มหาชนและความหวาดระแวงทางการเมืองที่ถึงขีดสุดได้ จนนำไปสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Terror) และระบอบสาธารณรัฐในเวลาต่อมา
4. การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่คลุมเครือ ในขณะที่ฝรั่งเศสกำลังเข้าสู่สงครามกับออสเตรียและปรัสเซีย ท่าทีของราชสำนักกลับดูไม่จริงใจในการสนับสนุนกองทัพปฏิวัติ ฝ่ายประชาชนเชื่อว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ต และราชสำนักแอบส่งข่าวหรือแผนการรบให้ฝ่ายพันธมิตรต่างชาติ (ซึ่งเป็นเครือญาติของพระนาง) ประจวบกับแถลงการณ์บรันสวิค (Brunswick Manifesto) ที่ขู่จะทำลายปารีสหากกษัตริย์เป็นอันตราย ยิ่งเป็นหลักฐานมัดตัวในสายตาชาวปารีสว่า กษัตริย์และศัตรูต่างชาติคือพวกเดียวกัน
5. การไม่ปรับตัวเข้ากับกลไก “คณะบุคคล” รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1791 ออกแบบมาเพื่อให้กษัตริย์บริหารร่วมกับสภาในกระบวน นิติบัญญัติ) แต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงใช้พระราชอำนาจยับยังร่างกฎหมายในลักษณะที่ดูเหมือนเป็นการ “ขัดขวาง” เจตจำนงของสภาอย่างต่อเนื่องในสายตาของพวกที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพระองค์ ทำให้พระองค์กลายเป็นเป้าสายตาและกลายเป็น “อุปสรรค” เพียงหนึ่งเดียวที่ขวางกั้นความอยู่รอดของชาติและการปฏิวัติฝรั่งเศส
ความสุ่มเสี่ยงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 เกิดจากการที่พระองค์ทรงยึดถือ “มโนธรรมส่วนพระองค์” โดยเฉพาะเรื่องศาสนา และถูกตีความว่า พระองค์ให้ความสำคัญต่อความมั่นคงของราชวงศ์มากกว่าความอยู่รอดของระบอบรัฐธรรมนูญ ทำให้ช่องว่างระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชนกว้างขึ้นจนไม่สามารถผสานกลับคืนมาได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ส่งเสียงดังกว่าประชาชนฝ่ายที่ยอมรับ
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรฝรั่งเศส: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1791-1792) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴 LIVE เชื่อมั่นรัฐบาลดิ่งเหว ลักหลับคนไทยขึ้นราคาน้ำมัน | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569
🔴 LIVE พิษพลังงาน ไม่ขาด..แต่แพง!! | ลั่นระฆัง..ค้านสางแค้น!?
ครบมุมข่าว กับนิธินาฏ ราชนิยม : วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม 2569
🔴 LIVE รัฐบาลช่วยด้วย!! ทุกข์คนไทยยุคสินค้าแพง | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569
🔴 LIVE ครบมุมข่าว กับ..นิธินาฏ ราชนิยม | ลั่นระฆัง..ค้านสางแค้น!?
ครบมุมข่าว กับนิธินาฏ ราชนิยม : วันพุธที่ 25 มีนาคม 2569
พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (43)
ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม
🔴 LIVE ครม.อนุทิน 2 ฝากผีฝากไข้ได้ไหม? | ห้องข่าวไทยโพสต์
ห้องข่าวไทยโพสต์ : วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

